×

สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เป็นประเทศเฝ้าระวังเสี่ยง ‘บิดเบือนค่าเงิน’ สองรอบติด จับตาแนวโน้มรอบหน้าเสี่ยงแค่ไหน?

24.07.2026
  • LOADING...
เหรียญบาทไทยพร้อมข้อความ สหรัฐฯ ขึ้นบัญชี ‘ไทย’ เฝ้าระวัง ‘บิดเบือนค่าเงิน’

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้จัดให้ ‘ไทย’ อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดู (Monitoring List) เฝ้าระวังความเสี่ยง บิดเบือนค่าเงิน เป็นรอบที่ 2 ติดต่อกัน ร่วมกับอีก 9 ประเทศ โดยในรอบนี้ ไทยเข้าเกณฑ์พิจารณาเพียง 1 ใน 3 ข้อ คือ การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ที่สูงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งดร. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ประเมินแนวโน้มในรอบถัดไปไทยมีความเสี่ยงลดลง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เกิดอะไรขึ้น ทำไม ‘ไทย’ ถูกขึ้นบัญชีเสี่ยงบิดเบือนค่าเงินของสหรัฐฯ อีกรอบ

 

กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาได้นำเสนอรายงานประจำครึ่งปีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐอเมริกา (Report on Macroeconomic and Foreign Exchange Policies of Major Trading Partners of the United States) ต่อรัฐสภา

 

โดยได้ข้อสรุปว่า ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุด ณ เดือนธันวาคม 2568 ไม่มีประเทศคู่ค้าสำคัญรายใดของสหรัฐฯ ที่บิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินของตนกับดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อวัตถุประสงค์ในการขัดขวางการปรับสมดุลการชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ

 

“ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุด ณ เดือนธันวาคม 2568 ไม่มีประเทศคู่ค้าสำคัญรายใดที่เข้าข่ายครบทั้ง 3 หลักเกณฑ์ซึ่งจะต้องถูกวิเคราะห์เชิงลึกภายใต้รัฐบัญญัติการอำนวยความสะดวกและการบังคับใช้กฎหมายทางการค้า ปี พ.ศ. 2558 (Trade Facilitation and Trade Enforcement Act of 2015)”

 

อย่างไรก็ดี ยังมี 10 ระบบเศรษฐกิจที่ถูกจัดอยู่ใน ‘บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดู’ (Monitoring List) ในฐานะประเทศคู่ค้าสำคัญที่แนวทางปฏิบัติด้านค่าเงินและนโยบายเศรษฐกิจมหภาคสมควรได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงไทย

 

เปิดรายชื่อ 10 ประเทศถูกจัดเข้า ‘บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดู’

 

  • จีน
  • ญี่ปุ่น
  • เกาหลีใต้
  • ไต้หวัน
  • ไทย
  • สิงคโปร์
  • เวียดนาม
  • เยอรมนี
  • ไอร์แลนด์
  • สวิตเซอร์แลนด์

 

โดยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นประเทศที่เคยอยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตาดูจากรายงานฉบับเดือนมกราคม 2569

 

กระทรวงการคลังจะยังคงดำเนินการวิเคราะห์ประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างเข้มงวดต่อไป ตามรายละเอียดที่ปรากฏในรายงานฉบับเดือนมกราคม 2569 และจะนำประเด็นเหล่านี้เข้าสู่การหารือในการประเมินระบบเศรษฐกิจเชิงลึกหากมีพัฒนาการที่น่าจับตามองเกิดขึ้น

 

ทั้งนี้ ในรายงานฉบับนี้ กระทรวงการคลังได้ทบทวนและประเมินนโยบายของประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 80% ของการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ทั้งในภาคสินค้าและบริการ

 

กางเกณฑ์ ทำไมไทยติดบัญชีเสี่ยงบิดเบือนค่าเงินของสหรัฐฯ อีกรอบ

 

โดยสหรัฐฯ มี 3 เกณฑ์เพื่อพิจารณาประเทศที่อาจบิดเบือนค่าเงิน ได้แก่

 

  • เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ซึ่งไทยมีการเกินดุลการค้าสินค้าและบริการกับสหรัฐฯ สูงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 4 ไตรมาสสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
  • เกณฑ์การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Material Current Account Surplus) ซึ่งไทยหลุดเกณฑ์นี้แล้ว เนื่องจากมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดคิดเป็น 2.8% ต่อ GDP เท่านั้น จากระดับ 3.8% ของ GDP ในรอบก่อน
  • เกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน (Persistent, One-sided Intervention) ที่ไทย ‘ไม่เข้าข่าย’ เหตุมีการซื้อสุทธิ 1.8% จากระดับ 0.9% ของ GDP (การเข้าเกณฑ์ต้องซื้อสุทธิอย่างน้อย 2% ของ GDP และเกิดขึ้นอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน)

 

ในรอบหน้าไทยมีความเสี่ยงเข้าเกณฑ์ Monitoring List แค่ไหน

 

ดร. กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในรายงานรอบล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวนเกณฑ์ที่ไทยเข้าเงื่อนไขลดลง เหลือ 1 ใน 3 ข้อ จากรอบก่อนเข้า 2 ใน 3 ข้อ แม้ว่า เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus)

 

สำหรับแนวโน้มในรอบถัดไป ดร. กาญจนาระบุว่า หากในการประเมินครั้งหน้า หากไทยไม่กลับไปติดเกณฑ์ 2 ข้อ ไทยจะหลุดจากบัญชีเฝ้าระวังนี้ทันที โดยเมื่อพิจารณาในเกณฑ์แต่ละข้อในระยะต่อไป พบว่า

 

  • เกณฑ์การเกินดุลการค้าทวิภาคีกับสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมช่วงไตรมาส 4 2568 ถึงมิถุนายนปี 2569 ไทยก็ยังจะเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อยู่
  • เกณฑ์ดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่เกินกำหนดอย่างแน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้ไทยต้องนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบในราคาแพง ประกอบกับรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ลดลง ทำให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะบางลงมาก หรืออาจจะไม่เกิดดุล
  • ส่วนเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงิน เนื่องจากปัจจุบันเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าจึงทำให้ความเสี่ยงการเกณฑ์ดังกล่าวลดลงไปอีก ต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่บาทแข็ง ธปท. อาจต้องเข้าดูแลด้วยการซื้อดอลลาร์และขายเงินบาท

 

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ดร. กาญจนามองว่า ค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า จากปัจจัยภายนอก 2 เรื่องหลัก ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย และ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่อาจต้องคงดอกเบี้ยระดับสูง หรืออาจถึงขั้นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานของไทยยังไม่แข็งแรง

 

ส่วนกรอบค่าเงินบาทระยะสั้น สำหรับสัปดาห์ถัดไป ดร. กาญจนาประเมินแนวรับที่ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านเบื้องต้นที่ 33.90 บาทต่อดอลลาร์ แต่อาจมีโอกาสทะลุไปทดสอบที่ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ หากสถานการณ์รุนแรงจนราคาน้ำมันยืนระดับ 100 เหรียญและท่าทีของ Fed

 

จับตาสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับเครื่องมืออื่นๆ มากขึ้น

 

ดร.กาญจนา ตั้งข้อสังเกตว่า นอกเหนือจากเกณฑ์ Monitoring List ในรายงานรอบล่าสุดให้ความสำคัญกับ ‘กรอบและเครื่องมือดำเนินนโยบาย’ มากขึ้น เนื่องจากมีการอธิบายมาตรการของไทยเป็นรายประเด็น เช่น การเพิ่มเกณฑ์รายได้ขึ้นเป็น 10 ล้านดอลลาร์ที่ต้องนำกลับเข้าประเทศ ระบุถึงเกณฑ์ห้ามสถาบันการเงินทำ NDF อ้างอิงเงินบาทกับ Non-Resident เพิ่มประเด็นกำกับธุรกรรมซื้อ-ขายทองคำดิจิทัลในสกุลบาท และกล่าวถึงการรายงานธุรกรรมทองคำขนาดใหญ่

 

ดังนั้น รายงานรอบล่าสุดสะท้อนว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยายการประเมินจากการดูการเคลื่อนไหวของเงินบาท ไปสู่วิธีและเครื่องมือการดำเนินนโยบายที่อาจมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนมากขึ้น

 

ดังนั้น โจทย์ระยะต่อไปอาจจะครอบคลุมมากกว่าการแทรกแซงค่าเงิน โดยอาจรวมถึงมาตรการด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย มาตรการกำกับดูแล และเครื่องมืออื่นๆ ที่อาจส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและกลไกตลาด

 

ประเมินการดูแลค่าเงินบาทของแบงก์ชาติระยะต่อไป

 

ดร. กาญจนามองว่า การดูแลของแบงก์ชาติในระยะต่อไป น่าจะเน้นการดูแลเพื่อ ‘ลดความผันผวน’ เป็นหลัก ไม่ใช่การแทรกแซงทิศทางของค่าเงิน หลังจากในปีนี้ค่าความผันผวน (Volatility) ของเงินบาทสูงถึง 8% ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วที่ 7.1%.

 

โดยคาดว่า ธปท. น่าจะไม่ต้องการให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไปจนกระทบความเชื่อมั่นต่อสกุลเงิน และพร้อมที่จะเข้าดูแลทั้งสองฝั่ง (ทั้งซื้อและขาย) ตามจังหวะการเหวี่ยงตัวของตลาด เพื่อลดความผันผวน

 

เบสเซนต์ย้ำ ห้ามทุกประเทศ บิดเบือนค่าเงิน เพื่อความได้เปรียบทางการค้า

 

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แนวทางปฏิบัติด้านค่าเงินที่ไม่เป็นธรรมในต่างประเทศได้ส่งผลให้สหรัฐฯ ประสบปัญหาการขาดดุลการค้า และทำให้การจ้างงานในภาคการผลิตของสหรัฐฯ หดตัวลง เมื่อประเทศคู่ค้าเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมากเกินความจำเป็น หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อจงใจลดมูลค่าหรือระงับการแข็งค่าของสกุลเงินของตน การกระทำดังกล่าวได้สร้างความยากลำบากอย่างยิ่งแก่แรงงานและภาคธุรกิจอเมริกันเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายการค้า ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) ของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงการคลังมีความมุ่งมั่นที่จะเฝ้าระวังและต่อต้านแนวทางปฏิบัติด้านค่าเงินที่ไม่เป็นธรรมอย่างเข้มงวดและจริงจัง”

 

“กระทรวงการคลังยังคงประเมินอย่างต่อเนื่องว่าประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงดำเนินนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อบิดเบือนค่าเงินของตนอันจะนำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อแรงงาน ภาคธุรกิจ และความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หรือไม่” เบสเซนต์กล่าว

 

สหรัฐฯ ย้ำจีนยังขาดความโปร่งใส

 

แม้ว่ากระทรวงการคลังจะไม่ได้ระบุให้จีนเป็นประเทศที่บิดเบือนค่าเงินในรายงานฉบับนี้ แต่จีนยังคงมีความโดดเด่นกว่าประเทศคู่ค้าสำคัญรายอื่นๆ ในด้านการขาดความโปร่งใสที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านอัตราแลกเปลี่ยน

 

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ย้ำว่า การขาดความโปร่งใสดังกล่าวจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระทรวงการคลังในการขึ้นบัญชีจีน หากมีหลักฐานเชิงประจักษ์บ่งชี้ได้ว่าจีนมีการแทรกแซงไม่ว่าผ่านช่องทางที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ เพื่อต้านทานการแข็งค่าของเงินหยวน (RMB) ในอนาคต

 

ภาพ: valiantsin suprunovich, schankz / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories