วันนี้ (11 พ.ค.2569) กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า “โลกได้เปลี่ยนไป ขอเรียนทุกคนว่า วันดีดีที่ลงทุนในตลาดด้วยความสบายใจได้จบไปแล้ว ณ วันนี้ความเสียหายเกิดขึ้นได้เสมออย่างไม่คาดฝัน และบางครั้งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจ”
ประเด็นสำคัญ
อย่างเมื่อคืนนี้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 5% บางวันเปลี่ยน 10-12% ถ้าใครซื้อ Futures ไว้ อาจขาดทุนได้ถึง 50% นี่คือคำเตือนสำหรับนักลงทุนว่าเข้มแข็ง แค่ไหนในการบริหารจัดการพอร์ตและรับความผันผวน
อยากเตือนทุกคนว่าการลงทุนต้องการคิดหนักในโลกทุกวันนี้ ความผันผวนเหล่านี้จะอยู่ไปเช่นนี้อีกสองปีครึ่ง (เท่ากับวาระของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ) ซึ่งสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกำลังนำไปสู่ความขัดแย้งของมหาอำนาจ 2 ราย คือ จีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความขัดแย้งต่อเนื่องหลายปี หลังจากจบความขัดแย้งในอิหร่าน ยังมีคิวบา หลังจากคิวบายังมีกรีนแลนด์ หลังจากนั้นก็อาจมีสงครามการค้าอีกระลอก
ผลกระทบจากความขัดแย้งจะมีหลายมิติ ได้แก่ สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี สงครามการเงิน สงครามการทูตและแยกข้าง สงครามการทหาร ซึ่งแต่ละมิติจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์ในตลาดทุน
สำหรับการรับมือของนักลงทุนถัดไปจากนี้ ดร.กอบศักดิ์แนะนำว่า “ช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงง่ายของการลงทุน แม้กระทั่ง AI ก็ไม่ง่าย เพราะพีคมากๆ แล้ว ถ้าอยากจะลงทุนขอให้ลงทุนแค่บางส่วน และใช้เงินทุนที่เสียหายได้ เป็นเงินเย็น หลายก้อนควรวางสินทรัพย์ปลอดภัย ลงในหุ้นที่มั่นใจ หุ้นเก็งกำไรลงทุนได้บ้าง แต่อย่าลงเยอะ เดี๋ยวอนาคตจะมีโอกาสที่ดีกว่านี้”
เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุค ‘ข้าวยากหมากแพง’
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ล่าสุดเดือนมีนาคมทรงตัวจากเดือนก่อน และเริ่มเห็น ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้วบางส่วน โดยดัชนีการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวและมูลค่าการใช้จ่ายปรับลดลง สวนทางกับการส่งออกที่เติบโตแรงอย่างต่อเนื่อง
โดยในเดือนมีนาคม การส่งออกเติบโต 19% เมื่อเทียบเป็นรายปี สะท้อนว่า ภาคการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจ เพียงอย่างเดียวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในตอนนี้
สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า ภาคการท่องเที่ยวจะเข้าสู่ช่วงติดลบอย่างต่อเนื่อง ตามการบริโภคที่ชะลอลง จากต้นทุนสินค้าที่แพงขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘ข้าวยากหมากแพง’ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP มาอยู่ที่ 1.5-2% ในปี 2569 ทั้งนี้การที่ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาที่ระดับ 1% ถือเป็นการเตรียมพร้อม เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ทั้งนี้ในระยะข้างหน้าคาดว่า ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากประเทศไทยมีแนวโน้มขาดดุลการค้ามากขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส2/2569 ที่จะติดลบหนัก จากผลกระทบราคาน้ำมัน ซึ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ปัจจุบันไทยขาดดุลการค้ามากถึง 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยยังไม่นับรวมผลกระทบราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทที่ระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นผลดีที่ช่วยสนับสนุนภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรให้ขับเคลื่อนต่อไปได้
แนะแบ่งเงิน 400,000 ล้านบาท รื้อโครงสร้างพลังงาน แทนกระตุ้นระยะสั้น
ดร.กอบศักดิ์ให้มุมมองต่อกรณีที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานต่อประชาชน และภาคธุรกิจว่า ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนควบคู่ไปกับการเร่งดึงดูดการลงทุนล่วงหน้าเป็นเรื่องดี
แต่การที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่มขึ้น จะเร่งให้หนี้สาธารณะของไทยชนเพดานเร็วขึ้น และบีบให้พื้นที่ทางการคลังน้อยลงไปด้วย การกู้เงินครั้งนี้จึงเปรียบเสมือน การใช้เงินเก็บก้อนสุดท้าย ก่อนจะต้องขอเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งในอนาคตจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากกระทบกับระดับเครดิตเรตติ้งของประเทศ
ดังนั้นปัญหาตอนนี้ ไม่ได้อยู่ที่การกู้เงินมาใช้ แต่อยู่ที่จะใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายอย่างไร ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด หากรัฐบาลยังใช้แนวทางเดิม คือ กู้เงินเพื่อเน้นอุดหนุนราคาน้ำมัน ชะลอผลกระทบเงินเฟ้อเหมือน ช่วงวิกฤติสงครามรัสเซีย-ยูเครน สุดท้ายก็จะทำให้เงินที่กู้มาหมดไปอย่างรวดเร็วกับการแก้ปัญหาเดียว เนื่องจากหากสงครามยังยืดเยื้อ ถึงจุดหนึ่งก็จะต้องเลิกตรึงราคาน้ำมัน ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นทางออกที่ดีกว่าการตรึงราคาน้ำมัน คือการแบ่งเงินไปลงทุนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ เช่น แบ่งเงิน 200,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้ประชาชนติดแผงโซลาร์ทั่วประเทศไทย ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งรัฐบาลมั่นใจได้ว่าโครงการนี้จะไม่ขาดทุน เนื่องจากการติดตั้งแผงโซลาร์ โดยปกติจะคืนทุนในอีก 5 ปี นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง กรณีสงครามยืดเยื้อ
“เม็ดเงิน 400,000 ล้านบาท ถ้าบริหารจัดการได้ดี จะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศไทยทั้งหมดได้เลย”
นอกจากนี้การเร่งรัดให้ต่างชาติเร่งลงทุนโครงการในไทย จะช่วยกระจายเม็ดเงินให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนต่อไปได้ เช่น Tiktok ที่ประกาศลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย มูลค่า 800,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินการจ้างงานไหลสู่ภาคก่อสร้าง
ธุรกิจพื้นฐานเปลี่ยน บริษัทต่างชาติตีตลาดไทย
วันนี้อีกหนึ่งความน่ากังวลของเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งหาทางรับมือ คือ ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่ จากต่างประเทศที่ไม่เคยเจอมาก่อน เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งในอนาคตการแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งเคยเป็นอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งระดับโลก จากการที่บริษัทญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานผลิตรถยนต์ เช่น Honda, Toyota แต่ปัจจุบันต้องเผชิญกับการบุกตลาดของแบรนด์รถยนต์หน้าใหม่โดยเฉพาะรถยนต์
ไฟฟ้า (EV) จากจีน เช่น BYD, MG และ Chery
สะท้อนว่า ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) ของธุรกิจกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และรวดเร็วจนไม่ทันตั้งตัว ทำให้บริษัทที่เคยเป็นเบอร์หนึ่งของตลาด อาจจะไม่สามารถรักษาสถานะเบอร์หนึ่งไว้ได้ในอนาคต
ภาพ: Summit Art Creations

