ถ้าให้สรุปความจริงที่เรากำลังเผชิญในปี 2569 คือสภาวะที่รัฐบาลกำลังเจอวิกฤตรายได้ไม่พอกับรายจ่ายจนกระเป๋าสตางค์เริ่มแฟบลงอย่างเห็นได้ชัด
ประเด็นสำคัญ
ข่าวการเสนอขึ้น VAT เป็น 10% ที่กลายเป็นไวรัล ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะที่ขยับเข้าใกล้ขีดจำกัดกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนถึง ‘เครดิตประเทศ’ ซึ่งท้ายที่สุดจะย้อนกลับมาที่ดอกเบี้ยกู้เงินของ SME และคนทั่วไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
คิดว่าทุกคนกำลังมีคำถามร่วมกัน คือคนทำงาน เจ้าของธุรกิจ SME ยังไหวไหมในสถานการณ์นี้ และจะทำอย่างไรให้ไม่ใช่แค่ ‘รอด’ แต่ยัง ‘ไปต่อ’ ได้ในโครงสร้างเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไป
ทำไมการขึ้นภาษี VAT 10% ถึงกลายเป็นประเด็นร้อน
ที่ผ่านมาตามกฎหมายจริงแล้วประเทศไทยต้องเก็บ VAT ที่ 10% แต่รัฐบาลใช้วิธีออกบทเฉพาะการเพื่อตรึงไว้ที่ 7% เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนมาตลอด
แต่ในวันที่รายได้ภาครัฐน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่รายจ่ายกลับพุ่งสูงขึ้น ข้อเสนอเรื่องการกลับไปใช้ฐาน 10% จึงถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งเพื่อเติมเงินในคลัง แม้ในทางปฏิบัติการขึ้นภาษีช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบางจะทำได้ยากและกระทบต่อกำลังซื้อของคนรายได้น้อยที่ต้องแบกรับภาระภาษีในสัดส่วนที่สูงกว่าคนรวยเมื่อเทียบกับรายได้ทั้งหมดที่มี
โครงสร้างงบประมาณแบบ 80/20 กำลังบอกอะไรกับคนทำงาน
รัฐบาลไทยกำลังติดอยู่ใน ‘กับดักงบประมาณ’ โดยรายได้กว่า 80-90% ถูกนำไปใช้เป็นรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ บำนาญ และสวัสดิการต่างๆ สภาพนี้เปรียบเหมือนพนักงานออฟฟิศที่ได้เงินเดือนมาแล้วต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟและหนี้เก่าจนแทบไม่เหลือเงินไปลงทุนสร้างอนาคต ทำให้งบลงทุนจริงเหลือเพียง 15-20% เท่านั้น
ยิ่งกว่านั้น ภาระภาษีของประเทศกำลังตกอยู่บนบ่าของคนกลุ่มน้อยอย่างน่าใจหาย เพราะหากอ้างอิงตามข้อมูลจากกรมสรรพากรและสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าจากกำลังแรงงานทั้งหมดของไทยที่มีประมาณ 39 ล้านคน มีผู้เข้าสู่ระบบเพื่อยื่นแบบภาษีเงินได้เพียง 11.8 ล้านคน และในจำนวนนั้นมีเพียง 4 ล้านคนเท่านั้นที่มีรายได้ถึงเกณฑ์และต้องจ่ายภาษีให้รัฐจริงๆ ทำให้รายได้ภาครัฐพึ่งพาอยู่กับฐานที่แคบจนกลายเป็นความเปราะบางทางการคลังอย่างที่เป็นอยู่
ถ้าไม่ขึ้น VAT รัฐพอมีทางเลือกอื่นในการหาเงินไหม
VAT ไม่ใช่ไม้ตายเดียวในการกู้สถานการณ์ทางการคลัง เพราะประเทศไทยยังมีช่องโหว่ทางการเก็บรายได้อย่างเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น การซื้อขายผ่านเงินสดในตลาดหรือร้านค้ารายย่อยบางรายที่ไม่ได้อยู่ในระบบบัญชีใดๆ
หากรัฐสามารถดึงคนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบผ่านการปรับกฎเกณฑ์ให้ Lean และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ รายได้จะไหลเข้าคลังมหาศาลโดยไม่ต้องรีดเลือดจากฐานภาษีเดิมที่มีคนแบกอยู่เพียงไม่กี่ล้านคน นอกจากนี้ การอุดรอยรั่วจากการคอร์รัปชันและเงินทอนในโครงการต่างๆ ก็เป็นอีกทางลัดที่อาจคืนเงินให้รัฐได้ทันทีระดับหมื่นล้านถึงแสนล้านบาท
ยิ่งไปกว่านั้น การพิจารณาภาษีประเภทใหม่ๆ ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เช่น ‘ภาษีบ้านเกิด’ ที่เปิดโอกาสให้เราเลือกจ่ายภาษีให้กับจังหวัดที่ต้องการสนับสนุนได้โดยตรงแทนที่จะเข้าส่วนกลางทั้งหมด หรือการจัดเก็บภาษีที่เน้นไปที่กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงอย่าง ‘ภาษีมรดก’ และ ‘ภาษีความมั่งคั่ง’ (Wealth Tax) เพื่อกระจายภาระภาษีให้เป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ แทนที่จะเลือกวิธีที่ง่ายแต่กระทบปากท้องคนทั้งประเทศอย่างภาษีการบริโภคเพียงอย่างเดียว
เพดานหนี้สาธารณะที่ขยับขึ้นส่งผลกระทบต่อ SME อย่างไรบ้าง
เรื่องเพดานหนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือ Credit Score ของประเทศ ปัจจุบันไทยมีเพดานหนี้ที่ 70% ของ GDP และเรากู้มาใช้จนใกล้แตะระดับ 66% แล้ว
หากรัฐขยายเพดานหนี้เพื่อกู้เงินเพิ่มมาแก้ปัญหาระยะสั้นโดยไม่มีแผนสร้างรายได้ที่ชัดเจน สถาบันจัดอันดับเครดิตโลกอาจลดเกรดความน่าเชื่อถือของไทยลง ผลกระทบโดมิโนจะเกิดขึ้นทันที คือต้นทุนการกู้เงินของบริษัทใหญ่จะสูงขึ้น และธนาคารจะปรับเพิ่มดอกเบี้ยกับ SME และคนทั่วไปเพื่อชดเชยความเสี่ยง ทำให้การเข้าถึงเงินทุนยากและแพงกว่าเดิม
3 ขั้นตอนเอาตัวรอด SME ปรับตัวรับมือความผันผวน
เมื่อโครงสร้างใหญ่กำลังเปลี่ยน SME ต้องใช้เฟรมเวิร์กการปรับตัวที่เน้นความลีนและชัดเจน ดังนี้
1. บัญชีเดียวคือทางรอด: การปรับระบบบัญชีให้โปร่งใสและเป็นเล่มเดียวไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือการทำให้เห็นต้นทุนที่แท้จริง เพื่อเตรียมรับมือหากมีการขยับ VAT และเพื่อให้ธุรกิจมีเครดิตดีพอในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำของรัฐได้ง่ายขึ้น
2. ลดขั้นตอน เพิ่มมูลค่า: ในวันที่ค่าแรงและภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้น SME ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ลดภาระงานรูทีนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การขึ้นราคาสินค้าอาจทำได้ยากในยุคที่คนประหยัด การสร้างมูลค่าเพิ่มหรือการทำอุตสาหกรรมใหม่ที่ให้รายได้สูงกว่าเดิมจึงเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า
3. สร้างความเชื่อมั่น: ธุรกิจต้องสร้างความน่าเชื่อถือทั้งกับคู่ค้าและสถาบันการเงิน เพราะในอนาคตอันดับความเชื่อมั่นจะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะได้ไปต่อ
ท้ายที่สุดแล้ว การขยับภาษีหรือขยายเพดานหนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทางออกที่แท้จริงคือการทำให้เศรษฐกิจโดยรวมหรือ GDP เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ รัฐต้องกล้าปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณและจัดการปัญหาคอร์รัปชันเพื่อลดการรั่วไหลของเงินภาษี
สำหรับคนวัยทำงานและผู้ประกอบการ การทำความเข้าใจกลไกเหล่านี้จะช่วยให้เราเลิกตื่นตระหนกกับข่าวรายวัน และเริ่มวางแผนธุรกิจบนพื้นฐานความจริง เพื่อให้ธุรกิจและชีวิตส่วนตัวของเรามั่นคงพอที่จะฝ่าพายุเศรษฐกิจรอบนี้ไปได้


