×
394221

กลุ่มเกียมอุดมฯ และนักเรียนมัธยมจัดกิจกรรม #ทำไมฉันไม่อยากไปโรงเรียน เผยความฝันอยากเห็นประเทศมีการเมืองและการศึกษาที่ดี

03.09.2020
  • LOADING...

วันนี้ (3 สิงหาคม) ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กลุ่มนักเรียน #เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ และนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมหลากหลายโรงเรียน รวมตัวจัดกิจกรรม ‘ทำไมฉันไม่อยากไปโรงเรียน’ โดยกำหนดจัดบริเวณเสาธงใกล้ประตูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ฝั่งถนนพญาไท

 

แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายคือ 16.00 น. ปรากฏว่าโรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนจากโรงเรียนอื่นเข้าไปในบริเวณโรงเรียน รวมถึงสื่อมวลชนที่เดินทางมาติดตามทำข่าวด้วย จึงได้มีการนำลำโพงและป้ายมาปิดโดยหันหน้าออกมาทางประตูโรงเรียน มีการสลับกันปราศรัยระหว่างแกนนำนักเรียนจากหลายโรงเรียน

 

ตัวแทนนักเรียนรายหนึ่งได้นำบทปราศรัยที่มาจากนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่ลาออกไป ซึ่งกล่าวถึงปัญหาว่าทำไมถึงไม่อยากมาโรงเรียน เพราะต้องฝ่ารถติดตอนเช้า รถติดบรรลัย กินข้าวในรถ สุดท้ายต้องนั่งเบลอเพราะไม่ได้กินข้าวเช้า ทุกอย่างวนลูป อีกทั้งโรงเรียนยังไม่เป็นสถานที่ปลอดภัย โรงเรียนน่ากลัว ทั้งที่โรงเรียนควรเป็นสถานที่ที่เด็กไปด้วยความมีแรงจูงใจ แต่การศึกษาไทยทำให้กลับตาลปัตร นักเรียนหลายคนถูกบูลลี่ คุกคามทางเพศในสถานศึกษา ถูกปลูกฝังว่าต้องแข่งขันตลอดเวลา กลายเป็นสถานที่ปลูกฝังให้เด็กเกลียดตัวเอง

 

“ผู้ใหญ่หลายคนบอกให้เราเลิกโทษระบบ แต่ขอถามกลับว่าระบบเคยกลับมาดูตัวเองบางหรือไม่ เด็กบางคนโทษตัวเองถึงขนาดทำร้ายตัวเอง แต่ระบบก็ยังไม่เคยกลับมาดูแลตัวเอง ดิฉันตัดสินใจออกจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไม่ใช่เด็กเตรียมอุดมศึกษาที่อยากมาเรียนที่นี่ แต่เป็นความคาดหวังของพ่อแม่ เกิดขึ้นจากการจัดอันดับโรงเรียน สิ่งที่เราต้องเสียไปจากระบบการศึกษาคือสุขภาพ เวลา กลายเป็นฟันเฟืองเครื่องจักร การไปโรงเรียนทำให้เราเข้าสังคมแช่แข็ง” ตอนหนึ่งในคำปราศรัยของนักเรียนรายดังกล่าว

 

กระทั่งเวลาประมาณ 17.00 น. กลุ่ม Spring Movement ซึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเรียกร้องให้โรงเรียนเปิดประตูรั้วเพื่อขอเข้าไปปราศรัยด้านใน และเดินมาประชิดกับประตูรั้วอีกด้านพร้อมกับดันประตูรั้วกับเจ้าหน้าที่โรงเรียน ก่อนที่จะให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโทรศัพท์ถึงผู้บริหารโรงเรียนเพื่อขอเข้าไปในพื้นที่ แต่ผู้บริหารพยายามบ่ายเบี่ยงและตัดสาย จึงยืนปราศรัยบริเวณหน้ารั้วโรงเรียน เมื่อปราศรัยจบได้มีการดันรั้วจนสามารถเข้ามาภายในรั้วโรงเรียนได้

 

ขณะที่ ‘ครูทิว’ ตัวแทนจากกลุ่มครูจะสอน กล่าวว่าครูไม่ได้ทำงานสอนเต็มที่ ต้องทำงานอื่น ก้าวแรกที่เลือกมาเป็นครูเพราะเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมและโลกใบนี้ แต่พอเข้ามาในระบบก็พบว่าการศึกษาผลิตซ้ำ คนเป็นครูไม่ได้ทำงานสอนนักเรียนอย่างเต็มที่ ครั้งแรกที่ตนได้ยินคำว่าปฏิรูปการศึกษาตอนตนอยู่ ป.3 กระทั่งปี 2563 หากการศึกษาปฏิรูปได้แค่นี้ แสดงว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วการศึกษาแย่มาก แถมยังมีคำสั่งมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพิ่มคนในศึกษาธิการจังหวัด แล้วคิดว่าคนที่เพิ่มเข้ามาจะพัฒนาการศึกษา 

 

ครูทิวกล่าวต่อว่า ครูต้องทำทุกอย่างทั้งงานเอกสารและงานอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่งานที่ครูต้องทำ งานของครูคือการออกแบบงานสอน ขณะที่การประเมินยังประเมินด้วยเอกสาร ระบบความดีความชอบบั่นทอนกำลังใจคนทำงาน ทั้งนี้กระทรวงกำลังจะมีหลักสูตรฐานสมรรถนะออกมาลบหลักสูตรเก่า แต่ถามว่าถ้าเด็กยังมี 40-45 คนต่อห้อง ครูจะดูแลเด็กทั่วถึงได้อย่างไร โรงเรียนใหญ่ๆ รับเด็กมากเพราะอยากได้เงินรายหัว ดังนั้นครูจะดูแลเด็กทั่วถึงได้อย่างไร อยากให้ทุกคนตั้งคำถามว่าเรามาโรงเรียนทำไม เพื่อเรียนรู้ เพื่อรู้จักตัวเอง ฯลฯ ทุกครั้งที่ตนตั้งคำถามนี้ เด็กส่วนใหญ่อยากรู้จักตัวเอง แต่โรงเรียนกลับทำหน้าที่ขัดเกลาเหมือนเด็กเป็นกระดาษ

 

ปิดท้ายด้วยการแสดงของกลุ่มนักเรียนราชบพิธพิชิตเผด็จการ โดยได้มีการจำลองเหตุการณ์ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยมีนักเรียนชายคนหนึ่งถูกเพื่อนผลักล้มลงไปนอนกับพื้น มีเชือกแขวนกระดาษที่มีข้อความว่า ‘การมีส่วนร่วมของประชาชน’ ผูกไว้ที่คอ จากนั้นมีเพื่อนนักเรียนเทสีดำลงบนตัว เปรียบแทนสีเลือดที่นองอยู่บนพื้นนานกว่า 44 ปี ขณะที่นักเรียนคนอื่นๆ เข้ามาล้อมวงพร้อมชูสามนิ้ว 

 

“หลายคนนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาต่อต้านพวกเราเหมือนเขียนเสือให้วัวกลัว คำว่าการเมืองไทยได้ถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว สิ่งที่ทุกคนพยายามทำคือบอกว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก ทำให้เราเอือมระอา แต่พวกคุณทำให้มันหมดความน่าเชื่อถือ ขอให้คนรุ่นใหม่ออกมาล้างตรงนี้ ทำให้การเมืองเป็นหน้าที่ของทุกคน ออกมาบอกถึงปัญหา สิ่งที่ควรจะเปลี่ยนแปลง ต่อจากนี้กะลาได้แตกจนสิ้นแล้ว ปัจจุบันคนออกมาเรียกร้องทุกเรื่อง ทั้งการศึกษา เรื่องเพศ เพราะมันพังทั้งระบบ อาจต้องใช้เวลา แต่ต้องทำเพื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ที่เราทำไปไม่ได้แปลว่าเราก้าวร้าว ไม่รักชาติ แต่อยากเห็นชาติพัฒนา ไม่ใช่ทนเห็นผู้ใหญ่มาโกงกิน สิ่งที่สำคัญคือคนไทยทุกคนต้องเท่าเทียมกัน”

 

นอกจากนี้ยังได้กล่าวว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำกับคำว่าการเมืองคือการกีดกันว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก พยายามบอกว่านี่คือเรื่องของผู้ใหญ่ แต่เรารู้สึกเอือมระอากับการเมืองปัจจุบัน เพราะทั้งการโกงกิน กดขี่ข่มเหงประชาชน การช่วยเหลือพวกพ้อง การแจกกล้วย ขายตัว การมีงูเห่า เด็กผู้ชายค้าแป้ง เด็กสมบูรณ์ฝาเขียวกับนาฬิกาเพื่อนผู้ล่วงลับ นางปิรันย่าบุรุกป่า ไหนจะน้องร้องอยากซื้อเรือดำน้ำอีก นอกจากนี้ยังเล่นเกมกันไปมา ล่าสุดคือจะต่อยกันเองเหมือนอยู่ในสนามเด็กเล่น ไม่เห็นหัว ไม่เกรงใจประชาชน จึงขอเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่ออกมาล้างคำสาปเหล่านี้ ทำการเมืองให้เกิดใหม่เป็นการมีส่วนร่วมของประชาชน

 

ก่อนที่ทั้งหมดจะปิดกิจกรรม เก็บขยะ และเก็บของแยกย้ายกลับบ้านในเวลาประมาณ 18.30 น.

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories