กสิกรไทยและกรุงไทยคาด ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จ่อคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ จากเงินเฟ้อที่แม้จะชะลอลง แต่ยังอยู่ระดับสูง หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกครั้ง จนทำให้ราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูง
ประเด็นสำคัญ
KResearch คาด Fed คงดอกเบี้ยนัดนี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ เพื่อรอประเมินทิศทางเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานกลับมาปรับสูงขึ้นและอาจกดดันเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
โดยเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในเดือนมิถุนายน 2569 ของสหรัฐฯ ชะลอลงมาอยู่ที่ 3.5% YoY ตามการปรับลดลงของราคาพลังงานหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลายลงในช่วงก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ Fed ให้ความสำคัญ ยังคงอยู่เหนือ 3% และสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ยังมีความหนืดอยู่
ด้านเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงสะท้อนความแข็งแกร่ง แม้การฟื้นตัวจะมีลักษณะ K-shaped โดยอัตราการว่างงานในเดือนมิถุนายน 2569 ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2% ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (5-11 กรกฎาคม 2569) ลดลงมากกว่าคาด นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกยังขยายตัวได้ดี โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการใช้จ่ายของครัวเรือนรายได้สูง
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ภายใต้ Kevin Warsh มีแนวโน้มยืดหยุ่นมากขึ้น และคาดการณ์ได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ จากการประชุมครั้งก่อนหน้า Fed ได้ประกาศจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ 5 ชุด (5 Task Forces) เพื่อทบทวนและปฏิรูปกรอบนโยบายการเงินและการสื่อสารของ Fed ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าจะส่งผลให้ทิศทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าเปลี่ยนแปลงไปดังนี้
- คงดอกเบี้ยสูงยาวนานขึ้น (Higher for longer) จนกว่าจะมั่นใจว่าเงินเฟ้อกำลังกลับสู่เป้าหมาย 2% อย่างยั่งยืน
- พึ่งพาข้อมูล (Data-dependent) มากขึ้น และลดการใช้นโยบายชี้นำล่วงหน้า (Forward guidance) ส่งผลให้ทิศทางนโยบายคาดการณ์ได้ยากขึ้น
- ดำเนินนโยบายเชิงรุกต่อเงินเฟ้อ ลดการพึ่งพาข้อมูลย้อนหลัง และพร้อมตอบสนองเชิงรุกต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ (Persistent inflation) อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
- มุ่งลดขนาดงบดุลในระยะยาว โดยใช้ QT เป็นเครื่องมือหลักในการปรับงบดุลสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี คาดว่าการปรับลดงบดุลจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 อย่างไรก็ดี โอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีอยู่
จับตาโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง หากความขัดแย้งรุนแรงเกินคาด
แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมายกระดับความรุนแรงอีกครั้ง แต่ในกรณีฐาน คาดว่าความขัดแย้งได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ มากกว่าปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งหากสถานการณ์คลี่คลายลงและการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากตลาดยังสะท้อนแนวโน้มอุปทานที่เพิ่มขึ้นควบคู่กับอุปสงค์ที่ชะลอลง
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงกว่าคาดและผลักดันเงินเฟ้อให้สูงกว่าประมาณการ ยังมีโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจาก Fed ภายใต้การนำของ Kevin Warsh มีแนวโน้มให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังคงแข็งแกร่ง
กรุงไทยคาด Fed คงดอกเบี้ยไม่เอกฉันท์
Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า คณะกรรมการ FOMC อาจมีมติไม่เอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น และส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
โดยผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED ในช่วง Press Conference เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED (แม้อาจไม่ได้มีการเปิดเผย ข้อมูลมากนัก ไม่ต่างกับ Statement ผลการประชุม FOMC ที่อาจสั้นลงเช่นเดียวกับการประชุมในเดือนมิถุนายน)
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที 2 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) พร้อมทั้งรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง
แม้ล่าสุดทั้งฝั่งสหรัฐฯ และอิหร่านได้หยุดการโจมตีตอบโต้ อีกทั้งเริ่มมีกระแสข่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเริ่มกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ทำให้ราคาพลังงานอย่างราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงแรงในช่วงเช้าตรู่ของวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม รวมถึงรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้ เนื่องจากจะมีการรายงานผลประกอบการจากบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor พอสมควร
จับตาแรงหนุน Second Round Inflation มีมากขึ้น
Krungthai GLOBAL MARKETS กังวลว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจได้แรงหนุนในลักษณะ ‘เงินเฟ้อรอบสอง’ (Second Round Inflation) มากขึ้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวที่ระดับสูง เช่น ราคา น้ำมันดิบอยู่เหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 2 เดือน
แม้จะยังไม่เห็นสัญญาณของการเกิด Wage-Price spiral ที่ชัดเจน ทว่า Fed อาจมีความจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยบ้าง เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อก่อนที่จะยากต่อการแก้ไข ทำให้ Fed มีโอกาสเดินหน้า ขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง สู่ระดับ 4.25-4.50% (Mid 4.375%) สอดคล้องกับคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ Fed ที่มีความ Hawkish ที่สุดใน Dot Plot เดือนมิถุนายน

