×

‘THG’ คาด รพ.เอกชนเซ็นสัญญาซื้อ ‘Moderna’ จากองค์การเภสัชกรรมสัปดาห์หน้า เดินหน้าฉีดให้กับประชาชนได้ไตรมาส 3

05.05.2021
  • LOADING...
THG รพ.เอกชน เซ็นสัญญา ซื้อ Moderna

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า มีวัคซีนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยอยู่ระหว่างประเมินคำขอขึ้นทะเบียน ได้แก่ วัคซีน mRNA-1273 ของ Moderna ซึ่งนำเข้าโดย บริษัท ซิลลิคฟาร์มา จำกัด และได้รับความสนใจจากภาคประชาชนเป็นจำนวนมาก 

 

นพ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอให้องค์การเภสัชกรรมขึ้นทะเบียนรับรองวัคซีนดังกล่าว และในเบื้องต้นคาดว่าโรงพยาบาลเอกชนจะสามารถทำสัญญาซื้อวัคซีนกับองค์การเภสัชกรรมได้ราวสัปดาห์หน้า จากนั้นก็จะเริ่มได้เห็นการเปิดบริการฉีดวัคซีนทางเลือกให้ประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ 

 

ทั้งนี้ ในการนำเข้าวัคซีนของ Moderna และอนุญาตให้โรงพยาบาลเอกชนซื้อวัคซีนครั้งนี้ น่าจะมีจำนวน 5 ล้านโดส ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนที่สนใจก็ได้แจ้งความจำนงและจำนวนที่ต้องการซื้อไปแล้ว โดยในส่วนของ THG ได้แจ้งความจำนงไป 2 ล้านโดส อย่างไรก็ตาม แต่ละโรงพยาบาลเอกชนจะสามารถซื้อวัคซีนได้จำนวนเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาขององค์การเภสัชกรรมเป็นสำคัญ 

 

“เมื่อองค์การเภสัชกรรมขึ้นทะเบียนวัคซีนของ Moderna แล้ว โรงพยาบาลเอกชนถึงจะซื้อวัคซีนต่อจากองค์การเภสัชกรรมได้ และจากนั้นทางผู้ผลิตก็จะดำเนินการผลิตและจัดส่งมาที่ประเทศไทย ล็อตที่เซ็นสัญญาซื้อครั้งนี้น่าจะมาถึงไทยในไตรมาส 3 ปีนี้ จึงจะเริ่มฉีดให้กับประชาชนที่สนใจ”

 

ในส่วนของราคาที่จำหน่ายให้กับประชาชนนั้น แม้จะซื้อจากองค์การเภสัชกรรมในราคาเดียวกัน แต่โรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งจะมีต้นทุนไม่เหมือนกัน ส่งผลให้ราคาที่จำหน่ายแก่ประชาชนจะแตกต่างกันไปด้วย แต่เชื่อว่าไม่ต่างกันมาก โดยเครือ THG คาดว่าจะจำหน่ายวัคซีนให้ประชาชนทั่วไปในราคาไม่เกิน 5,000 บาทต่อคน (รวม 2 โดส) ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนค่าวัคซีน ภาษี และค่าทดสอบและวิจัยภูมิ 

 

นพ.บุญกล่าวเพิ่มว่า นอกเหนือจากการประสานงานกับองค์การเภสัชกรรมเพื่อจัดหาวัคซีนทางเลือกแล้ว เครือ THG ยังคงดำเนินการเจรจาและประสานกับผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ นอกเหนือจากที่รัฐบาลเป็นแกนนำหลักในการเจรจาเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนไทย และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศไทยด้วย ซึ่งเครือ THG เชื่อว่ายิ่งจัดหาวัคซีนได้มาก ก็จะช่วยลดการแพร่ระบาด และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

 

ขณะเดียวกัน เครือ THG ยังได้เตรียมความพร้อมรองรับคนไข้โควิด-19 เพื่อสนับสนุนภาครัฐแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด ตั้งแต่การเปิดตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 และบรรเทาปัญหาขาดแคลนห้องพัก โดยจัดตั้งหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ หรือ Hospitel ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโรงแรมและ THG เพื่อปรับห้องพักโรงแรมมาเป็นห้องผู้ป่วยชั่วคราว สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ หรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย 

 

โดยการขยายพื้นที่รักษาผู้ป่วยนี้ จะช่วยให้สามารถเข้าถึงการรักษาและป้องกันการแพร่กระจายโรคได้ดีขึ้น หากควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อได้และมีพื้นที่ดูแลผู้ป่วยที่อาการน้อย ก็จะช่วยให้มีเตียงโรงพยาบาลสำรองสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงกว่า และช่วยลดโอกาสที่อัตราผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นจากการมีห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และเครื่องช่วยหายใจไม่เพียงพอ  

 

“ในปัจจุบัน คาดว่าโรงพยาบาลในประเทศไทยจะสามารถรองรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นในระดับประมาณ 2,000 คนต่อวัน จึงจำเป็นต้องเตรียมการขยายพื้นที่รักษา นอกจากนี้ สิ่งจำเป็นอีกประการคือการจัดหายารักษาให้เพียงพอและทันท่วงที ตัวอย่างเช่น ยาฟาวิพิราเวียร์ ที่มีผลการศึกษาว่ามีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้ดี หากคนไข้ได้รับยาช้าเกินไป อาจทำให้มีอาการมากขึ้น การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร อีกทั้งวัคซีนก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยป้องกันการระบาดได้บ้าง และช่วยลดความรุนแรงของอาการในกรณีที่ติดเชื้อ หากสามารถระดมฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนอย่างรวดเร็ว จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ทำให้สามารถกลับมาดำเนินวิถีชีวิตได้ปกติ ช่วยกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจของประเทศ” 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

 


ไม่พลาดข่าวไฮไลต์ประจำวัน มาเป็นเพื่อนกับ THE STANDARD WEALTH ในไลน์ คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories