กรมธนารักษ์ วาง 5 แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ตามเป้าปีงบฯ 2570 ที่ 14,300 ล้านบาท พร้อมเร่งปลดล็อกโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุขนาดใหญ่ ควบคู่เปิดตัวแพลตฟอร์ม ‘Coin Market’ 17 สิงหาคมนี้ ส่งเสริมตลาดสะสมเหรียญ พร้อมปรับหลักเกณฑ์ค่าเช่าที่ราชพัสดุหนุนการติดตั้ง EV Charger และ Solar Cell
ประเด็นสำคัญ
อัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ แถลงความคืบหน้าของการบริหารงานภายใต้แนวคิด ‘สานงานต่อ ก่องานใหญ่’ ตามรากฐานที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์คนก่อน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
โดยเผยว่า ตลอด 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) กรมธนารักษ์สามารถจัดเก็บได้ราว 11,602.87 ล้านบาท ซึ่งยังคงต่ำกว่าประมาณการจัดเก็บรายได้ราว 2.49% ซึ่งมีเป้าหมายที่ 11,900 ล้านบาท แบ่งเป็นการจัดเก็บรายได้ 2 ส่วน ดังนี้
- ที่ราชพัสดุ 11,200.97 ล้านบาท ซึ่งยังต่ำเป้า 11,500 ล้านบาทราว 2.6%
- รายได้จากเหรียญกษาปณ์ 401.90 ล้านบาท เกินเป้า 400 ล้านบาท ที่ 0.475%
อย่างไรก็ตาม อัครุตม์มองว่า แผนการดำเนินงานปี 2569 จะสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้าที่ 14,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าเดิม 17.65%
ขณะที่แผนการดำเนินงานตามเอกสารงบประมาณประจำปี 2570 ได้มีประมาณการจัดเก็บรายได้รวมที่ 14,300 ล้านบาท ซึ่งอัครุตม์เผยว่าได้เตรียมแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ไว้ ดังนี้
- เร่งปลดล็อกโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุขนาดใหญ่ เพื่อให้สามารถรับรู้รายได้และผลตอบแทนเข้าสู่รัฐได้เร็วขึ้น
- เร่งรัดการบริหารสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ ลดปัญหาค่าเช่าค้างชำระ และปรับปรุงการติดตามผลตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐ
- เร่งนำที่ราชพัสดุศักยภาพสูงออกประมูล ผ่านกระบวนการทดสอบความสนใจจากภาคเอกชน (Market Sounding) ก่อนเปิดประมูล
- บริหารและจำหน่ายทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งที่ดินและทรัพย์สินจากการบังคับคดี เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้กลายเป็นรายได้ของรัฐ
- ทบทวนหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุ ให้สะท้อนมูลค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น พร้อมเพิ่มความโปร่งใสในการคัดเลือกเอกชนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ผลตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุ โดยเฉพาะโครงการที่มีมูลค่าสูงกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มนำร่องกับที่ราชพัสดุที่มีมูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไปก่อน
ความคืบหน้าการแก้ปัญหาโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุ
- โครงการบริหารและดำเนินกิจการระบบท่อส่งน้ำสายหลักในภาคตะวันออก (EEC) ของ บริษัท วงษ์สยาม-ก่อสร้าง จำกัด ที่มีปัญหาข้อลักลั่นของสัญญา เพราะภาครัฐกำหนดเงื่อนไขให้เอกชนต้องแบ่งกำไร หากสามารถขายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านหน่วย
อย่างไรก็ตาม เอกชนไม่สามารถทำยอดขายได้ถึง 500 ล้านหน่วย การแบ่งกำไรเข้ารัฐจึงไม่เกิดขึ้น และจำเป็นต้องมีการแบ่งปันผลประโยชน์ตอบแทนใหม่ (Revenue Sharing) ซึ่งเบื้องต้น กรมธนารักษ์คาดการณ์รายได้ไว้ที่ 800 ล้านบาท
- โครงการอู่จอดรถไฟฟ้า ‘หมอชิต คอมเพล็กซ์’ ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2535 ปัจจุบันเจรจาได้ข้อยุติพร้อมเดินหน้าต่อกับ บริษัท บางกอกเทอร์มินอล จำกัด (BKT) ผู้รับเหมารายเดิม และกำหนดรูปแบบโครงการไว้ดังเดิมด้วย พื้นที่ใช้สอย 700,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) พร้อมพื้นที่ 112,000 ตร.ม. แก่บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) สำหรับก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสาร
กรมธนารักษ์ประเมินว่าหากเดินหน้าต่อได้สำเร็จ จะได้รับเงินคืน 1,250 ล้านบาท จาก 1) ค่าแรกเข้า 400 ล้านบาท และ 2) ค่าชดเชยฐานรากที่กรมธนารักษ์ต้องสำรองจ่ายให้กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ไปก่อนหน้านี้
- โครงการโรงแรมชายทะเลที่อำเภอหัวหิน ซึ่งอยู่ระหว่างรอเสนอเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดการณ์รายได้ที่ 70-80 ล้านบาท
เปิด ‘Coin Market’ สร้างตลาดรองเหรียญกษาปณ์
นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ยังมีนโยบายในด้านอื่นๆ เช่น การผลักดันตลาดเหรียญสะสม เพื่อปรับบทบาทของเหรียญกษาปณ์ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society)
โดยกรมธนารักษ์ เตรียมเปิดแพลตฟอร์ม ‘Coin Market’ อย่างเป็นทางการในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 เพื่อเป็นตลาดกลางสำหรับการประมูลและซื้อขายเหรียญกษาปณ์สะสม
ไฮไลต์ของการเปิดตัว คือ การนำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชนิดราคา 10 บาท รุ่นปี 2533 ซึ่งผลิตขึ้นเพียง 100 เหรียญทั่วโลก ออกประมูลเป็นครั้งแรก โดยเหรียญรุ่นดังกล่าวมีมูลค่าซื้อขายในตลาดนักสะสมสูงถึงประมาณ 1 ล้านบาทต่อเหรียญ
ในระยะยาวกรมธนารักษ์มีแผนพัฒนาระบบรับรองและประเมินสภาพเหรียญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักสะสม
ปรับเกณฑ์ค่าเช่าที่ราชพัสดุ หนุนติดตั้ง EV Charger และ Solar Cell
นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ยังได้ปรับหลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานสะอาดของภาครัฐ โดยกำหนดอัตราค่าเช่าสำหรับการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) แบบอัตราคงที่ต่อหัวชาร์จ แทนการคิดค่าเช่าตามราคาประเมินที่ดิน เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ
สำหรับพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร กำหนดค่าเช่าหัวชาร์จละ 1,500 บาทต่อปี ส่วนต่างจังหวัดอยู่ที่ 1,000 บาทต่อปี ขณะที่การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพื่อใช้ภายในหน่วยงานหรืออาคารจะได้รับการยกเว้นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่หากนำกระแสไฟฟ้าไปจำหน่ายหรือสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ จะต้องชำระค่าเช่าและผลตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่กรมกำหนด
เดินหน้าปรับราคาประเมินที่ดินรอบใหม่
สำหรับการจัดทำบัญชีราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 โดยปัจจุบัน มีการดำเนินการประเมินเสร็จแล้วกว่า 85%
อัครุตม์ระบุว่า ราคาประเมินรอบใหม่จะสะท้อนมูลค่าตลาดมากขึ้น จากเดิมที่ราคาประเมินต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงราว 40% โดยตั้งเป้าให้ส่วนต่างเหลือไม่เกินประมาณ 20% เพื่อให้ราคาประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น แต่ยังไม่สูงเท่าราคาตลาด เพื่อลดผลกระทบต่อผู้เสียภาษี
ควบคู่กันนี้ กรมธนารักษ์ยังพัฒนาระบบ D-Value สำหรับตรวจสอบราคาประเมินที่ดินผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานเฉลี่ยกว่า 20,000 คนต่อวัน พร้อมศึกษาการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และจัดทำแบบจำลองราคาประเมิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินราคาที่ดินในอนาคต

