ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไทย ด้วยเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชน ความกังวลต่อความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม และข้อโต้แย้งว่าโทษประหารไม่ได้ช่วยลดอาชญากรรมได้จริง
ประเด็นสำคัญ
แต่วันนี้กระแสในสังคมเริ่มพลิกไปอีกด้าน เมื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยเรียกร้องให้รัฐกลับมาบังคับใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้ง
กระแสดังกล่าวปะทุขึ้นหลังคดีสะเทือนขวัญฆาตกรรม 5 ศพในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ที่เริ่มต้นจากการสืบสวนคดีการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซีย 2 ราย ก่อนตำรวจจับกุม ฑณา หรือ ป๋อง พร้อมพวกรวม 4 คน และขยายผลพบ กลุ่มผู้ต้องหาชุดเดียวกันเกี่ยวข้องกับคดีอุ้มฆ่าครอบครัวชาวไทย 3 พ่อแม่ลูก เพื่อชิงทรัพย์และนำศพไปฝังอำพรางในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้คดีนี้มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย และกลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่ถูกจับตามองสร้างคำถามต่อสังคมว่า ผู้กระทำผิดร้ายแรงควรได้รับโอกาสกลับคืนสู่สังคมหรือไม่
จากเรื่องราวดังกล่าวได้นำไปสู่ข้อถกเถียงที่ครอบครัวผู้เสียหายมองว่าโทษประหารคือการชดใช้ที่สาสมและเป็นการตัดโอกาสการก่อเหตุซ้ำ แต่นักสิทธิมนุษยชนยังคงยืนยันจุดยืนให้ยุติการประหารชีวิต โดยเห็นว่าการลงโทษสูงสุดไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาอาชญากรรม
ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตมานานกว่า 9 ปีหลังลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยทางปฏิบัติในปี 2561 แต่ข้อมูลกรมราชทัณฑ์ระบุว่า ยังมีนักโทษประหารชีวิตจำนวนทั้งสิ้น 480 ราย แบ่งเป็น ชาย 419 ราย หญิง 61 ราย ซึ่งในจำนวนเหล่านี้ก็ยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ 439 ราย ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาฎีกา 13 ราย และนักโทษเด็ดขาดเมื่อคดีถึงที่สุด 28 ราย นำไปสู่คำถามสำคัญว่า โทษประหารชีวิตในประเทศไทยควรเป็นเพียงบทลงโทษที่มีอยู่ในกฎหมาย หรือควรกลับมาถูกบังคับใช้อีกครั้ง
โดยแหล่งข่าวระดับสูงในกรมราชทัณฑ์ได้ให้ความคิดเห็นว่า แม้ปัจจุบันจะไม่มีการประหารชีวิต แต่โทษดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย โดยเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต กรมราชทัณฑ์จะรับตัวผู้ต้องขังไว้ และภายใน 60 วัน ผู้ต้องขังมีสิทธิยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งหากผู้ต้องขังไม่ยื่น กรมราชทัณฑ์ก็มีหน้าที่เสนอเรื่องแทน ก่อนส่งผ่านกระทรวงยุติธรรมเข้าสู่ขั้นตอนในการพระราชทานอภัยโทษ
แหล่งข่าวอธิบายว่า การพระราชทานอภัยโทษในเรื่องดังกล่าวมีหลักสำคัญ 2 ประการ คือ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากโทษประหารชีวิตไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ และเพื่อคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม
ส่วนกรณีหากในอนาคตมีคำสั่งให้กลับมาบังคับใช้โทษประหารชีวิต กรมราชทัณฑ์มีความพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอยู่ตลอด โดยปัจจุบันสถานที่ดำเนินการประหารชีวิตมีเพียงเรือนจำกลางบางขวาง ผู้ต้องขังจากเรือนจำอื่นจะถูกย้ายมายังเรือนจำดังกล่าวก่อนดำเนินการ ขณะที่ผู้ต้องขังหญิงจะย้ายมายังทัณฑสถานหญิงกลาง ก่อนส่งต่อมายังเรือนจำกลางบางขวางเมื่อถึงกำหนดวันดำเนินการ
แหล่งข่าวระบุอีกว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประหารชีวิตแต่ละรายอยู่ที่ประมาณ 15,000– 20,000 บาท แบ่งเป็นค่าเวชภัณฑ์หรือสารที่ใช้ 3,000-5,000 บาท ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ 8,000-10,000 บาท ค่าใช้จ่ายทั่วไปบำรุงอุปกรณ์ 1,000-3,000 บาท ซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ต้องขังหนึ่งคนต่อปีที่ใช้เงินอยู่ที่ 23,600 บาท
สำหรับกรณี ฑณา หรือ ป๋อง ที่พ้นโทษได้เพียง 2 เดือนก่อนกลับมาก่อเหตุสะเทือนขวัญ แหล่งข่าวยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นช่องว่างของระบบติดตามผู้พ้นโทษ โดยขณะนี้กระทรวงยุติธรรมได้ให้กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกันทบทวนมาตรการทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ต้องขังคดีกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ คดีชีวิต คดีเพศ และคดีก่อการร้าย ซึ่งจะต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงก่อนปล่อยตัว และอาจมีการเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานตัว การใช้เครื่องติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (EM) รวมถึงมาตรการตามกฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ
ส่วนข้อถกเถียงว่าโทษประหารชีวิตช่วยลดอาชญากรรมหรือไม่นั้น แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ผู้ที่พ้นโทษแล้วกลับไปกระทำผิดซ้ำมีเพียงร้อยละ 3-5 ขณะที่ผู้ต้องขังทั่วไปมีอัตราการกระทำผิดซ้ำประมาณร้อยละ 15 แม้ตัวเลขจะไม่สูง แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากคดีร้ายแรงเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
ทั้งนี้กรมราชทัณฑ์ได้สั่งตรวจสอบผู้พ้นโทษคดีประหารชีวิตที่ได้รับการปล่อยตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อประเมินความเสี่ยง หากพบแนวโน้มเป็นอันตรายต่อสังคม ก็สามารถใช้มาตรการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำเสนอให้ศาลพิจารณาได้
ขณะที่ ร้อยตำรวจเอก อมรพันธุ์ นิติธีธานนท์ ทนายความ ได้ให้ความคิดเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังออกรายการดังถึงโทษประหารชีวิตโดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ว่า
1. กฎหมายว่าด้วยโทษประหารและการลดโทษ (ประมวลกฎหมายอาญา)
ประมวลกฎหมายอาญากำหนดว่า ผู้ที่กระทำความผิดขณะมีอายุต่ำกว่า 18 ปี จะไม่สามารถถูกลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตได้ โดยให้เปลี่ยนเป็นโทษจำคุก 50 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ขณะที่วิธีการประหารชีวิตในปัจจุบันเปลี่ยนจากการยิงเป้ามาเป็นการฉีดยาหรือสารพิษให้ถึงแก่ความตาย
สำหรับการลดโทษ การรับสารภาพไม่ใช่เหตุให้ได้รับการลดโทษโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า หากโจทก์มีพยานหลักฐานแน่นหนา และจำเลยรับสารภาพเพียงเพราะจำนนต่อหลักฐาน โดยไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ศาลสามารถใช้ดุลพินิจไม่ลดโทษได้
2. ขั้นตอนการตรวจสอบและการขอพระราชทานอภัยโทษ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์)
กฎหมายกำหนดให้คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ต้องได้รับการตรวจสอบโดยศาลอุทธรณ์ทุกคดี แม้จำเลยจะไม่ยื่นอุทธรณ์ก็ตาม ดังนั้น คดีจะยังไม่ถึงที่สุดจนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษา
การขอพระราชทานอภัยโทษแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล ซึ่งต้องยื่นภายใน 60 วันนับแต่คดีถึงที่สุด และการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ซึ่งตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี เช่น ในโอกาสสำคัญของประเทศ
นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามบังคับโทษประหารชีวิตจนกว่าจะผ่านกระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษครบถ้วน และหากผู้ต้องโทษเป็นหญิงตั้งครรภ์ ให้รอจนบุตรมีอายุครบ 3 ปี ก่อนเปลี่ยนโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต
ในส่วนของกรมราชทัณฑ์ นักโทษจะได้รับการจัดชั้นตามความประพฤติ ซึ่งส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การลดวันต้องโทษ และการได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษเป็นการทั่วไป
3. สถิติและกฎหมายระหว่างประเทศ
ตั้งแต่ปี 2478 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการประหารชีวิตผู้ต้องโทษแล้ว 326 คน แบ่งเป็นการยิงเป้า 319 คน และการฉีดยาหรือสารพิษ 7 คน โดยการประหารชีวิตครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2561
ส่วนกรณีที่ประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตติดต่อกันครบ 10 ปี เป็นเพียงหลักเกณฑ์ที่สหประชาชาติใช้จัดประเภทให้เป็นประเทศที่ “ยกเลิกโทษประหารในทางปฏิบัติ” (De facto abolitionist) เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายโทษประหารจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ
สำหรับพันธกรณีระหว่างประเทศ ไทยเป็นภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งยังอนุญาตให้ประเทศสมาชิกคงโทษประหารชีวิตไว้ได้ แต่จำกัดให้ใช้เฉพาะกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด
สุดท้ายนี้แม้จะเป็น 9 ปีเต็มที่ประเทศไทยไม่มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ แต่วันนี้อาชญากรรมที่เกิดจากอดีตนักโทษที่เพิ่งพ้นโทษ กำลังทำให้สังคมตั้งคำถามดังๆ ถึงความคุ้มค่าของการให้โอกาส
ไม่ว่าอนาคตทิศทางของโทษประหารชีวิตในไทยจะเดินหน้าไปทางใด แต่สิ่งเร่งด่วนที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่แค่การถกเถียงเพื่อชี้ถูกชี้ผิด ทว่าคือการที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งพิสูจน์ให้เห็นว่า มีมาตรการควบคุมผู้พ้นโทษที่เด็ดขาดและรัดกุมมากพอ ที่จะไม่ปล่อยให้ ‘คนอันตราย’ ลอยนวลกลับมาก่อเหตุซ้ำ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง


