×

Nasdaq ดิ่ง 4% หนักสุดในรอบปี หลังตลาดเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งรายได้ชิปที่อาจโตไม่ทัน ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และ IPO ของ SpaceX

06.06.2026
  • LOADING...
ชายคนหนึ่งเดินผ่านโลโก้ Nasdaq บนอาคารของบริษัท

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากการเทขายหุ้นกลุ่มชิปอย่างรุนแรง ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีอยู่มาก ปรับตัวลงถึง 4% ซึ่งถือเป็นการร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025

 

 

ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 4.18% ปิดที่ 25,709.43 จุด ซึ่งเป็นการร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดย้อนกลับไปถึงเดือนเมษายน 2025 ทางด้านดัชนี S&P 500 ลดลง 2.64% ปิดที่ 7,383.74 จุด ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average ลดลง 695.15 จุด หรือ 1.35% ปิดที่ 50,866.78 จุด

 

ในภาพรวมรายสัปดาห์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงมากกว่า 2% ซึ่งถือเป็นสัปดาห์แรกที่ติดลบในรอบ 10 สัปดาห์ ส่วนดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 4.7% ขณะที่ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อยในสัปดาห์นี้

 

รายได้กลุ่มชิปอาจโตไม่ทันความคาดหวัง?

 

ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้หุ้นกลุ่มชิปถูกเทขายหนักในสัปดาห์นี้ ตลาดยังคงพยายามมองเหตุผลหลายส่วน เช่น ความผิดหวังบางส่วนจากการที่บริษัท Broadcom ไม่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ชิป AI เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้หุ้นกลุ่มนี้เริ่มปรับตัวลงในวันที่ 4 มิถุนายน ก่อนที่แรงเทขายจะทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกเมื่อวานนี้

 

กองทุน iShares Semiconductor ETF ร่วงลง 10% ซึ่งเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 หุ้นของ Broadcom ร่วงลงเกือบ 8% หลังจากที่ทรุดลงไปแล้วกว่า 12% เมื่อวันพฤหัสบดี ด้าน Marvell Technology ดิ่งลงกว่า 16% ในวันศุกร์ ขณะที่หุ้น Intel และ Advanced Micro Devices ร่วงลงประมาณ 11%

 

ส่วน Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำซึ่งเป็นดาวเด่นล่าสุดของตลาดกระทิงรอบนี้ ร่วงลง 13% หลังจากที่ปรับตัวลง 8% ไปแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี

 

มาร์ก แฮกเกตต์ หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดจาก Nationwide กล่าวว่า “นักลงทุนเหมือนกำลังจ่อนิ้วรอที่ปุ่มขายมาพักหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ว่าต้องการจะหนีออกจากตลาดเสียทีเดียว แต่หากคุณถือครองหุ้นเซมิคอนดักเตอร์บางตัวในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา พอร์ตโฟลิโอระยะยาวของคุณอาจจะเสียสมดุลไปมาก ดังนั้นคุณจำเป็นต้องเทขายทำกำไรในจุดใดจุดหนึ่ง”

 

ตัวเลขแรงงานกดดันตลาดทางอ้อม

 

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Treasury yields) ที่พุ่งสูงขึ้น หลังจากรายงานตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาดมาก ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์การเทขายหุ้นเทค

 

การร่วงลงของหุ้นเทคโนโลยีในวันศุกร์ เกิดขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแรงงาน (Bureau of Labor Statistics) รายงานว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm payrolls) เพิ่มขึ้นถึง 172,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของ Dow Jones คาดการณ์ไว้มาก (คาดไว้ที่ 80,000 ตำแหน่ง)

 

ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งทะลุระดับ 4.5% ขณะที่รุ่นอายุ 30 ปี พุ่งเกิน 5% ซึ่งเป็นระดับสำคัญที่รื้อฟื้นความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัว และต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นสำหรับบริษัทที่กำลังลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

 

“นี่คือตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งกว่าปีที่แล้ว และดูมั่นคงอย่างมาก แม้จะต้องเผชิญกับราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อโดยทั่วไปที่สูงขึ้นก็ตาม” กัส เฟาเชอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก PNC กล่าว

 

หลังจากการเผยแพร่รายงาน ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

เอลเลน เซนต์เนอร์ หัวหน้านักกลยุทธ์เศรษฐกิจจาก Morgan Stanley Wealth Management กล่าวว่า “ข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งขึ้นทำให้ Fed ต้องอยู่ในจุดที่เคยเป็นมาสักระยะหนึ่งแล้ว นั่นคือการเฝ้าดูเงินเฟ้อและรอคอย การปรับลดอัตราดอกเบี้ยยังคงไม่อยู่ในขอบข่ายระยะอันใกล้นี้ แต่การไม่มีภัยคุกคามด้านเงินเฟ้อในรายงานวันนี้ น่าจะช่วยลดกระแสข่าวลือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยลงได้บ้าง”

 

จับตากระแส IPO ของ SpaceX

 

กองทุน iShares Semiconductor ETF ยังคงบวกขึ้น 79% ในปีนี้ แม้จะมีการปรับตัวลงอย่างหนักเมื่อเร็วๆ นี้ก็ตาม การเทขายครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่นักลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้น IPO ที่คาดว่าจะใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ SpaceX ในสัปดาห์หน้า

 

ธุรกิจด้านอวกาศและ AI ของ อีลอน มัสก์ ซึ่งเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดด้วยมูลค่าประเมินสูงถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ปลุกกระแสความตื่นเต้นในภาคธุรกิจนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกังวลให้กับบางคนว่า การเปิดตัวครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณของจุดสูงสุดในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นฟองสบู่การลงทุน

 

ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า การร่วงลงของหุ้นกลุ่มชิปและบิตคอยน์ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนกำลังขายทำกำไรเพื่อเตรียมเงินทุนและปรับพื้นที่ในพอร์ตโฟลิโอสำหรับหุ้น IPO ดังกล่าว

 

“คนที่ต้องการจะเข้าซื้อหุ้น IPO ของ SpaceX ในสัปดาห์หน้า คงไม่น่าจะใช้เงินทุนจากการขายหุ้นอย่าง Procter & Gamble มาซื้อ แต่จะเป็นเงินที่หมุนมาจากกลุ่มหุ้น AI หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ หุ้นกลุ่มโมเมนตัม หรืออย่างน้อยก็หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยทั่วไป เมื่อก้อนหินเริ่มกลิ้งลงจากเขา อย่างที่เราเห็นเมื่อวานนี้ คุณก็จะได้เห็นการเทขายที่ค่อนข้างไร้ระเบียบเกิดขึ้นตามมา” แฮกเกตต์กล่าว

 

กระแสหุ้นไอพีโอของ SpaceX ได้ส่งผ่านมายังการลงทุนในไทยด้วย ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด อยู่ระหว่างการเปิดขายกองทุนใหม่ คือ กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง สเปซ อินโนเวเตอร์ อิควิตี้ (X-SPACE) ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก Tema Space Innovators ETF ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งจะเข้าลงทุนในหุ้น SpaceX ด้วยเช่นกัน

 

โดย X-SPACE อยู่ในช่วงการเสนอขายระหว่างวันที่ 4 – 10 มิถุนายนนี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 5,000 บาท โดยปัจจุบัน X-SPACE เป็นกองทุนเดียวในไทยที่เปิดให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนในหุ้น SpaceX ที่ราคาก่อนไอพีโอ ซึ่งจะต่ำกว่าราคาไอพีโอราว 6%

 

นอกจากนี้ ในอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงแรงเก็งกำไรที่กำลังไหลออกจากตลาด คือ บิตคอยน์ ที่ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 60,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024

 

ภาพ: VIEW press / GettyImages

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories