×

โลกไม่ได้มีเรื่องเล่าเดียว แล้วไทยจะกำหนดทางเดินอย่างไรในโลกหลายขั้ว?

24.10.2026
ภาพกราฟิกไดคัทนักวิชาการ 3 คนบนพื้นหลังสีเทาจากเวทีเสวนาอ่านโลกให้ลึกกว่าข่าว

จากรัสเซีย ลาตินอเมริกา ถึงอาเซียน เมื่อประวัติศาสตร์กำหนดวิธีมองโลก และการแข่งขันของมหาอำนาจกำลังท้าทายความสามารถของประเทศไทยในการกำหนดอนาคตตัวเอง

 

 

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้ง และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ เราอาจคิดว่าตัวเองเข้าใจโลกมากขึ้น เพราะสามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวได้แทบจะทันที

 

แต่คำถามคือ เรากำลังเข้าใจโลกจริงๆ หรือเพียงเข้าใจโลกผ่านเรื่องเล่าที่คนอื่นเลือกนำเสนอให้เราเห็น

 

รัสเซียอาจถูกมองผ่านภาพของวลาดิเมียร์ ปูติน และสงครามยูเครน ยุโรปถูกมองผ่านภาพของประชาธิปไตยและรัฐสวัสดิการ ขณะที่อาเซียนถูกพูดถึงในฐานะภูมิภาคแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เมื่อมองลึกลงไป แต่ละประเทศกลับมีประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และผลประโยชน์ที่ซับซ้อนกว่าภาพที่ปรากฏในข่าว

 

แม้แต่กรอบความคิดที่เราคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นโลกตะวันตกกับตะวันออก ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศประชาธิปไตยกับอำนาจนิยม ก็อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายความซับซ้อนของโลกปัจจุบัน เพราะสิ่งที่ประเทศหนึ่งมองว่าเป็นความมั่นคง อาจเป็นภัยคุกคามในสายตาของอีกประเทศหนึ่ง ขณะที่เหตุการณ์เดียวกันอาจถูกเล่าต่างกันโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้เล่า

 

นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากเวทีเสวนา ‘อ่านโลกให้ลึกกว่าข่าว: ผู้คน พื้นที่ และเรื่องเล่าในโลกที่ไม่มีศูนย์กลางเดียว’ จัดโดยคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 โดยมี ณัฏฐา โกมลวาทิน จาก THE STANDARD ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ร่วมสนทนากับนักวิชาการด้านอาณาบริเวณศึกษา 3 คน ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กัณฐัศศา พงษ์หิรัญ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัสเซียและยูเรเชียศึกษา และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เปี่ยมศักดิ์ หงส์จำรัสศิลป์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสเปนและลาตินอเมริกันศึกษา

 

แม้ทั้งสามคนจะเชี่ยวชาญคนละภูมิภาค แต่บทสนทนาตลอดสองชั่วโมงกลับเชื่อมโยงกันผ่านคำถามสำคัญว่า ประวัติศาสตร์กำหนดวิธีคิดและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร และในโลกที่ไม่มีศูนย์กลางอำนาจเพียงแห่งเดียว ประเทศไทยควรกำหนดบทบาทของตัวเองอย่างไร

 

ภาพกราฟิกไดคัทนักวิชาการ 3 คนบนพื้นหลังสีเทาจากเวทีเสวนาอ่านโลกให้ลึกกว่าข่าว 1

 

โลกที่เราเห็น อาจไม่ใช่โลกทั้งหมด

 

เปี่ยมศักดิ์ชวนตั้งคำถามกับการแบ่งโลกเป็น ‘ตะวันตก’ และ ‘ตะวันออก’ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภูมิศาสตร์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และอำนาจในการกำหนดความรู้

 

“หลายคนจะพูดว่าตะวันออกถูกสร้างขึ้นโดยชาวตะวันตก แต่เราเอง เราเคยสร้างตะวันตกบ้างไหม”

 

คำถามนี้ชวนให้ทบทวนว่า เหตุใดเราจึงมักใช้ยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาเป็นจุดอ้างอิงในการมองโลก ทั้งที่ประสบการณ์ของประเทศเหล่านั้นไม่ได้เป็นตัวแทนของโลกทั้งหมด

 

เปี่ยมศักดิ์ยกตัวอย่างจักรวรรดิสเปนในอดีต ซึ่งเคยเชื่อมโยงยุโรป ลาตินอเมริกา และฟิลิปปินส์เข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายการค้าและการปกครอง แม้แต่พืชอาหารที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น พริกและมะละกอ ก็มีถิ่นกำเนิดจากทวีปอเมริกา และแพร่กระจายผ่านการแลกเปลี่ยนระหว่างภูมิภาคในอดีต

 

โลกที่เรามองว่าแบ่งแยกออกเป็นภูมิภาคต่างๆ จึงมีความเชื่อมโยงกันมายาวนาน และไม่อาจอธิบายได้ด้วยกรอบคิดเพียงชุดเดียว

 

คำถามที่สำคัญกว่านั้น คือถ้าเราต้องการมองโลกให้พ้นจากกรอบตะวันตก ก็ต้องระวังไม่ให้ตัวเองตกอยู่ภายใต้กรอบคิดอีกชุดหนึ่งโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน

 

เพราะไม่ว่าจะเป็นประเทศตะวันตก รัสเซีย จีน หรือประเทศอื่นๆ ต่างก็มีวิธีอธิบายโลกและผลประโยชน์ของตัวเอง การเปิดรับมุมมองที่หลากหลายจึงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนจากเชื่อเรื่องเล่าของฝ่ายหนึ่งไปเชื่ออีกฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องใช้วิจารณญาณตรวจสอบทุกฝ่ายด้วย

 

ประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงอดีต แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจ

 

ประเด็นเรื่องประวัติศาสตร์ยิ่งมีความหมายเมื่อการสนทนาเดินทางมาถึงรัสเซีย

 

กัณฐัศศาชวนให้มองรัสเซียและประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผ่านบริบททางประวัติศาสตร์ แทนที่จะมองเพียงภาพของผู้นำอำนาจนิยม หรือแบ่งผู้เล่นในความขัดแย้งออกเป็นพระเอกกับผู้ร้าย

 

“เรารับรู้แค่วันนี้เกิดอะไรขึ้น แต่เราไม่ได้มองว่าที่ผ่านมา ก่อนที่มันจะเกิดปัญหาของวันนี้ มันเกิดอะไรขึ้น”

 

ในมุมมองของกัณฐัศศา ประสบการณ์ของรัสเซียในฐานะจักรวรรดิขนาดใหญ่ที่มีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ มีอิทธิพลต่อวิธีที่ชนชั้นนำมองความมั่นคง เอกภาพของรัฐ และการรวมศูนย์อำนาจ

 

ภาพลักษณ์ของปูตินในฐานะผู้นำเข้มแข็งจึงเชื่อมโยงกับความพยายามของผู้นำรัสเซียในการสร้างความเชื่อมั่นต่อความมั่นคงและเอกภาพของประเทศ

 

ขณะเดียวกัน ดุลยภาคอธิบายว่า ชนชั้นนำกองทัพเมียนมาก็ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และแนวคิดเรื่องเอกภาพของชาติ โดยนำเรื่องเล่าเกี่ยวกับความมั่นคงและการป้องกันประเทศจากความแตกแยกมาอธิบายบทบาททางการเมืองของกองทัพ

 

แม้รัสเซียและเมียนมาจะมีบริบทแตกต่างกันมาก แต่ทั้งสองกรณีสะท้อนว่าผู้มีอำนาจสามารถนำความทรงจำทางประวัติศาสตร์มาใช้กำหนดนโยบายและสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจของตนเองได้อย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม การเข้าใจเหตุผลที่ผู้นำใช้ในการอธิบายนโยบาย ไม่ได้หมายถึงการยอมรับว่าเหตุผลนั้นถูกต้อง หรือเป็นการให้ความชอบธรรมกับการใช้กำลังและการละเมิดสิทธิของผู้อื่น

 

ตรงกันข้าม การเข้าใจบริบทอาจช่วยให้เราตรวจสอบเหตุผลเหล่านั้นได้ดีขึ้น

 

ในยุคที่สงครามและความขัดแย้งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ประวัติศาสตร์ยิ่งมีความหมาย เพราะสามารถถูกเลือกใช้เพื่อปลุกเร้าความเป็นชาตินิยม ตอกย้ำความแตกต่าง หรือสร้างความรู้สึกเป็นศัตรูระหว่างผู้คน

 

อีกด้านหนึ่ง ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้มีเพียงเรื่องสงคราม แต่ยังมีการค้าขาย การช่วยเหลือ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การศึกษาประวัติศาสตร์อย่างรอบด้านจึงอาจช่วยเปิดพื้นที่ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน แทนที่จะมองกันผ่านภาพจำของความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว

 

โจทย์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะแม้ประเทศในภูมิภาคจะมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมายาวนาน แต่เราก็ยังอาจไม่ได้ทำความเข้าใจความคิดและประสบการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างลึกซึ้งเพียงพอ

 

อาเซียนสำคัญต่อโลก แต่มีอำนาจกำหนดเกมมากเพียงใด

 

เมื่อหันกลับมามองอาเซียน คำถามจากเวทีเสวนาคือ ภูมิภาคนี้มีความเป็นเอกภาพมากน้อยเพียงใด และมีอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจได้จริงแค่ไหน

 

ดุลยภาคมองว่า แม้อาเซียนจะพยายามสร้างความร่วมมือมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นการรวมกลุ่มของรัฐที่ค่อนข้างหลวม ประเทศสมาชิกมีประวัติศาสตร์ ระบบการเมือง และผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์แตกต่างกัน ขณะที่มหาอำนาจหลายฝ่ายต่างพยายามเข้ามาสร้างอิทธิพลในภูมิภาค

 

“ผมคิดว่าอาเซียนเป็นพื้นที่เขตอิทธิพลของรัฐมหาอำนาจ แล้วเราสามารถจะแบ่งอาเซียนออกเป็นขั้วๆ ได้ประมาณหนึ่ง ย่อมสะท้อนว่าอาเซียนมีความแตกแยก เปราะบาง”

 

นี่เป็นข้อสังเกตที่ชวนตั้งคำถามกับแนวคิด ASEAN Centrality หรือการรักษาบทบาทของอาเซียนให้เป็นแกนกลางของความร่วมมือระดับภูมิภาค

 

แน่นอนว่า ASEAN Centrality ไม่ได้หมายความว่าประเทศสมาชิกต้องมีจุดยืนเหมือนกันทุกเรื่อง แต่ความสามารถในการสร้างฉันทามติและผลักดันวาระร่วมก็มีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของอาเซียน

 

ความย้อนแย้งคือ ในด้านหนึ่งอาเซียนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เป็นทั้งตลาด แหล่งผลิต และพื้นที่เชื่อมโยงการค้าการลงทุน แต่อีกด้านหนึ่ง ความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่ได้แปลว่าจะมีอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์โดยอัตโนมัติ

 

ในขณะที่มหาอำนาจต่างมียุทธศาสตร์ต่ออาเซียน ประเทศสมาชิกกลับไม่ได้มีผลประโยชน์ตรงกันเสมอไป

 

อย่างไรก็ตาม การมองอาเซียนเป็นเพียงพื้นที่แข่งขันของมหาอำนาจก็อาจทำให้เราประเมินความสามารถของประเทศในภูมิภาคต่ำเกินไป

 

เปี่ยมศักดิ์ยกตัวอย่างฟิลิปปินส์ ซึ่งพยายามกำหนดจุดยืนของตัวเองท่ามกลางความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ สะท้อนว่าแม้ประเทศขนาดกลางหรือขนาดเล็กจะเผชิญข้อจำกัดด้านอำนาจ แต่ก็ยังสามารถเลือกสร้างความร่วมมือและกำหนดท่าทีตามผลประโยชน์ของตนเองได้ในระดับหนึ่ง

 

ขณะที่กัณฐัศศาชี้ว่า รัสเซียเองก็รับรู้ถึงความแตกต่างภายในอาเซียน และใช้ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์เป็นพื้นฐานในการสร้างความร่วมมือกับประเทศสมาชิกบางแห่ง

 

เมื่อพิจารณาทั้งสามมุมมองร่วมกัน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าอาเซียนจะรักษาความเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร แต่จะเปลี่ยนความสำคัญของภูมิภาคให้กลายเป็น อำนาจในการกำหนดทิศทางของตัวเอง ได้มากขึ้นอย่างไร

 

และการจะไปถึงจุดนั้น อาเซียนอาจต้องให้ความสำคัญไม่เพียงการสร้างผลประโยชน์ร่วมทางเศรษฐกิจ แต่รวมถึงการพัฒนาความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเอง

 

ไทยจะเป็น Middle Power ต้องมีมากกว่าคำประกาศ

 

คำถามในช่วงท้ายของการเสวนาคือ ประเทศไทยควรวางบทบาทตัวเองอย่างไรในโลกที่มีมหาอำนาจหลายฝ่ายแข่งขันกัน ขณะที่ประเทศในกลุ่ม Global South เริ่มมีบทบาทมากขึ้น

 

ดุลยภาคเสนอว่า ไทยมีศักยภาพในการสร้างบทบาทเป็นประเทศอำนาจระดับกลาง หรือ Middle Power แต่จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การต่างประเทศที่ชัดเจน

 

เขาเสนอแนวคิด MSN ประกอบด้วย Middle Power หรือการสร้างบทบาทประเทศอำนาจระดับกลาง, Strategic Autonomy หรือความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ และ Neutrality หรือการรักษาความเป็นกลางอย่างยืดหยุ่นตามผลประโยชน์ของประเทศ

 

ข้อเสนอนี้สะท้อนความคิดว่า ไทยควรเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจและสร้างอำนาจต่อรองของตัวเอง ไม่ใช่เพียงปรับตัวตามยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ

 

แต่การประกาศว่าไทยต้องเป็น Middle Power ยังไม่เพียงพอ ถ้าไม่มีคำตอบว่าไทยมีจุดแข็งอะไรที่ประเทศอื่นต้องการร่วมมือด้วย จะรักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจได้อย่างไร และจะสร้างความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในได้เพียงใด

 

การสร้างบทบาทของไทยจึงไม่ควรวัดเพียงจากการได้รับเชิญเข้าร่วมเวทีระหว่างประเทศหรือการประกาศวิสัยทัศน์ แต่ต้องพิจารณาว่าไทยสามารถผลักดันข้อริเริ่มร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความร่วมมือในด้านที่ตนเองมีศักยภาพ และรักษาความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศข้ามรัฐบาลได้มากเพียงใด

 

ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มบทบาทในเวทีโลกย่อมมีต้นทุนและข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา

 

เปี่ยมศักดิ์เสนออีกมุมหนึ่งว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศควรเริ่มจากผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่าความพยายามแสดงอำนาจให้ยิ่งใหญ่เกินศักยภาพของประเทศ

 

“เราอาจจะต้องเลือกตามผลประโยชน์ที่เราได้ แล้วไม่มีความจำเป็นจะต้องทำตัวใหญ่เพื่อรบกับใคร เพราะสุดท้ายผู้เสียหายที่สุดก็คงไม่พ้นประชาชนอย่างพวกเรา”

 

ขณะที่กัณฐัศศามองว่า โลกหลายขั้วเปิดโอกาสให้ประเทศที่มีศักยภาพเฉพาะด้านสามารถเพิ่มบทบาทได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีอำนาจครบทุกมิติแบบมหาอำนาจดั้งเดิม

 

“เราไม่จำเป็นต้องไปเลือกข้างแบบขาวดำจริงจัง แต่เราดูว่ามีอะไรที่เราเป็นจุดเด่น มีอะไรที่เราขับเคลื่อนได้”

 

ทั้งสามมุมมองไม่ได้ให้คำตอบที่เหมือนกันทั้งหมด แต่ช่วยให้เห็นโจทย์ของไทยชัดเจนขึ้น

 

ด้านหนึ่ง ไทยจำเป็นต้องสร้างบทบาทและมีอำนาจต่อรองมากขึ้น แต่อีกด้านก็ต้องประเมินศักยภาพของประเทศอย่างรอบคอบ และไม่ลืมว่าเป้าหมายของนโยบายต่างประเทศควรเชื่อมโยงกลับมาสู่ผลประโยชน์ของประชาชน

 

ในโลกหลายขั้ว การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายยังมีความสำคัญ แต่การไม่เลือกข้างเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่เพียงพอ หากประเทศยังขาดความชัดเจนว่าต้องการอะไร และจะใช้ข้อได้เปรียบที่มีอยู่สร้างอนาคตอย่างไร

 

ก่อนกำหนดจุดยืนของไทย ต้องเข้าใจโลกให้มากกว่าหนึ่งมุม

 

สิ่งที่น่าสนใจจากการสนทนาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความรู้เกี่ยวกับรัสเซีย ลาตินอเมริกา หรืออาเซียน แต่เป็นการเห็นว่าโลกใบเดียวกันสามารถถูกอธิบายผ่านมุมมองที่แตกต่างกันได้มากเพียงใด

 

ในยุคที่สงครามไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบ แต่ยังเกิดขึ้นผ่านการแข่งขันด้านข้อมูลข่าวสาร เรื่องเล่าของแต่ละฝ่ายมีอิทธิพลต่อความเข้าใจของผู้คนมากขึ้น ขณะที่โซเชียลมีเดียและอัลกอริทึมอาจยิ่งทำให้เราได้รับข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิม

 

ยิ่งในยุค AI ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลและคำตอบได้อย่างรวดเร็ว การอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อกลับยิ่งมีความสำคัญ

 

ท้ายที่สุด บทสนทนาบนเวทีนี้ทำให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีต แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่แต่ละประเทศมองตัวเอง มองเพื่อนบ้าน และกำหนดความสัมพันธ์กับโลก

 

สำหรับประเทศไทย โจทย์จึงไม่ได้มีเพียงการรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ แต่รวมถึงการทำความเข้าใจประเทศเพื่อนบ้าน การรู้จักจุดแข็งและข้อจำกัดของตัวเอง และการกำหนดผลประโยชน์ระยะยาวให้ชัดเจน

 

เพราะในโลกหลายขั้ว การไม่เลือกข้างอาจไม่ใช่คำตอบที่เพียงพอ ถ้าเรายังไม่รู้ว่าประเทศไทยต้องการเดินไปทางไหน

 


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising