×

รัฐบาลเตือนเปิดรับบริจาคผิดวิธีระวังคุก แจงปมข่าวลือคดีฉ้อโกงประชาชน โทษจำคุกสูงสุด 20 ปี พร้อมสั่งจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ

โดย THE STANDARD TEAM
07.11.2026
พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวชี้แจงข้อกฎหมายคดีฉ้อโกงประชาชน

วันนี้ (7 พฤศจิกายน) พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่และแชร์ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์ว่า คดีฉ้อโกงประชาชนมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี คิดแยกตามกระทง หากมีผู้บริจาค 1.8 ล้านครั้ง ก็จะนับเป็น 1.8 ล้านกระทง ซึ่งอาจทำให้มีโทษจำคุกรวมสูงถึง 9 ล้านปีนั้น ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวบิดเบือน

 

พลอยทะเลชี้แจงข้อเท็จจริงทางกฎหมายว่า แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ซึ่งระบุถึงการกระทำความผิดด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริง จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีก็ตาม แต่การพิจารณาว่าเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ต้องพิจารณาจากลักษณะการหลอกลวง เจตนา วัน เวลา และพฤติการณ์แห่งคดีเป็นหลัก ไม่ได้นับจากจำนวนธุรกรรมเพียงอย่างเดียว

 

ที่สำคัญ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) ได้กำหนดกรอบโทษไว้ชัดเจนว่า หากเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลจะลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ไม่ว่าจะมีการเพิ่มหรือลดโทษ โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกิน 20 ปี (สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี)

 

รองโฆษกรัฐบาลยังเตือนถึงกรณีการเปิดรับบริจาคเงินเข้ามูลนิธิหรือบัญชีส่วนตัวโดยไม่มีใบอนุญาต และนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ได้แก่

 

  1. พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 (ม.6, ม.17): การตั้งเรี่ยไรหรือเปิดรับบริจาคโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 200 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  2. ประมวลกฎหมายอาญา (ม.341, ม.343): ข้อหาฉ้อโกงประชาชน (หลอกลวง หรือนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์) โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ โดยบูรณาการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการจดทะเบียนและการดำเนินกิจการ เพื่อป้องกันการตั้งมูลนิธิบังหน้าหรือนำเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หากพบการกระทำที่เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน หรือการฟอกเงิน จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด

 

“การดำเนินกิจการของมูลนิธิต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สิน ซึ่งต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริจาค” พลอยทะเล กล่าวทิ้งท้าย


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories