×

ทรัมป์กับโจทย์ภาวะผู้นำ หลังถูกวิจารณ์รับมือโควิด-19 ไม่จริงจัง ล่าช้าหลายสัปดาห์

โดย Master Peace
25.03.2020
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

  • ช่วง 2-3 สัปดาห์แรกหลังเกิดการระบาดของโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐฯ เคยเตือนทรัมป์ถึงภัยคุกคามนี้ แต่ทรัมป์ให้ความเห็นครั้งแรกเกี่ยวกับโควิด-19 เมื่อวันที่ 22 มกราคม ว่า เขาไม่กังวล
  • ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ชี้ว่า โครงการตรวจหาเชื้อของรัฐบาลกลางล้มเหลว ทีมบริหารของทรัมป์ยังละเลยคำเตือนเรื่องปัญหาขาดแคลนเวชภัณฑ์ขั้นพื้นฐานอย่างหน้ากากอนามัย เตียงโรงพยาบาล และเครื่องช่วยหายใจที่จำเป็นในการรองรับผู้ติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้น
  • ภาระในการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 จึงไปตกกับผู้ว่าการรัฐและผู้นำท้องถิ่นอย่างนายกเทศมนตรี ที่ต้องทำหน้าที่เพื่ออุดช่องโหว่ของภาวะผู้นำ 

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า สหรัฐฯ อาจกลายเป็นประเทศศูนย์กลางการระบาดของโควิด-19 แห่งใหม่ของโลก หลังยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงกว่า 44,000 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 มีนาคม 2563) ซึ่งมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและอิตาลี 

 

ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐฯ ประเมินว่า อาจมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่เป็นต้นเหตุของโรคโควิด-19 หลายล้านคน และในสหรัฐฯ สถานการณ์อาจเลวร้ายจนมีชาวอเมริกันต้องเสียชีวิตหลายแสนคน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามอันตรายที่สุดที่คร่าชีวิตชาวอเมริกัน นับตั้งแต่เหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2011

 

แต่สิ่งที่หลายฝ่ายจับตาคือ ภาวะผู้นำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้วิกฤตการณ์เช่นนี้ ซึ่งดูเหมือนจะทำให้เรื่องแย่ลงไปอีก

 

ช่วง 2-3 สัปดาห์แรก ภายหลังเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยงานสาธารณสุขของสหรัฐฯ เคยเตือนไปยังประธานาธิบดีทรัมป์ ถึงความร้ายแรงของภัยคุกคามนี้ 

 

แต่ในการแถลงความเห็นต่อสาธารณชนเกี่ยวกับการระบาดของโควิด-19 ครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มกราคม ทรัมป์กลับบอกประชาชนว่า เขาไม่กังวล 

 

“ผมไม่กังวลเลยสักนิด เราควบคุมมันได้ทั้งหมด” ทรัมป์กล่าว

 

กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ ทรัมป์ยังคงเมินเฉยต่อเสียงเตือนจากฝ่ายค้านอย่างเดโมแครต โดยมองว่า วิกฤตการระบาดของโควิด-19 เป็นเพียง Hoax หรือข่าวลวงที่เกิดขึ้นใหม่ ขณะเดียวกัน ก็กล่าวหานโยบายเปิดพรมแดนของพรรคเดโมแครตที่ผ่านมา ว่า เปิดให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายเข้ามาในสหรัฐฯ 

 

ทรัมป์ยังมั่นใจว่า มาตรการห้ามผู้เดินทางมาจากจีนเข้าประเทศที่ประกาศเมื่อวันที่ 31 มกราคม สามารถควบคุมการระบาดไว้ได้ จนในที่สุดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ก็มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รายแรกบนแผ่นดินสหรัฐฯ

 

วิกฤตการระบาดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้นักระบาดวิทยาและผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อในสหรัฐฯ ต่างขอร้องชาวอเมริกันให้กักตัวเองอยู่ในบ้านและยกเลิกกิจกรรมหรืองานสังคมต่างๆ ที่มีการรวมกลุ่มของผู้คน แต่ในขณะเดียวกัน บรรดานักการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ต่างก็ไม่ส่งเสียงที่หนักแน่นใดๆ เพื่อดำเนินการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาด ขณะที่โรคโควิด-19 ค่อยๆ คืบคลาน จนแพร่กระจายลุกลามไปทั่วสหรัฐฯ และส่วนใหญ่ไร้การตรวจพบ 

 

ท่าทีของหลายประเทศในตอนนั้น อาทิ เกาหลีใต้ ต่างคร่ำเคร่งกับการเร่งตรวจหาและป้องกันผู้ติดเชื้อรายใหม่ มีการตรวจหาเชื้อประชาชนหลายหมื่นคนในช่วง 1 สัปดาห์ แต่ทางด้านศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาด (CDC) ของสหรัฐฯ กลับตรวจสอบผู้ติดเชื้อไปเพียง 500 คน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ตลอดทั้งเดือน 

 

ดร.แอนโทนี เฟาซี ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ชี้ว่า โครงการตรวจหาเชื้อของรัฐบาลกลางนั้นล้มเหลว ซึ่งไม่ใช่แค่นั้น ทีมบริหารของทรัมป์ยังละเลยคำเตือนเรื่องปัญหาขาดแคลนเวชภัณฑ์ขั้นพื้นฐานอย่างหน้ากากอนามัย เตียงโรงพยาบาล และเครื่องช่วยหายใจ ที่จำเป็นในการรองรับผู้ติดเชื้อที่เพิ่มมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ยังละเลยคำร้องของผู้ว่าการหลายรัฐที่ขอให้รัฐบาลกลางอนุมัติงบประมาณ เพื่อรับมือวิกฤตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น 

 

ในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ทรัมป์ถูกถามถึงความรับผิดชอบต่อปัญหาความบกพร่องในการตรวจหาผู้ติดเชื้อ ซึ่งทรัมป์ตอบแบบง่ายๆ สั้นๆ ว่า 

 

“ไม่ ผมไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น” ทรัมป์กล่าว

 

ภาระในการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 จึงไปตกที่ผู้ว่าการรัฐและผู้นำท้องถิ่นอย่างนายกเทศมนตรี ที่ต้องทำหน้าที่เพื่ออุดช่องโหว่ของภาวะผู้นำ

 

ผู้ว่าการหลายรัฐ อาทิ นิวยอร์ก ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ปิดโรงเรียน ขณะที่นายกเทศมนตรีต้องสั่งปิดเมืองและยกเลิกกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มต่างๆ ซึ่งนายกเทศมนตรีของหลายเมืองใหญ่มีการจัดตั้งช่องทางสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางรับมือแบบรวมศูนย์ หลายคนมองไปในทิศทางเดียวกันคือ ต้องรับมืออย่างจริงจังและรวดเร็ว

 

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่รุนแรง หลายสถานประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ต้องปิดชั่วคราว ฉุดดัชนีหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ร่วงหนักกว่า 12% ทำให้ทรัมป์เริ่มรับรู้ถึงความร้ายแรงของวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 

 

วันที่ 16 มีนาคม เขาออกมายอมรับว่า การระบาดของโควิด-19 นั้นเลวร้ายมาก พร้อมทั้งเรียกร้องชาวอเมริกันให้อยู่ห่างจากสถานบันเทิงและร้านอาหาร และเลี่ยงการอยู่รวมกลุ่มมากกว่า 10 คน 

 

“เราทุกคนมีบทบาทสำคัญในการหยุดการแพร่กระจายและการระบาดของไวรัส ด้วยการดำเนินการอย่างมุ่งมั่นหลายสัปดาห์ เราสามารถพลิกกลับสถานการณ์ได้และทำได้โดยเร็ว” ทรัมป์กล่าว ก่อนที่ในอีก 2 วันถัดมา รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ จะเปิดเผยแผนมาตรการช่วยเหลือและกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นงบช่วยเหลือที่จ่ายให้ประชาชนชาวอเมริกันโดยตรง

 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญในสหรัฐฯ มองว่า ยังมีความหวัง แม้วิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ จะทวีความรุนแรงอย่างน่ากลัวในระยะเวลาตลอด 2 เดือน แต่ก็ยังมีโอกาสที่รัฐบาลจะพลิกสถานการณ์ได้ แม้ว่าจะหยุดการระบาดไม่ได้ แต่ยังสามารถชะลอการติดเชื้อไว้ได้ ซึ่งอาจจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ ป้องกันไม่ให้โรงพยาบาลมีผู้ป่วยล้นเกินรับมือ และลดอัตราการเสียชีวิตได้บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือ ประธานาธิบดีที่ต้องรับบทบาทศูนย์กลางในการรับมือการแพร่ระบาด

 

อีกประเด็นที่อาจสะท้อนความผิดพลาดครั้งใหญ่ครั้งแรกของทรัมป์ในการรับมือวิกฤตโควิด-19 เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ราว 1 ปีครึ่ง ก่อนที่เชื้อโคโรนา 2019 จะปรากฏในเมืองอู่ฮั่น 

 

เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2018 ทรัมป์ใช้อำนาจสั่งการให้ จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงในขณะนั้น ยุบหน่วยงานความมั่นคงด้านสาธารณสุขระดับโลก ที่ขึ้นตรงกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ พร้อมทั้งลดตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญโรคระบาดรุนแรงทั่วโลก ซึ่งแม้จะเป็นหน่วยงานเล็กๆ แต่ก็มีบทบาทรับผิดชอบใหญ่หลวง โดยมีหน้าที่หลักคือ ดูแลระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับโรคระบาดรุนแรงทั่วโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่า จะทำให้สหรัฐฯ รับรู้ถึงสถานการณ์อันตรายของวิกฤตโรคโควิด-19 ได้รวดเร็วมากกว่านี้ 

 

ซึ่งเรื่องนี้ถูกนำไปถกเถียงในสภาคองเกรส แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ตอบปัดไปแบบง่ายๆ ว่าเขาไม่ได้ทำ และไม่รู้เรื่องใดๆ เลย

 

หนึ่งในข้อบ่งชี้ถึงความล่าช้าในการตัดสินใจเพิ่มมาตรการรับมือวิกฤตโควิด-19 ของทรัมป์ ถูกมองว่า เกี่ยวกับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอดีตที่ปรึกษาของทรัมป์เผยว่า ทรัมป์เกลียดที่จะยอมรับในเรื่องใดๆ ก็ตามที่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเศรษฐกิจ

 

นิตยสาร Time อ้างข้อมูลจากหนึ่งในเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า การที่ทรัมป์ตัดสินใจเรื่องมาตรการรับมือที่ล่าช้านั้น เป็นเพราะเขาได้รับอิทธิพลมาจากที่ปรึกษาและบุคคลรอบตัวที่มุ่งเน้นแต่ด้านเศรษฐกิจ และกังวลความปั่นป่วนที่จะเกิดกับตลาดการเงิน

 

สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เตือนว่า อัตราการว่างงานของชาวอเมริกันอาจพุ่งสูงถึงกว่า 20% ซึ่งหมายถึงประชาชนหลายล้านคนต้องตกงาน หากรัฐบาลไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและให้ความช่วยเหลือใดๆ มารองรับ แต่ถึงแม้จะมีมาตรการเหล่านี้ ก็ไม่แน่ว่าจะยับยั้งผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้สถานประกอบธุรกิจหลายพันแห่งต้องปิดตัวลง

 

อย่างไรก็ตาม ทอม ฟรีเดน อดีตผู้อำนวยการ CDC ชี้ว่า สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ สถานการณ์จะต้องเลวร้ายลง ก่อนที่จะดีขึ้น ขณะที่สถานการณ์อาจไม่ทรุดหนัก หากทรัมป์เอาจริงเอาจังกับมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อจำกัดความเสียหายที่จะเกิดต่อสหรัฐฯ

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories