×

ขึ้นค่า PSC ยังไม่พอ จ่อ ‘รีดภาษีเดินทางนอก’ ซ้ำ นโยบายที่มาผิดที่ ผิดเวลา? เมื่อการเดินทางคือการลงทุน ‘ซื้อประสบการณ์’ แต่คนไทยอาจต้องจ่าย 2 เด้ง

12.05.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน

คนไทยเตรียมรับภาระค่าเดินทางเพิ่ม หลังภาครัฐเดินหน้าเก็บค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง 2 ส่วน ทั้ง ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) และแนวคิดจัดเก็บ ‘Exit Fee’ หรือ ‘ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร’ เพิ่มเติมในอนาคต

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

หมายความว่า คนไทยอาจโดน 2 เด้ง?

 

THE STANDARD WEALTH ชวนสรุปคนไทยต้องจ่ายอะไรเพิ่มบ้าง

 
ส่วนแรกการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ หรือ Passenger Service Charge (PSC) หลังคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) มีมติเห็นชอบให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ปรับอัตราค่าบริการใน 6 สนามบินหลัก ได้แก่

 

สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงราย จากเดิม 730 บาท เป็น 1,120 บาท เพิ่มขึ้นราว 53% และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

 

อีกส่วนที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือ ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หรือ เรียกง่ายๆว่า ‘Exit Fee’ ซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดจัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้เดินทางออกนอกประเทศ

 

โดยมีการพูดถึงตัวเลขเบื้องต้นราว 1,000 บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้ ‘ยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโดยกรมสรรพากร’

 

ขณะที่ ส่วนที่ 3 แนวคิดจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ “Tourism Tax” ก็อาจมีผลต่อการตัดสินใจมาเที่ยวไทย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

AOT ชี้แบกต้นทุนสนามบินไม่ไหว ขึ้นค่า PSC เพื่อความยั่งยืน

 

ปวีณา จริยิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge: PSC) ในที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนนี้ ว่า มีความจำเป็นต่อ การรักษามาตรฐานและศักยภาพการ แข่งขันของสนามบินไทยในระยะยาว

 

ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน 1

 

โดย AOT ตรึงอัตราค่า PSC มาเป็นเวลากว่า 19 ปีแล้ว ขณะที่ ต้นทุนการบริหารสนามบินเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อ การพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการบริการที่สนามบินทั่วโลกต่างเร่งยกระดับเพื่อแข่งขันดึงดูดสายการบินและผู้โดยสารระหว่างประเทศ

 

ทั้งนี้ ต้นทุนของสนามบินไม่ได้จำกัด อยู่เพียงอาคารหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้โดยสารมองเห็นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

 

โดยที่ผ่านมา รายได้จากค่า PSC สามารถครอบคลุมต้นทุนด้านกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) ได้เพียงประมาณ 60-70%

 

ส่งผลให้ AOT ต้องนำรายได้จากธุรกิจเชิงพาณิชย์ หรือ Non-Aeronautical Revenue อาทิ ดิวตี้ฟรี ร้านค้า ร้านอาหาร และสัมปทานต่าง ๆ เข้ามาชดเชยต้นทุนมาโดยตลอด

 

โครงสร้างดังกล่าวเริ่มขาดความสมดุล เนื่องจากภาระต้นทุนถูกผลักไปยังผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์มากเกินไป จนทำให้ค่าเช่าและค่าตอบแทนสูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการดำเนิน ธุรกิจของผู้ประกอบการบางราย

 

โดยเฉพาะในสนามบินดอนเมืองที่พบปัญหาร้านค้าปิดกิจการอยู่เป็นระยะ

 

ดังนั้น การปรับขึ้นค่า PSC เป็นส่วนหนึ่งของการ ‘ปรับสมดุลรายได้’ เพื่อความยั่งยืน ทั้งการดำเนินงานและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

“ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารเกินขีดความสามารถไปมากแล้ว โดยแม้โครงสร้างเดิมจะรองรับผู้โดยสารได้ราว 45 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการสูงกว่า 62 ล้านคนต่อปี ส่งผลให้หลายพื้นที่ภายในสนามบินแออัด ทั้งจุดเช็กอิน ทางเข้าอาคาร และพื้นที่รับสัมภาระ”

 

นอกจากนี้ AOT ยังมีแผนยกระดับ ‘Level of Service’ ของสนามบินไทยให้เทียบเท่าสนามบินชั้นนำของโลก ผ่านการพัฒนาพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ทำงาน ห้องสำหรับครอบครัวและเด็ก รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ผู้โดยสารหลากหลายกลุ่มยิ่งขึ้น

 

แม้หลายฝ่ายกังวลว่าการปรับขึ้นค่า PSC อาจกระทบการท่องเที่ยว ปวีนา ชี้ว่า งานวิจัยในต่างประเทศจำนวนมากพบว่า

 

“ค่า PSC มีสัดส่วนเพียง 5% ของราคาตั๋วโดยสารเท่านั้น และแทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางของนักเดินทาง”

 

เช่น สิงคโปร์ ซึ่งมีการปรับขึ้นค่า PSC ต่อเนื่อง รวมถึงจัดเก็บเงินล่วงหน้าเพื่อนำไปลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ในอนาคต ขณะที่ไทยยังคงจัดเก็บในระดับที่มุ่งรองรับต้นทุนเป็นหลัก

 

ส่วนด้านโครงสร้างรายได้ของ AOT นั้น กำไรหลักของบริษัทมาจากธุรกิจ Non-Aeronautical Revenue (รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน )

 

ขณะที่ รายได้จากกิจการการบินโดยตรงยัง ‘ขาดทุน’ โดยที่ผ่านมา AOT ใช้วิธีนำกำไรจากธุรกิจเชิงพาณิชย์เข้ามาชดเชยเพื่อรักษาอัตราค่า PSC เดิม

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อแผนการลงทุนในอนาคตมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เชียงใหม่ ภูเก็ต และสนามบินภูมิภาคอื่น ๆ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องปรับโครงสร้างรายได้ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

 

ท้ายที่สุด AOT ยืนยันว่า “การปรับขึ้นค่า PSC ในครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลกำไรระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพบริการ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของสนามบินไทย ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินโลกที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกปี”

 

‘แอตต้า’ ชี้ ไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม

 
สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สะท้อนภาพรวมภาคการท่องเที่ยวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 แม้ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน จะฟื้นตัวในทิศทางบวก แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันทั้งวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ปัญหาเที่ยวบิน และต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น

 

อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือ แอตต้า เปิดเผย ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวในช่วงต้นปีถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะตลาดจีนที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวชัดเจน หลังไทยปรับปรุงภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยได้ดีขึ้น

 

ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน 2

 

“ปีนี้ช่วงตรุษจีนตลาดจีนเข้ามา เราได้รับอานิสงส์จากภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่ดีขึ้น รวมถึงความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ดีขึ้นหลังการเสด็จเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10”

 

ในช่วงวันหยุดตรุษจีน มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยราว 248,000 คน จากนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางทั่วโลกกว่า 4.38 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5-6% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงปี 2019 ก่อนโควิดที่ไทยครองสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนสูงสุด

 

“ตัวเลข 4 เดือนที่ผ่านมา ตลาดจีนยังเป็นบวก ปีนี้จริงๆ น่าจะเป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่ง”

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางกลับกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญ ยังคงส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินและตลาดระยะไกล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง

 

“พอเจอวิกฤตสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ตลาดระยะไกลมีปัญหาเรื่องไฟลต์บิน ส่งผลกระทบภาพรวม แม้ตลาดจีนและอินเดียจะเข้ามาทดแทนได้บางส่วน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ”

 

ดัน ‘Regional Tourism Economy’ สร้างสมดุลเที่ยวไทย-จีน

 

อดิษฐ์ มองว่า แนวทางสำคัญในระยะต่อไปคือ การสร้างสมดุลด้านการเดินทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีนและอินเดีย ผ่านแนวคิด “Regional Tourism Economy”

 

“เราต้องทำเรื่อง Two-way Tourism คือคนไทยไปจีน คนจีนมาไทย เพื่อให้เที่ยวบินมีความสมดุล”

 

หมายความว่า ในอดีตคนจีนเดินทางเข้าไทยจำนวนมาก ขณะที่คนไทยเดินทางไปจีนมีสัดส่วนน้อย ส่งผลให้เมื่อเกิดวิกฤต สายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

 

แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นความสมดุลมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมา คนจีนมาไทยเกือบ 5 ล้านคน ขณะที่คนไทยเดินทางไปจีนประมาณ 2 ล้านคน

 

“ถ้าเที่ยวบินมีทั้งคนจีนและคนไทยใช้งานร่วมกัน ก็จะช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตได้ในระยะยาว”

 

ค้านเก็บ ‘ภาษีเดินทางขาออก’ 1,000 บาท ‘ไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา’

 
ทั้งนี้ แอตต้าแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดจัดเก็บ ภาษีเดินทางขาออกจากคนไทย 1,000 บาท ‘ยังไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ’ และสถานการณ์ท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

“มาตรการนี้ไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา”

 

แม้หลายคนอาจมองว่า 1,000 บาท ไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางระยะสั้นหรือกลุ่มท่องเที่ยวต้นทุนต่ำ ถือว่าเป็นภาระเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

“ถ้าทัวร์อาเซียนราคา 10,000-20,000 บาท การเพิ่มอีก 1,000 บาท เท่ากับเพิ่มต้นทุน 5-10% คนรุ่นใหม่ปัจจุบันเที่ยวถี่แต่เที่ยวถูก ตั๋วเครื่องบินบางครั้งแค่ 3-4 พันบาท แต่ต้องจ่ายเพิ่มอีกพันบาท ก็มีผลต่อเงินในกระเป๋า”

 

การเดินทางไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยว แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพประชาชน ซื้อประสบการณ์

 

“การเดินทางคือการลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศ การเรียนรู้นอกห้องเรียนเป็นเรื่องสำคัญ”

 

‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ ยิ่งซ้ำเติมแข่งขัน พ่ายคู่แข่งเพื่อนบ้าน

 

สำหรับแนวคิดจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ “Tourism Tax” นั้นแม้จะเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้ แต่สิ่งสำคัญคือจังหวะเวลาในการดำเนินนโยบาย

 

“เราไม่ได้คัดค้านหลักการ แต่ต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่”

 

พร้อมห่วงกรณีไทยปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารสนามบิน (Passenger Service Charge) หรือ PSC

 

หากมีการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพิ่มเติมอีก 300 บาท จะทำให้ต้นทุนการเดินทางเข้าไทยสูงขึ้นมาก

 

“คู่แข่งของเราอย่างมาเลเซียหรือเวียดนาม ยังไม่มีมาตรการลักษณะนี้”

 

พร้อมเตือนว่า ในภาวะที่ตลาดกำลังชะลอตัว การเพิ่มต้นทุนอาจทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศเพื่อนบ้านแทน

 

ชงรัฐ 3 มาตรการ ประคองภาคท่องเที่ยว

 

ATTA เปิดเผยว่า ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ประเด็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อช่วยพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ได้แก่

 

  • สนับสนุนงบทำ Charter Flight

 

เสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำเพิ่มเติม หลังโครงการปีที่ผ่านมาใช้งบประมาณ 350 ล้านบาท สนับสนุนเที่ยวบินกว่า 1,000 เที่ยวบิน และช่วยกระตุ้นตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

“ตอนนี้หลายสายการบินเริ่มยกเลิกเที่ยวบิน ถ้าไม่มีมาตรการประคอง อาจกระทบการฟื้นตัวในระยะยาว”

 

  • เดินหน้าโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทย’

 

เสนอให้รัฐบาลกระตุ้นตลาดในประเทศผ่านโครงการสนับสนุนค่าเดินทาง เช่น เที่ยวข้ามจังหวัด 1 คืน สนับสนุน 1,000 บาท โดยใช้งบประมาณรวมไม่เกิน 3,000 ล้านบาท

 

“ถ้ารัฐบาลอยากกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ก็ควรใช้งบประมาณจากส่วนอื่นก่อน”

 

  • เบรกแนวคิดจัดเก็บ “ภาษีเดินทางขาออก”

 

ATTA ย้ำข้อเสนอให้รัฐบาลชะลอแนวคิดเก็บภาษีเดินทางขาออกออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะฟื้นตัวชัดเจน

 

“แนวคิดที่ไม่อยากให้คนในประเทศใช้เงินต่างประเทศ เป็นแนวคิดในอดีตที่ไม่สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันแล้ว”

 

ท้ายที่สุด แอตต้า มองว่า รัฐบาลควรพิจารณามาตรการด้านการท่องเที่ยวอย่างรอบคอบ ทั้งในเรื่อง ‘จังหวะเวลา’ และ ‘ความสามารถในการแข่งขัน’ เพราะหากต้นทุนท่องเที่ยวไทยสูงเกินไป อาจทำให้นักท่องเที่ยวหันไปเลือกประเทศ คู่แข่งในภูมิภาคแทนได้ในอนาคต

 

สมาคมโรงแรมมองรัฐไม่ชัดเจน ถามรายได้เข้ากระเป๋าใคร?

 
สอดคล้อง เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย แสดงความเห็นกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า แนวคิดการจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ (Exit Tax) ในอัตรา 1,000 บาทต่อคน มองว่ายังมีหลายประเด็นที่ขาดความชัดเจน

 

ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน 3

 

“โดยเฉพาะเป้าหมายของนโยบายยังไม่มีความชัดเจน ว่าภาครัฐต้องการจัดเก็บภาษีเพื่อหารายได้เพิ่ม หรือเป็นความพยายามในการชะลอไม่ให้คนไทยเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและท่องเที่ยวภายในประเทศ”

 

หากภาครัฐต้องการจัดเก็บจริง สิ่งสำคัญคือต้องสร้างความชัดเจนเรื่องการบริหารจัดการรายได้ที่เกิดขึ้น

 

เนื่องจากภาษีดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งหากคำนวณจากจำนวนคนไทยที่เดินทางออกต่างประเทศในแต่ละปี รายได้ที่รัฐจะได้รับอาจสูงถึงระดับ หมื่นล้านบาท ต่อปี จึงจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า

 

“ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการรายได้ก้อนดังกล่าว และจะถูกนำกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนหรือภาคการท่องเที่ยวในรูปแบบใด”

 

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐไม่ควรใช้แนวคิดเก็บเงินไปก่อน แล้วค่อยมาคิดทีหลังว่าจะนำไปทำอะไร เพราะประเทศควรมีการวางแผนที่รอบด้านมากกว่านั้น

 

หากจะจัดเก็บจริงก็ควรมีแผนงานรองรับ เหมือนกับการเสนอแผนธุรกิจต่อบอร์ดบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องอธิบายได้ว่าเงินจะถูกใช้เพื่ออะไร และเกิดผลตอบแทนอย่างไรในอนาคต

 

“ถ้ามีการเก็บจริง ขอเสนอแนวทางคืนประโยชน์ให้กับประชาชน แทนการจัดเก็บเงินเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจพิจารณา e-Ticket มูลค่า 200-300 บาท ให้กับผู้ที่ชำระภาษี เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน ในการท่องเที่ยวภายในประเทศ”

 

เช่น การเดินทางไปภูเก็ต หรือเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ โดยสามารถกำหนดอายุการใช้งาน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางภายในประเทศควบคู่กันไป

 

ในมุมของผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวต่อว่า

 

“หากแนวคิดของนโยบายนี้คือการทำให้คนไทยเดินทางออกต่างประเทศน้อยลง ก็ถือเป็นแนวทางที่ ‘ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้อง พึ่งพาการเดินทางแบบสองทาง (Two-way Travel)”

 

พร้อมอธิบายว่า การที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่เดินทางเข้ามาไทยได้จำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยเองก็เดินทางไปยัง ประเทศจีนจำนวนมากเช่นกัน ทำให้สายการบินสามารถบริหารเที่ยวบิน และจำนวนผู้โดยสารได้อย่างสมดุล

 

สายการบินลดเที่ยวบิน เสี่ยงขาดทุน

 

หากจำนวนผู้โดยสารคนไทยลดลงจนโหลดแฟกเตอร์ของสายการบินต่ำกว่า 60-70% สายการบินอาจประสบภาวะขาดทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และอาจนำไปสู่การยกเลิกเที่ยวบินในที่สุด

 

สะท้อนให้เห็นภาพว่าเมื่อสายการบินลดเที่ยวบิน ประเทศไทยก็จะสูญเสียกลไกสำคัญในการนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา เพราะสายการบินถือเป็นตัวกลางหลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 

นอกจากนี้ ยังย้ำว่า หากภาครัฐจะมีการอ้างว่าเก็บเงินเพื่อพัฒนาและกระตุ้นการท่องเที่ยว เงินที่จัดเก็บได้ก็ควรถูกนำกลับมาใช้เพื่อการท่องเที่ยวทั้งหมดอย่างโปร่งใส ไม่ใช่นำไปใช้เพียงบางส่วนแล้วไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินที่เหลือถูกนำไปใช้ที่ใด

 

“โดยเฉพาะเมื่อเงินดังกล่าวถูกนำไปรวมอยู่ภายใต้การบริหารของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีภารกิจดูแลหลายด้าน ไม่ได้ดูแลเฉพาะภาคการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า อาจใช้เม็ดเงินไม่ตรงจุด”

 

ทั้งนี้ ในฐานะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดการจัดเก็บหากรัฐบาลสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า

 

เก็บแล้วเกิดประโยชน์อะไร หรือมีการชี้แจงตรงไปตรงมาว่ารัฐจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม

 

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันเหตุผลและรายละเอียดยังไม่ชัดเจน จึงยังไม่สามารถเห็นด้วยได้

 

จี้ AOT ยกระดับสนามบินไทย หลังขึ้นค่าธรรมเนียม ‘ผู้โดยสาร’ คาดหวังบริการระดับโลก

 

นอกจากนี้ เทียนประสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณี AOT เตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนนี้ ว่า แม้ AOT จะให้เหตุผลว่าต้องการนำรายได้ไปพัฒนาสนามบินและยกระดับบริการ

 

แต่ก็มีคำถามตามมาว่า “AOT เป็นองค์กรกึ่งรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียน อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และมีกำไรจำนวนมากอยู่แล้ว จึงควรสามารถนำกำไรดังกล่าวกลับมา พัฒนาบริการได้โดยไม่จำเป็นต้องผลักภาระเพิ่มไปยังผู้โดยสาร”

 

และมองว่า “AOT อยู่ในสถานะคล้ายผูกขาด เนื่องจากไม่มีคู่แข่งโดยตรง จึงสามารถประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมได้เอง ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับสนามบินในต่างประเทศ พบว่าค่าบริการสนามบินของไทยอยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค รองจากสิงคโปร์ แต่คุณภาพการให้บริการกลับยังไม่สอดคล้องกับราคาที่เรียกเก็บ”

 

จากประสบการณ์ตรง สนามบินหลายแห่ง โดยเฉพาะสนามบินต่างจังหวัดที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ยังประสบปัญหาเรื่องความสะอาดและการดูแลรักษา

 

ทั้งบริเวณห้องน้ำ ระบบปรับอากาศ และฝ้าเพดาน ซึ่งยังต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น และมองว่า ‘สนามบินคือประตูด่านแรก’ ของประเทศในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ดังนั้น เมื่อมีการขึ้นค่าธรรมเนียม ผู้ใช้บริการก็ย่อมคาดหวังว่าจะได้เห็นมาตรฐานการบริการระดับนานาชาติ ทั้งเรื่องความสะอาด ความสะดวก และคุณภาพโดยรวมของสนามบิน

 

แนะเก็บค่าวีซ่ากรองนักท่องเที่ยวคุณภาพดีกว่า

 
ขณะที่ สง่า เรืองวัฒนกุล ให้มุมมองกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจัดเก็บค่า ‘ภาษีเดินทางขาออก’

 

“เศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ภาครัฐควรหันไปให้ความสำคัญกับการจัดเก็บค่าวีซ่านักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า”

 

ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน 4

 

“ส่วนตัวมองว่าไทยกำลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการจัดเก็บค่าวีซ่าเหมาะสมกว่า เพราะนอกจากจะช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพแล้ว ยังอาจสร้างรายได้ให้ประเทศได้ดีกว่าการจัดเก็บภาษีเดินทางขาออกอีกด้วย” สง่าย้ำ

 

ธุรกิจทัวร์ประสานเสียงเบรกรัฐ หวั่นซ้ำเติม ‘คนเดินทาง-ทัวร์’

 
ด้าน อภิวัฒน์ จิตปรารถ กรรมการผู้จัดการ ‘Go Together Travel’ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แนวคิดการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก นั้น ‘เข้าใจและยอมรับได้’ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจน ว่าจะนำรายได้ส่วนดังกล่าวไปใช้เพื่อพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสนามบิน หรือใช้ชดเชยต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ส่วนแนวคิดการจัด ‘ภาษีเดินทางขาออก’ 1,000 บาทสำหรับคนไทย ส่วนตัว ‘ไม่เห็นด้วย’ มองว่า นโยบายดังกล่าวอาจสร้างผลกระทบในหลายด้าน และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง

 

“แม้ภาครัฐอาจมีเป้าหมายกระตุ้นให้หันมาใช้จ่ายและท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ เงินจำนวน 1,000 บาท ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวมากนัก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ซื้อแพ็กเกจทัวร์ราคาหลักแสนบาท เช่น ทัวร์ยุโรปราคา 1.2-1.3 แสนบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 1,000 บาทแทบไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง”

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เลือกซื้อทัวร์ราคาประหยัดประมาณ 1-5 หมื่นบาท แม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 1,000 บาท ก็ยังคงตัดสินใจเดินทางต่างประเทศอยู่ดี เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศ

 

โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างภูเก็ต เมื่อเดินทางไปเที่ยวในทริประยะสั้น 3 วัน 2 คืน ก็มีค่าใช้จ่ายระดับหลักหมื่นบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงบประมาณในการเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ จีน เวียดนาม และฮ่องกง

 

นอกจากนี้ นโยบายนี้เป็นการ ‘เหมารวม’ ผู้เดินทางออกนอกประเทศทุกคน สิ่งที่ตามมาอาจสร้างภาระให้กับกลุ่มคนที่ไม่ได้เดินทางเพื่อการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนา

 

ตลอดจนกลุ่มนักธุรกิจที่จำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อ งานในต่างประเทศเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้เดินทางเพื่อการพักผ่อน แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มครั้งละ 1,000 บาท จึงมองว่า ‘ไม่เป็นธรรม‘

 

อีกประเด็นสำคัญคือ ความไม่ชัดเจนของนโยบาย ภาครัฐยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีเดินทางขาออก ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนจำนวนมาก ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความจำเป็น

 

และในมุมของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว มองว่า หากมีการบังคับจัดเก็บ ภาษีเดินทางขาออกจริง ผู้ประกอบการทัวร์จำเป็นต้องนำต้นทุน ดังกล่าวบวกเพิ่มเข้าไปในราคาขายแพ็กเกจทัวร์ ส่งผลให้ราคาทัวร์ปรับตัวสูงขึ้น และท้ายที่สุดภาระทั้งหมดจะตกไปอยู่กับผู้บริโภค

 

“จริงๆเวลานี้ภาครัฐควรไปแก้ไขปัญหาสายการบินยกเลิกเที่ยวบิน หรือปัญหาด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการมาคิดเก็บค่าภาษีเดินทางขาออก”

 

เตือนเสี่ยงเกิดวงจร ‘งูกินหาง’ ทุบห่วงโซ่สายการบิน-เม็ดเงินท่องเที่ยว

 
ขณะเดียวกัน ศิเวก สัจเดว กรรมการผู้จัดการบริษัท Bhutan Center เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH เสริมอีกว่า ปัจจุบันภาพรวมตลาดท่องเที่ยวอยู่ในภาวะ ‘ซบเซา’ และเต็มไปด้วยความสับสน เนื่องจากผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวต้องเจอปัจจัยลบพร้อมกันถึง 3 ด้าน

 

เริ่มตั้งแต่การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อด้วยการขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออกของสนามบิน (PSC) และยังมีแนวคิดการจัดเก็บค่า ‘ภาษีเดินทางขาออก’

 

ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน 5

 

แม้จะเห็นด้วยกับเป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการนำรายได้จากภาษีเดินทางขาออกไปสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการเที่ยวคนละครึ่ง

 

แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดำเนินการ เนื่องจากมองว่าเป็นการผลักภาระไปยังนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการธุรกิจทัวร์โดยตรง

 

ส่วนตัวมองว่า “กลุ่มนักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปต่าง ประเทศส่วนใหญ่มีการจัดสรรงบประมาณไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว”

 

ดังนั้น การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจึงไม่ใช่มาตรการจูงใจให้หันกลับมาเที่ยวในประเทศ แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อภาคธุรกิจทัวร์มากกว่า

 

นอกจากนี้ หากมีการจัดเก็บภาษีเดินทางขาออก จะยิ่งกระทบกลุ่มนักท่องเที่ยวราคาประหยัด โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน

 

เช่น เวียดนาม หรือเมียนมา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมเพียงไม่กี่พันบาท การเพิ่มต้นทุนอีก 1,000 บาท จึงถือเป็นสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่สูง และอาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจเดินทาง

 

ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนถึงผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นในลักษณะ ‘งูกินหาง’ ต่ออุตสาหกรรมการบิน

 

โดยมองว่าหากการจัดเก็บ ‘ภาษีเดินทางขาออก’ ส่งผลให้คนไทยเดินทางออกนอกประเทศลดลง สายการบินอาจต้องลดจำนวนเที่ยวบินเพราะไม่คุ้มทุน และเมื่อเที่ยวบินขาออกลดลง เที่ยวบินขาเข้าก็อาจลดลงตามไปด้วย

 

ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และท้ายที่สุดอาจกระทบต่อรายได้ของประเทศในภาพรวม

 

จึงขอเสนอว่าภาครัฐสามารถใช้มาตรการรณรงค์หรือขอความร่วมมือจากประชาชนแทนการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมได้

 

ยกตัวอย่างกรณีของอินเดีย ที่ผู้นำประเทศเคยออกมาขอความร่วมมือให้ประชาชนงดซื้อทองคำชั่วคราว และหันมาใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อช่วยลดปัญหาเงินตราไหลออกและพยุงค่าเงินรูปีไม่ให้อ่อนค่าลง

 

ภาพ: Sorbis / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories