วันนี้ (31 กรกฎาคม) ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศว่า ขณะนี้ได้เริ่มทำงานร่วมกับภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อตรวจสอบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
ทั้งนี้ กฎหมายที่ภาคเอกชนเสนอให้แก้ไขมีมากกว่า 100 ฉบับ โดยข้อเสนอส่วนใหญ่มาจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและหอการค้าไทย ซึ่งยังต้องจัดกลุ่มให้ชัดเจน เพื่อแยกว่ากฎหมายใดส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันมากที่สุด
ปกรณ์ กล่าวว่า แนวทางการทำงานครั้งนี้จะไม่จัดทำเป็นแผนแม่บทขนาดใหญ่ เพราะใช้เวลานานและอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ แต่ได้ขอให้ภาคเอกชนระบุให้ชัดว่า กฎหมายมีปัญหาตรงไหน และต้องแก้ไขถ้อยคำใด เมื่อได้ร่างข้อความที่ชัดเจนแล้ว จะนำไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทันที
ปกรณ์ กล่าวว่า หลังรับฟังความคิดเห็นและได้ข้อสรุปร่วมกัน จะเสนอหลักการต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของกฎหมายดำเนินการแก้ไขตามขั้นตอน โดยจะเน้นเรื่องที่ทำได้จริงและเกิดผลต่อผู้ประกอบการได้รวดเร็วที่สุด
ทั้งนี้ รัฐบาลจะจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายตามยุทธศาสตร์ 7 Leading Thailand โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งภาคเอกชนสะท้อนตรงกันว่า หากต้นทุนการดำเนินธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ไทยจะยิ่งแข่งขันกับประเทศอื่นได้ยากขึ้น
ปกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้ทีมงานหารือล่วงหน้ากับภาคเอกชน เพื่อพิจารณาว่าข้อเสนอใดเป็นประโยชน์และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมจัดทำระบบให้ภาคเอกชนสามารถเสนอประเด็นและติดตามความคืบหน้าของแต่ละเรื่องได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีต้นทุนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกธุรกิจ หากไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ควบคู่กัน การแก้กฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ
“เดิมคาดว่าจะใช้เวลาราว 2 เดือน ขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าอีก 1-2 เดือนจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น โดยต้องเร่งทำ เพราะเวลาไม่รอ วาระรัฐบาลเดินเร็ว และประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้” ปกรณ์ กล่าว


