สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 นาย และสูญหายอีก 1 นายในประเทศจอร์แดน หลังถูกอิหร่านโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) และกองกำลังพันธมิตรพยายามป้องกันและสกัดกั้นการโจมตีดังกล่าว อีกทั้งยังมีทหารบางส่วนได้รับบาดเจ็บ แต่ได้รับการรักษาจนสามารถออกจากโรงพยาบาลและกลับไปปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว
เกิดเหตุการณ์สำคัญอะไรขึ้นบ้าง
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านอ้างว่า ตนได้ทำลายเครื่องบินรบของสหรัฐฯ อย่างน้อย 2 ลำ และเครื่องบินอื่นๆ อีก 3 ลำที่ฐานทัพ Al-Azraq ในจอร์แดน ขณะที่กองทัพจอร์แดนรายงานว่า สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธอิหร่านได้ 10 ลูกเหนือน่านฟ้าโดยไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ
ทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่องเป็นคืนที่ 8 การโจมตีนี้มีเป้าหมายเพื่อลงโทษกองกำลัง IRGC อย่างเด็ดขาด และเพื่อลดขีดความสามารถของอิหร่านในการคุกคามการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยสหรัฐฯ ได้พุ่งเป้าไปที่จุดเฝ้าระวัง โครงสร้างพื้นฐานทางโลจิสติกส์ และคลังอาวุธใต้ดินของอิหร่าน
เหตุการณ์บานปลายขึ้นหลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งลงนามกันเมื่อเดือนที่แล้วได้พังทลายลง ส่งผลให้สงครามขยายวงกว้างยิ่งขึ้น
อิหร่านยังได้โจมตีตอบโต้ไปยังประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวอาหรับ เช่น คูเวต บาห์เรน และซาอุดีอาระเบีย โดยมีการโจมตีฐานทัพทหารและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำมันในคูเวต จนได้รับความเสียหาย รวมถึงมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนในซาอุดีอาระเบียหาที่หลบภัยจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ
ขณะที่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซนั้น สหรัฐฯ ได้กลับมาใช้มาตรการ ‘ปิดล้อม’ ท่าเรือของอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญถึง 1 ใน 5 ของโลก ทำให้การจราจรทางเรือบริเวณเส้นทางดังกล่าวต้องหยุดชะงักลง
ตัวเลขยอดทหารสหรัฐฯ ที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 16 นาย ส่วนทางฝั่งอิหร่าน กระทรวงสาธารณสุขอิหร่านรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 50 คนและบาดเจ็บกว่า 500 คนจากการโจมตีของสหรัฐฯ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกประกาศเตือนภัยการเดินทางทั่วโลก โดยเน้นย้ำให้ชาวอเมริกันในตะวันออกกลางเพิ่มความระมัดระวังอย่างสูงต่อสถานการณ์ที่อาจยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างไม่คาดคิด
แฟ้มภาพ: U.S. Central Command / Handout via Reuters
อ้างอิง:


