×

ทิพานันชี้ ยังมีช่องกฎหมายตรวจสอบได้ คดี ‘บอส อยู่วิทยา’ ตร.-อัยการต้องชี้แจงต่อสังคมให้เร็วที่สุด

โดย THE STANDARD TEAM
27.07.2020
  • LOADING...

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีคดีความของ บอส-วรยุทธ อยู่วิทยา ที่อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่า กระบวนการยุติธรรมเริ่มตั้งแต่การออกกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย 

 

โดยทั่วไปองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการยุติธรรมเริ่มตั้งแต่องค์กรที่ออกกฎหมายคือรัฐสภา และองค์กรที่บังคับใช้กฎหมาย เช่น ในคดีอาญาคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (พนักงานสืบสวนสอบสวน) องค์กรอัยการ (พนักงานอัยการ) และองค์กรตุลาการ (ศาล) 

 

จากกรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง วรยุทธ อยู่วิทยา ในข้อหาขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดียังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและองค์กรอัยการ จึงควรต้องออกมารับผิดชอบ ชี้แจงความโปร่งใสของการออกคำสั่งดังกล่าว

 

ทั้งนี้ องค์กรอัยการนั้นเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หากดูตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) แล้ว อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่งคือ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล จึงเป็นคนละส่วนแยกออกจากกัน อธิบายได้ดังนี้

 

โครงสร้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดบทบาทและหน้าที่ขององค์กรไว้ ได้แก่ รัฐสภา (หมวด 7) คณะรัฐมนตรี (หมวด 8) ศาล (หมวด 10) ศาลรัฐธรรมนูญ (หมวด 11) องค์กรอิสระ (หมวด 12) และองค์กรอัยการ (หมวด 13) ซึ่งมาตรา 248 วรรค 1 และ 2 บัญญัติไว้ว่า องค์กรอัยการมีหน้าที่และอํานาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง และไม่ให้ถือว่าเป็นคําสั่งทางปกครอง

 

สำหรับหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) นั้น มาตรา 3 วรรค 1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติไว้ว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งเป็นไปตามหลักการแบ่งแยกหน้าที่ (Separation of Powers) โดย

 

  1. รัฐสภาเป็นองค์กรนิติบัญญัติ ใช้อำนาจนิติบัญญัติ วางระเบียบบังคับทั่วไปในรัฐ เช่น การตรากฎหมาย
  2. คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรบริหาร ใช้อำนาจปฏิบัติการ บริหารจัดการประเทศ 
  3. ศาลเป็นองค์กรตุลาการ ใช้อำนาจตุลาการในการวินิจฉัยอรรถคดี 

 

อย่างไรก็ดี การตรวจสอบการดำเนินการในคดีนี้สามารถทำได้โดยนายกรัฐมนตรีและอัยการสูงสุด 

 

ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจแทรกแซงการทำงานของหน่วยงานดังกล่าว แต่ก็มีอำนาจในการตรวจสอบการทำงานได้ โดยที่มาตรา 3 วรรค 2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติไว้ว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม 

 

ดังนั้นในคดีดังกล่าวเพื่อผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการตรวจสอบ แต่ไม่ใช่การใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคณะรัฐมนตรี แต่เป็นอำนาจตาม พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของพนักงานสอบสวน และอัยการสูงสุดมีอำนาจตาม พ.ร.บ. องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของพนักงานอัยการ เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นของประชาชนและศรัทธาของการบังคับใช้กฎหมาย

 

ดังนั้นส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 หน่วยงานดังกล่าว ต้องออกมาชี้แจงสังคมโดยเร็วที่สุดหลังตั้งคณะทำงานตรวจสอบฯ

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories