วันนี้ (24 กรกฎาคม) ข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนและเป็นที่จับตามองมากที่สุดในตะวันออกกลาง
ดีลฉบับประวัติศาสตร์นี้ถูกออกแบบมา เพื่อมอบ ‘สิทธิพิเศษ’ ที่ซาอุดีอาระเบียปรารถนามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการเปิดทางให้สามารถเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมบนแผ่นดินของตนได้ โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดขั้นสูงสุด
ทว่าดีลที่ดูเหมือนจะเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของซาอุดีอาระเบียกลับต้องสะดุดลงอย่างกะทันหันและกลายเป็นความโกลาหลทางการทูต เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศ ‘เงื่อนไขใหม่’ ในนาทีสุดท้ายผ่านโซเชียลมีเดียว่า ข้อตกลงนี้ ‘จะถูกยกเลิก’ หากซาอุดีอาระเบียไม่ยอมสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลภายใต้ข้อตกลง ‘Abraham Accords’
ดีลนี้คืออะไร มีเงื่อนไขอย่างไร
ข้อตกลงนี้คือ ‘ความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์พลเรือน’ (Civilian Nuclear Cooperation) มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและซาอุดีอาระเบีย โดยจะอนุญาตให้เปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียม (Uranium Enrichment) และจัดการกากนิวเคลียร์ได้เองบนแผ่นดินของตน ซึ่งทั้งสองกระบวนการนี้เป็นช่องทางที่อาจนำไปสู่การสร้างอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคตได้
ดีลนี้ ‘ไม่ได้บังคับ’ ใช้มาตรฐานการตรวจสอบขั้นสูงสุด (Additional Protocol) ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ทำให้หน่วยงานของสหประชาชาติ ‘มีข้อจำกัด’ ในการเข้าไปตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยว่าอาจเป็นโรงงานนิวเคลียร์ลับ
แม้ในตอนแรกข้อตกลงนี้ดูเหมือนจะเป็นไปตามความต้องการของซาอุดีอาระเบียแทบทั้งหมด แต่ในเวลาต่อมาได้เกิดความสับสนและมีข้อแม้เพิ่มเติมที่ทำให้ดีลทำท่าจะพังทลายลง โดยหลังจากที่ข้อตกลงถูกประกาศออกไปโดย ‘ไม่มีเงื่อนไขด้านการทูต’ ทำให้สื่ออย่าง Fox News และ Wall Street Journal ได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทำให้ทรัมป์ต้องประกาศ ‘เงื่อนไขใหม่’ ในนาทีสุดท้ายผ่านโซเชียลมีเดียว่า ข้อตกลงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อซาอุดีอาระเบียเข้าร่วม ‘Abraham Accords’ หรือยอมรับและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลเท่านั้น และหากไม่ทำตาม “ดีลนี้ถือเป็นอันยกเลิก”
ทางด้าน เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (MBS) มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงยืนกรานมาตลอดว่า ซาอุฯ จะ ‘ไม่ยอมรับ’ ความสัมพันธ์กับอิสราเอล หากไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนในการสถาปนา ‘รัฐปาเลสไตน์’ ที่เป็นอิสระ
แม้กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ จะระบุว่า ดีลนี้อนุญาตให้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้ แต่ทรัมป์กลับโพสต์ข้อความที่ขัดแย้งกันว่า “จะไม่มีการเสริมสมรรถนะวัสดุใดๆ ทั้งสิ้น” ซึ่งสร้างความสับสนเป็นอย่างมาก โดยข้อตกลงนี้ยังต้องผ่านการทบทวนจากสภาคองเกรสเป็นเวลา 90 วัน และต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ในส่วนของการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอีก 2 ปี
ทำไมทรัมป์ถึงยอมตกลงอนุมัติดีลนี้กับซาอุฯ ตั้งแต่แรก
เคนเนธ รอธ นักวิจัยอาวุโสจาก Yale University และอดีตผู้อำนวยการบริหารของ Human Rights Watch มองว่า การตัดสินใจของทรัมป์เกิดจากปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการทูตแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactional Foreign Policy) โดยเฉพาะ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยรอธระบุว่า ‘เงิน’ คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ยอมตกลง เพราะการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในซาอุดีอาระเบียจะสร้างรายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์ให้กับอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก้อนโต
อีกทั้งยังเป็นการสกัดกั้นอิทธิพลของจีนและรัสเซีย โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ตระหนักดีว่าประเทศในตะวันออกกลางต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ และหากสหรัฐฯ ไม่เข้าไปเป็นพันธมิตรและเป็นผู้สนับสนุน ซาอุดีอาระเบียก็พร้อมที่จะหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีจากคู่แข่งอย่างจีนหรือรัสเซียแทน
สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ได้สร้าง ‘ความเสี่ยง’ ให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค การอนุมัติดีลนี้จึงเป็นความพยายามของทรัมป์ในการ ‘ไถ่โทษ’ และเอาใจซาอุดีอาระเบีย เพื่อลดความตึงเครียดและดึงให้ซาอุฯ ยังคงเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับสหรัฐฯ ต่อไป
ที่ผ่านมา ทรัมป์มีความชื่นชมและมีความสัมพันธ์อันดีกับมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบียมาโดยตลอด หากข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจริงจะถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของ MBS ที่พยายามแสวงหาเทคโนโลยีนิวเคลียร์มานานหลายปี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือคานอำนาจหรือสร้างความยำเกรงต่ออิหร่าน
รอธกล่าวว่า ดีลนี้มีความหละหลวมกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ เคยทำกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในปี 2009 อย่างมาก เนื่องจากในตอนนั้น UAE ยินยอมที่จะไม่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมและยอมรับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
รอธยังมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ ทรัมป์ยอมมอบข้อเสนอและสิทธิทางนิวเคลียร์ให้กับซาอุดีอาระเบียในแบบเดียวกับที่ทรัมป์สาบานว่าจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมีเป็นอันขาด การยอมให้ซาอุฯ ศึกษาการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจะทำให้โอกาสในการบรรลุข้อตกลงจำกัดนิวเคลียร์กับอิหร่าน ‘พังทลายลง’ เพราะอิหร่านจะต้องเผชิญทั้ง ‘ภัยคุกคาม’ จากอิสราเอลที่มีนิวเคลียร์อยู่แล้ว และภัยจากซาอุฯ ที่เป็นชาติคู่แข่งที่กำลังจะมีเทคโนโลยีนี้เช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าสภาคองเกรสจะตัดสินใจอนุมัติดีลนี้หรือไม่ ความพยายามดังกล่าวได้จุดชนวนความกังวลอย่างหนักถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอาจผลักดันให้ภูมิภาคตะวันออกกลางที่เปราะบางจากสงครามอยู่แล้ว ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและไร้เสถียรภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต
แฟ้มภาพ: Demetrius Freeman / The Washington Post via Getty Images
อ้างอิง:
- https://edition.cnn.com/2026/07/23/politics/saudi-nuclear-deal-trump-conservatives
- https://www.aljazeera.com/news/2026/7/23/trump-says-saudi-nuclear-pact-hinges-on-kingdom-joining-abraham-accords
- https://www.reuters.com/world/middle-east/trump-says-us-saudi-nuclear-deal-conditional-country-joining-abraham-accords-2026-07-23/
- https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/jul/23/trump-saudi-nuclear-deal
- https://www.bbc.com/news/articles/cz05lx0xpero



