ภาคการผลิตเริ่มสะดุด เอกชนเตือนไทยกำลังเผชิญภาวะ Supply Shock! วิกฤตตะวันออกกลาง กดดันต้นทุนอุตสาหกรรมทุกด้าน ทั้งน้ำมันแพง-ค่าระวางเรือสูง-วัตถุดิบขาดแคลน ส.อ.ท.จี้รัฐฯลดภาษีน้ำมัน พยุงดีเซล
วันที่ 22 เม.ย. นาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 88.6 ปรับตัวลดลงจากระดับ 90.0 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
สาเหตุมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น และกดดันต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ
- กลุ่มยานยนต์
- เครื่องปรับอากาศ
- ผลิตภัณฑ์ไม้
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 40.74 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 36.07% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้ต้นทุนในภาคขนส่ง ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน กระทบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่
เตือนอุตสาหกรรมไทยเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ (Supply Shock) เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และอะลูมิเนียม
“ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ต้องพิจารณาปรับราคาสินค้า กระบวนการขนส่งล่าช้า ค่าระวางเรือปรับตัวสูง โดยเฉพาะค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงและค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม (Surcharge) ปัญหาสินค้าตกค้างที่ไม่สามารถขนส่งไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียได้ล้วนกดดันต้นทุนผู้ประกอบการ”
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยสนับสนุนบางประการ ได้แก่ มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์)
โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571 โดยมาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในกลุ่มสินค้าโซลาร์เซลล์และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System)
นอกจากนี้ งาน Bangkok International Motor Show 2026 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม-5 เมษายน 2569 และมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49 ระหว่างวันที่ 19-22 มีนาคม 2569
คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในอุตสาหกรรมยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
ขณะเดียวกัน มาตรการเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล B7 และการกำหนดราคาน้ำมัน E20 ให้ต่ำกว่า E10 ประมาณ 5 บาทต่อลิตร ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงชีวภาพ
อีกทั้ง ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง 5.55% เมื่อเทียบระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ กับวันที่ 31 มีนาคม 2569 มาอยู่ที่ระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐและสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย
นอกจากนี้ จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,311 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ ราคาพลังงาน 71.9% เศรษฐกิจโลก 69.8% เศรษฐกิจภายในประเทศ 57.7% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 21.4% ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยน
ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.9 ปรับตัวลดลง โดยผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลแนวโน้มยืดเยื้อ กดดันห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ ภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวของไทย
มองวิกฤตราคาพลังงานรอบนี้รุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน
อีกทั้ง ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่าไฟฟ้า Ft) ในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 4 บาทต่อหน่วย จากทิศทางราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
“วิกฤตราคาพลังงานรอบนี้รุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน แม้ภาครัฐยังมีมาตรการอุดหนุน แต่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงกว่า 40 บาทต่อลิตร สะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” นาวา กล่าว
ขณะเดียวกัน การชะลอตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าในแถบอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และซาอุดีอาระเบีย อาจสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มยานยนต์ อาหาร เครื่องปรับอากาศ เครื่องประดับ และผลิตภัณฑ์ไม้
“ตอนนี้ทุกอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ อะลูมิเนียม และภาคก่อสร้าง แม้การปิดโรงงานเพิ่มขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปอีก 3-4 เดือน อาจกระทบการจ้างงาน”
ชงรัฐเร่งแก้ 3 ข้อ อุ้มภาษีน้ำมัน เบรกผลกระทบ Supply Shock
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอยู่ระหว่างเตรียมออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในลักษณะ มาตรการเฉพาะกลุ่ม (Targeted Policy) เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจและรักษาเสถียรภาพของภาคการผลิตในระยะต่อไป
- เสนอให้ภาครัฐพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่กับการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคาเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ SMEs และภาคขนส่ง
- ขอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานและสนับสนุนการรวมกลุ่มขนส่ง (Pool Logistics) รวมทั้งการบริหารจัดการเที่ยววิ่งขากลับ (Backhauling Management) เพื่อลดการวิ่งรถเที่ยวเปล่าซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่ง
- เสนอให้ภาครัฐพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาปริมาณวัตถุดิบไว้ใช้ภายในประเทศ พร้อมเร่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลวัตถุดิบในประเทศและแหล่งวัตถุดิบทางเลือก เช่น เม็ดพลาสติก
โดยจัดทำเป็น Dashboard เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการวัตถุดิบและลดผลกระทบจาก Supply Shock
ภาพ: StepanPopov / Shutterstock

