×

ทรัมป์ ‘จัดฉาก’ ถูกลอบยิง เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?

27.04.2026
  • LOADING...
ทรัมป์จัดฉาก

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระทึกขวัญด้านความปลอดภัยหรือความพยายามลอบสังหาร โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้งเมื่อกลางปี 2024 เป็นต้นมา สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นตามมาแทบจะในทันทีบนโลกโซเชียลมีเดียคือ การตั้งข้อสงสัยและทฤษฎีสมคบคิดที่ว่า เหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้อาจเป็นการ ‘จัดฉาก’ (Staged) เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง แม้หลายครั้งจะมีหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงการสูญเสียเกิดขึ้นจริงก็ตาม

 

 
 

ไทม์ไลน์ความพยายามลอบสังหารทรัมป์

 

  • 14 กรกฎาคม 2024: เหตุลอบยิงที่รัฐเพนซิลเวเนีย

 

ทรัมป์ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่หูขวาและมีเลือดเปื้อนใบหน้า ขณะกำลังขึ้นปราศรัยหาเสียงในบัตเลอร์เคาน์ตี้ หลังเสียงปืนดังขึ้น เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ (US Secret Service) ได้รีบเข้ามาคุ้มกันและพาเขากลับไปที่ขบวนรถ โดยก่อนลงจากเวที ทรัมป์ได้ชูกำปั้นและตะโกนว่า ‘สู้!’ จนกลายเป็นภาพไอคอนิกทางการเมือง ส่วนมือปืนคือ โทมัส แมทธิว ครูกส์ วัย 20 ปี ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุทันที

 

  • 15 กันยายน 2024: ความพยายามลอบสังหารครั้งที่ 2

 

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์กำลังตีกอล์ฟที่รีสอร์ตของเขาในรัฐฟลอริดา เจ้าหน้าที่หน่วยอารักขาสังเกตเห็นกระบอกปืนยื่นออกมาจากพุ่มไม้ใกล้ขอบสนามกอล์ฟจึงเปิดฉากยิงใส่ผู้ต้องสงสัย ผู้ก่อเหตุคือ ไรอัน เวสลีย์ รูธ ชาวอเมริกัน วัย 58 ปี เคยประกอบอาชีพด้านงานก่อสร้าง เข้ามาดักรออยู่ในบริเวณดังกล่าว ท้ายที่สุด เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ในเดือนกุมภาพันธ์จากข้อหาวางแผนลอบสังหารทรัมป์

 

  • 26 กันยายน 2025: ตำรวจนอกเครื่องแบบแฝงตัวเข้าทีมรักษาความปลอดภัย

 

เมลวิน เอ็ง เจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) ที่อยู่ระหว่างการลาป่วย ได้ปรากฏตัวในการแข่งขันกอล์ฟไรเดอร์คัพที่นิวยอร์ก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทรัมป์ได้เดินทางไปร่วมงานด้วย โดยเมลวินได้สวมชุดยุทธวิธีเต็มรูปแบบและพกพาอาวุธ พร้อมแกล้งทำตัวเป็นหนึ่งในทีมรักษาความปลอดภัยของทรัมป์ เมื่อถูกจับได้ว่าไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เขาจึงถูกสั่งพักงานเพื่อรอการสอบสวนต่อไป เนื่องจากสร้างความกังวลอย่างรุนแรงต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยในงานที่มีบุคคลสำคัญระดับโลกเข้าร่วม

 

  • 22 กุมภาพันธ์ 2026: มือปืนถูกวิสามัญหลังพุ่งชนแนวป้องกันที่ Mar-a-Lago

 

ออสติน ทักเกอร์ มาร์ติน ชายวัย 21 ปี จากรัฐนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งครอบครัวแจ้งความว่าสูญหาย ได้ขับรถพุ่งชนแนวรักษาความปลอดภัยที่รีสอร์ต Mar-a-Lago ของทรัมป์ในรัฐฟลอริดา พร้อมพกถังน้ำมันและปืนลูกซอง ก่อนที่เขาจะถูกเจ้าหน้าที่หน่วยลับวิสามัญฆาตกรรม ขณะเกิดเหตุทรัมป์ไม่ได้อยู่ที่นั่นแต่อยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยครอบครัวของมาร์ตินเป็นผู้สนับสนุนตัวยงของทรัมป์ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจให้กับครอบครัวและคนรอบข้างของเขาเป็นอย่างมาก

 

  • 25 เมษายน 2026: เหตุยิงปืนกลางงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว

 

เกิดเหตุระทึกขวัญเมื่อ โคล โทมัส อัลเลน ชายวัย 31 ปี บุกเข้าไปในล็อบบี้ของโรงแรม Washington Hilton และเปิดฉากยิงในช่วงงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว เหตุการณ์นี้ทำให้ทรัมป์ สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงต้องถูกอพยพอย่างเร่งด่วน โดยที่ทรัมป์และเมลาเนียปลอดภัยดี ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

 

ทีมสืบสวนสหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์ และคณะรัฐบาลของเขา น่าจะตกเป็นเป้าหมายของมือปืน โดยสื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงานว่า อัลเลนได้เขียนบันทึกและส่งให้ครอบครัวก่อนเกิดเหตุไม่นาน และแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อทรัมป์โดยตรง แต่ก็ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นถึงความโกรธแค้นอย่างรุนแรงต่อผู้นำสหรัฐฯ และคณะรัฐบาลของทรัมป์ ซึ่งมือปืนยังระบุว่า “ผมจะไม่ยอมให้คนชั่ว คนล่วงละเมิดทางเพศเด็ก คนข่มขืน และคนทรยศ เอาความผิดของเขามาป้ายที่มือผมอีกต่อไป” ขณะนี้อัลเลนอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

ทรัมป์ ‘จัดฉาก’ ถูกลอบยิง-ลอบสังหาร เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

 

สเปนเซอร์ พาร์สันส์ รองศาสตราจารย์ด้านการผลิตสื่อจากมหาวิทยาลัย Northwestern และผู้สร้างภาพยนตร์อิสระให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า การจัดฉากเหตุการณ์ลอบสังหารในพื้นที่จริงแบบสดๆ นั้น ‘ยากอย่างมหาศาล’ (Astronomically Difficult) และ ‘เป็นไปไม่ได้อย่างยิ่ง’ (Tremendously Unlikely) โดยเขาอธิบายเหตุผลสนับสนุน ดังนี้

 

  • ข้อจำกัดด้านการถ่ายทำ: การจัดฉากในภาพยนตร์สามารถควบคุมกล้องและถ่ายทำใหม่ได้หลายรอบ แต่ในเหตุการณ์จริงที่มีทั้งนักข่าวและผู้ชมที่มีสมาร์ทโฟน ผู้จัดฉากจะมีโอกาสเพียงครั้งเดียวและไม่มีพื้นที่ให้ตัดต่อหรือตกแต่งภาพแต่อย่างใด

 

  • ความเสี่ยงด้านการจัดฉากมือปืน: พาร์สันส์อธิบายว่า การจัดฉากต้องอาศัยมือปืนที่แม่นยำขั้นสุดยอด เพื่อยิงให้ดูเหมือนจะเอาชีวิต ‘แต่ต้องไม่โดนเป้าหมายจริงๆ’ และมือปืนคนนั้นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะถูกหน่วยตำรวจลับหรือหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยิงเสียชีวิตตามบทบาทที่วางไว้ด้วย

 

  • ปัญหาเรื่องเลือดปลอม: พาร์สันส์กล่าวว่า หากใช้เทคนิคเอฟเฟกต์ระเบิดเลือดปลอม (Squibs) หรือการใช้ใบมีดโกนกรีดตัวเองแบบนักมวยปล้ำ ก็เป็นเรื่องยากที่จะซ่อนอุปกรณ์เหล่านี้จากสายตาคนจำนวนมากได้

 

ขณะที่ ศ.กิตติคุณ ดร. สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ทหาร และความมั่นคงให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า เรื่องนี้คงอธิบายด้วยทฤษฎีสมคบคิดไม่ได้ และสิ่งที่เกิดขึ้น ‘น่าจะเป็นเรื่องจริง’ มากกว่าการจัดฉาก เพราะมีลักษณะของความพยายามในการลอบสังหารทรัมป์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง ไม่ใช่เพียงแค่ 1 หรือ 2 ครั้ง โดยทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการยิงพลาดหรือจับกุมได้ก่อนก่อเหตุ มักนำไปสู่ความเชื่อว่า ‘ทรัมป์จัดฉากเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง’

 

ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ‘ไม่ใช่การจัดฉาก’ แต่ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนความรู้สึกของคนอเมริกันส่วนหนึ่งที่ ‘ไม่ตอบรับ’ กับนโยบายของทรัมป์ที่มีลักษณะ ‘สุดโต่งค่อนข้างมาก’ ซึ่งเป็นผลมาจากชุดความคิดทางการเมืองแบบ ‘ประชานิยมปีกขวา’ (Right-Wing Populism)

 

ส่วนคำถามที่ว่า อะไรคือเหตุผลสำคัญหรือปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้คนมักมองว่าทรัมป์จัดฉากขึ้นมาเอง อาจารย์สุรชาติอธิบายว่า สาเหตุมาจากเหตุการณ์ลอบสังหารทรัมป์ครั้งแรกที่รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งครั้งนั้นเป็นการ ‘เฉียดความตายมากที่สุด’ ของทรัมป์ พอมีเหตุการณ์ครั้งที่ 2 ที่จับกุมผู้ก่อเหตุขณะซุ่มรอได้ รวมถึงครั้งต่อๆ มาที่มีการใช้อาวุธจริง แต่ไม่สามารถทำร้ายทรัมป์ได้ ผู้คนจึงเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าทำไมลอบสังหารไม่สำเร็จสักที ทรัมป์เล่นเองหรือไม่ ประกอบกับบางเหตุการณ์หรือบางภาพที่ออกมาดูสมบูรณ์แบบ (Perfect) ทฤษฎีสมคบคิดจึงถูกนำมาใช้อธิบายเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์สุรชาติเน้นย้ำว่า สิ่งที่น่ากลัวคือเรื่องนี้ให้คำตอบว่า ‘นี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย’ และมันสะท้อนให้เห็นว่า ความสุดโต่งของทรัมป์ ทำให้เกิดแรงปะทะแบบสุดขั้วจากคนที่ไม่ตอบรับเขาเช่นเดียวกัน

 

การพยายามหาคำตอบว่า เหตุการณ์ระทึกขวัญเหล่านี้เป็นเพียง ‘การจัดฉาก’ หรือ ‘เรื่องจริง’ อาจสะท้อนความจริงที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวทฤษฎีสมคบคิดเอง นั่นคือ ‘ภาวะความแตกแยก’ ที่หยั่งรากลึกในสังคมอเมริกันจนยากจะเยียวยา การเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งเชิงนโยบายไปสู่การใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ ไม่ได้เพียงแค่ตั้งคำถามต่อมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึง ‘วิกฤตความเชื่อมั่น’ ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

 

ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วเหตุการณ์เหล่านี้จะมีเบื้องหลังอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นจริงได้กลายเป็นกระจกสะท้อน ‘ความเปราะบาง’ ของระบอบประชาธิปไตย ที่ซึ่งเสียงปืนดูเหมือนจะมีพลังทำลายล้างมากกว่าเสียงของการถกเถียงด้วยเหตุผล และตราบใดที่ความสุดโต่งยังคงถูกผลิตซ้ำ ประวัติศาสตร์แห่งความรุนแรงที่วนเวียนนี้ก็อาจเป็นเพียง ‘บทเริ่มต้น’ ของสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising