ผู้นำสูงสุดเวียดนาม ‘โต เลิม’ (Tô Lâm) ที่เพิ่งเดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคมนี้ คือ ผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเวียดนามในขณะนี้ โดยนั่งควบสองตำแหน่งสำคัญ ทั้งการเป็นเบอร์หนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในฐานะเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ และตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ
และที่ถูกจับตามากเช่นกัน คือ การเดินเกมการทูตเชิงรุกเร่งเดินสายไปพบปะผู้นำโลกหลายคน (นับเฉพาะช่วง 5 เดือนแรกของปี 2026 โต เลิม ได้เดินทางไปพบทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดีย รวมทั้งนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิของญี่ปุ่นที่มาเยือนเวียดนาม เป็นต้น)
บทความนี้จะวิเคราะห์เส้นทางขึ้นสู่อำนาจของโต เลิม และกรณีศึกษาการปราบคอร์รัปชันในเวียดนามที่กลายเป็น ‘บันได’ สำคัญให้ โต เลิม ใช้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลเป็นอย่างมากได้อย่างไร
ประเด็นแรก อดีตผู้นำเวียดนามกับปัญหาคอร์รัปชัน ฉาวโฉ่เพียงใด
ในยุคก่อนหน้านี้ ผู้นำระดับสูงของเวียดนามหลายคนเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการพัวพันกับคดีคอร์รัปชัน และด้วยแรงกดดันจากประชาชนและการขึ้นมาของขั้วอำนาจฝ่ายอนุรักษนิยมในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ส่งผลให้มีประธานาธิบดีเวียดนาม 2 คนที่ต้องลาออก และนายกรัฐมนตรีเวียดนามอีก 1 คนที่ต้องกล่าวแถลงยอมรับความผิดพลาดต่อสาธารณะ
ขอย้อนภาพของเวียดนามในช่วงที่มีปัญหาคอร์รัปชันอย่างหนัก ในช่วงปี 2006–2016 ที่ เหงียน เติ๊น สุง (Nguyễn Tấn Dũng) เป็นนายกรัฐมนตรีเวียดนาม รัฐบาลชุดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง นำไปสู่การทุจริตครั้งใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชันในรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ (SOEs) เช่น กรณี Vinashin รัฐวิสาหกิจต่อเรือ ที่ล้มละลายและมีหนี้สินมูลค่าสูงมาก มีการตรวจพบปัญหาการทุจริตภายในและการบริหารที่ผิดพลาด ผู้บริหารระดับสูงหลายคนถูกจำคุก และกรณี Vinalines รัฐวิสาหกิจขนส่งทางทะเล ที่มีการยักยอกเงินและจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส มีการจับกุมประธานบริษัทในข้อหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
จากกรณีปัญหาทุจริตเหล่านี้ ทำให้เหงียน เติ๊น สุง ต้องออกมาแถลงยอมรับความผิดพลาดต่อหน้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติในปี 2012 โดยยอมรับว่า เป็นความผิดพลาดทางนโยบายและการควบคุมที่หละหลวม จนทำให้เกิดการทุจริตครั้งใหญ่ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ดี ในครั้งนั้นเขาไม่โดนลงโทษทางวินัยจากพรรคฯ มีเพียงเครือข่ายข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจที่ใกล้ชิดจำนวนมากถูกจับกุมดำเนินคดี และติดคุกในข้อหาคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง
สำหรับจุดจบทางการเมืองของเหงียน เติ๊น สุง แม้ว่าไม่ต้องติดคุกหรือโดนดำเนินคดีอย่างเป็นทางการ แต่จบลงด้วยการถูกบีบให้ลงจากตำแหน่งทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงในปี 2016 เมื่อพ่ายแพ้ให้กับเสียงโหวตของขั้วอนุรักษนิยมภายในพรรคฯ
นอกจากนี้ ในช่วงปี 2023-2024 มีประธานาธิบดีเวียดนาม 2 คนที่ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากปัญหาพัวพันคดีทุจริตคอร์รัปชัน ดังนี้
คนแรก คือ เหงียน ซวน ฟุก (Nguyễn Xuân Phúc) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงปี 2021 – 2023 ถูกกดดันให้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงและรัฐมนตรีหลายคนภายใต้การบังคับบัญชา (ในช่วงที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปี 2016–2021) เช่น รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขไปพัวพันกับคดีทุจริตอื้อฉาวระดับชาติ และถูกจับกุม โดยเฉพาะในคดีผูกขาดและขึ้นราคาชุดตรวจโควิด-19 (รู้จักกันในชื่อ “คดี Viet A”) และคดีเรียกรับสินบนจัดเที่ยวบินพาคนงานเวียดนามกลับประเทศในช่วงวิกฤตโควิด
คนถัดมา คือ หวอ วัน เถือง (Võ Văn Thưởng) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เพียง 1 ปีเศษ (ช่วงปี 2023 –2024) ถูกกดดันให้ต้องลาออก เนื่องจากละเมิดข้อบังคับของพรรคฯ และมี “ข้อบกพร่อง” ที่ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของพรรคฯ และรัฐ (เช่น ความเชื่อมโยงกับคดีรับสินบนจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ (Phuc Son Group) เมื่อครั้งที่เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ประจำจังหวัดกว๋างหงาย (Quang Ngai) ช่วงปี 2011–2013)
ประเด็นที่สอง พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามพลิกเกมปราบคอร์รัปชันได้อย่างไร
จากปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่หมักหมมมานาน เมื่อผู้นำของพรรคฯ ในขั้วอนุรักษนิยม คือ เหงียน ฟู้ จ่อง (Nguyễn Phú Trọng) ขึ้นเป็นเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ อีกครั้งในปี 2016 ได้ประกาศแคมเปญ “เตาหลอมร้อน” (Dot Lo) เพื่อปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง สะท้อนความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในการพลิกเกม จากวิกฤตคอร์รัปชันให้เป็นโอกาสในการสร้างความชอบธรรม เพื่อ “กู้ศรัทธาประชาชน” ผ่านกลยุทธ์หลัก คือ
(1) แคมเปญ “เตาหลอมร้อน” ลงโทษอย่างจริงจัง
พรรคฯ เปลี่ยนเกณฑ์การลงโทษให้เข้มข้นขึ้น โดยยึดหลักการและคำขวัญสูงสุดในการปราบโกงว่า “ไม่มีเขตห้ามเข้า ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าใครหน้าไหน” และจัดการอย่างเด็ดขาดกับผู้นำสูงสุดที่เป็นประมุขแห่งรัฐแต่ไปพัวพันกับคดีทุจริต (เช่น การบีบให้ประธานาธิบดีเหงียน ซวน ฟุก ลาออกในปี 2023) เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า พรรคฯ จริงจังในการปราบทุจริตและรักษาวินัยพรรคฯ อย่างไม่มีข้อยกเว้น
(2) นำกฎ “กิ่งไม้แห้งและกิ่งไม้สด” มาใช้อย่างเด็ดขาด
เหงียน ฟู้ จ่อง ใช้ความเด็ดขาดในการปราบโกง และวางแนวทางใหม่ในการจัดการโครงสร้างพรรคฯ โดยเปรียบเทียบว่า “เมื่อเตาหลอมร้อนระอุขึ้นแล้ว อย่าว่าแต่กิ่งไม้แห้งเลย แม้แต่กิ่งไม้สดก็ต้องมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน” จึงใช้มาตรการล้างบางจัดการเครือข่ายทุนผูกขาดควบคู่ไปด้วย
พรรคฯ ไม่ได้จับกุมเพียงแค่ข้าราชการ แต่ขยายผลไปกวาดล้างกลุ่มทุนเอกชนขนาดใหญ่ที่เป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ให้นักการเมืองขั้วเก่า เช่น ล้างบางเครือข่ายในคดี Viet A กลโกงชุดตรวจโควิด-19 และคดีฉ้อโกงธนาคาร Saigon Commercial Bank : SCB ของเจือง หมี ลาน เพื่อตัดวงจรทุนการเมือง และจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด
ประเด็นสุดท้าย บันไดขึ้นสู่อำนาจของ โต เลิม
หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถพลิกวิกฤตศรัทธา มาเป็นการสร้างความชอบธรรมด้วยการแสดงบทบาทเป็น “ผู้ปราบโกงเอง” และหลังจากการอสัญกรรมของเหงียน ฟู้ จ่อง ในปี 2024 พรรคฯ ได้ผลักดัน ‘โต เลิม’ ผู้เป็นเสมือนมือขวาของเหงียน ฟู้ จ่อง ในการทำคดีปราบโกงทั้งหมดขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดในพรรคฯ เพื่อส่งสัญญาณว่า แนวทางการปราบปรามทุจริตจะยังคงเข้มข้นต่อเนื่องอย่างเด็ดขาด จึงเป็นเสมือน ‘บันได’ สำคัญในการขึ้นสู่อำนาจของโต เลิม มาจนถึงทุกวันนี้
การขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของโต เลิม ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยังคงรักษาอำนาจนำในประเทศได้อย่างเหนียวแน่น และได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชน จากความกล้าหาญในการปราบโกงในทุกวงการ
หากย้อนไปดูเส้นทางชีวิตทางการเมืองของโต เลิม เริ่มโดดเด่นขึ้นในฐานะ “ขุนพลเตาหลอมร้อน” ของอดีตเลขาธิการพรรคฯ เหงียน ฟู้ จ่อง จากประสบการณ์ทำงานและเติบโตมาจากสายงานตำรวจ ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ หน่วยงานหลักที่เหงียน ฟู้ จ่อง ใช้เป็นเครื่องมือในการสืบสวนและปราบปรามทุจริต
นอกจากนี้ โต เลิมยังสามารถจัดการกับคู่แข่งทางการเมืองในระหว่างที่ทำคดีปราบโกง ด้วยทักษะในการสืบสวนและเก็บข้อมูลหลักฐานในมือของโต เลิม ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสกัดกั้นและบีบให้คู่แข่งทางการเมืองระดับสูงต้องลาออก (รวมถึงอดีตประธานาธิบดีทั้ง 2 คนก่อนหน้า) ผลงานการปราบโกงเหล่านี้เป็นเสมือน ‘บันได’ ให้โต เลิมใช้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมืองอย่างราบรื่น หลังการอสัญกรรมของเหงียน ฟู้ จ่อง
ที่สำคัญ โต เลิมในฐานะเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ ได้ปรับเปลี่ยนทิศทางแคมเปญต่อต้านคอร์รัปชัน มาเน้นแก้ปัญหา “ข้าราชการเกียร์ว่าง” ควบคู่ไปด้วย ประกาศที่จะปราบปรามและจัดการกับ “ความสูญเปล่าและการทำงานไร้ประสิทธิภาพ” โต เลิมจึงได้ประกาศปฏิรูป “รื้อโครงสร้างระบบราชการ” เช่น การสั่งยุบกระทรวงหลายแห่ง การยุบหน่วยงานระดับอำเภอ และควบรวมหน่วยปกครองระดับจังหวัดให้ลดลงเกือบครึ่ง รวมทั้งการสั่งปลดข้าราชการมากกว่า 100,000 คน เพื่อตัดลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และปิดช่องทางในการเรียกรับสินบน รวมไปถึงการยกเลิกกฎหมาย/กฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่ออำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นต้น
ในด้านนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศ โต เลิมมีการต่อยอดอัพเกรด ‘การทูตไผ่ลู่ลม’ ที่เหงียน ฟู้ จ่องเคยประกาศไว้ ด้วยการเดินเกมรุกแบบ “การทูตไผ่ลู่ลมที่ไร้รั้ว” เพิ่มบทบาทเวียดนามในเชิงรุกระดับโลก ใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจแบบสุดตัว เน้นทลายกำแพงและอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางการเชื่อมโยงกับโลก และการเร่งเดินสายไปพบปะผู้นำทั่วโลก เพื่อสร้างสมดุล/กระจายความเสี่ยง ไม่เอียงข้างประเทศใดประเทศเดียว รวมทั้งการเดินเกมการทูตใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน และประเทศอื่นในโลกขั้วใต้
อนาคตของเวียดนามภายใต้การนำของโต เลิมจะเป็นอย่างไร แม้ว่าเวียดนามจะมีจุดแข็งในเรื่อง “การเมืองนิ่ง” มีเสถียรภาพ มีผู้นำที่เด็ดขาดลุยปราบคอร์รัปชัน และมุ่งมั่นกับการโกอินเตอร์ แต่ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ของโลก เป้าหมายของโต เลิมที่วางไว้จะทำได้สำเร็จหรือไม่ ทั้งการปฏิรูปรื้อโครงสร้างระบบราชการครั้งใหญ่ และเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่จะผลักดัน GDP ของเวียดนามให้เติบโตอย่างน้อย 10% ต่อปีให้ได้ในช่วงทศวรรษนี้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องติดตามกันต่อไป
ภาพ: REUTERS / Edgar Su


