ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่ไม่ได้มาในรูปแบบเดียว บางพื้นที่อาจมีฝนน้อยและขาดแคลนน้ำ ขณะที่บางช่วงเวลาอาจเกิดฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน ก่อนที่อุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงจากภัยแล้ง ไฟป่า รวมถึงฝุ่น PM2.5 ในช่วงต้นปี 2570
ประเด็นสำคัญ
- NOAA ประเมินเอลนีโญรุนแรงมาก 98% พีกปลายปี 2569
- จับตา Positive IOD หากเกิดพร้อมเอลนีโญอาจยิ่งเพิ่มความแห้งแล้ง
- ตุลาคมฝนน้อย เสี่ยงกระทบน้ำต้นทุนฤดูแล้ง
- ปลายปีภาคใต้เสี่ยงฝนหนัก น้ำป่า และน้ำท่วมฉับพลัน
- แบบจำลองยังเห็นต่าง ภาคใต้ต้องติดตามข้อมูลระยะสั้นอย่างใกล้ชิด
- มกราคม-มีนาคม สัญญาณฝนน้อยขยายตัว
- ไทยมีโอกาสร้อนกว่าปกติสูงมากถึงเดือนมีนาคม
- พื้นที่นอกเขตชลประทานรับความเสี่ยงมากที่สุด
- ผลกระทบจากไร่นาสู่โรงงาน ก่อนส่งต่อถึงราคาสินค้า
- บริหารน้ำข้ามปีโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม
- ภาคเกษตรต้องปลูกตามน้ำที่มีจริง
- เตรียมรับภัยร้อนและ PM2.5 ก่อนเข้าสู่ฤดูวิกฤต
- คำเตือนต้องบอกประชาชนว่า ‘ต้องทำอะไร และเมื่อใด’
รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เกษตรและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญแล้ว และมีแนวโน้มต้องเผชิญความเสี่ยงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2569 ไปจนถึงกลางปี 2570
ความท้าทายสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าเอลนีโญจะรุนแรงเพียงใด แต่คือประเทศไทยจะบริหารจัดการความเสี่ยงที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และแต่ละช่วงเวลาอย่างไร เพราะในปีเดียวกัน ประเทศไทยอาจต้องรับมือทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยร้อน และมลพิษทางอากาศควบคู่กัน
NOAA ประเมินเอลนีโญรุนแรงมาก 98% พีกปลายปี 2569
ข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา หรือ NOAA ระบุว่า เอลนีโญมีโอกาสพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมากถึง 98% ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 และยังมีโอกาสดำรงอยู่ต่อเนื่องไปถึงฤดูร้อนปี 2570
แบบจำลองพยากรณ์ภูมิอากาศของ NOAA ชี้ว่า เอลนีโญมีแนวโน้มแตะจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2569 ก่อนทยอยอ่อนกำลังลงในปี 2570 อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงยังมีความไม่แน่นอน
ด้านศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของ NOAA ประเมินว่า โอกาสที่เอลนีโญจะดำรงอยู่ยังอยู่ในระดับสูงมาก โดยอยู่ที่ 100% ตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2569 ต่อเนื่องถึงเดือนมกราคม-มีนาคม 2570 ก่อนลดลงเหลือ 97% ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และ 82% ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2570
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ความรุนแรงของเอลนีโญอาจทยอยลดลงในช่วงต้นปีหน้า แต่ปรากฏการณ์นี้ยังมีโอกาสดำรงอยู่ต่อไปถึงฤดูร้อน ประเทศไทยจึงไม่ควรลดระดับการเตรียมพร้อมทันทีที่ความแรงของเอลนีโญเริ่มลดลง
อย่างไรก็ตามความรุนแรงของเอลนีโญไม่ได้บ่งชี้โดยตรงว่า ผลกระทบต่อประเทศไทยหรือแต่ละพื้นที่จะรุนแรงในระดับเดียวกันทั้งหมด การประเมินความเสี่ยงต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลปริมาณฝน อุณหภูมิ ทิศทางมรสุม การก่อตัวของพายุ และปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้เอลนีโญจะอยู่ในระดับรุนแรงมาก แต่บางพื้นที่ยังสามารถเกิดฝนตกหนักหรือน้ำท่วมได้ โดยเฉพาะเมื่อมีมรสุมหรือพายุเข้ามาเสริม ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่มีฝนใกล้เคียงค่าปกติก็อาจเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำได้ หากฝนไม่ได้ตกในพื้นที่รับน้ำสำคัญหรือไม่สามารถสะสมเป็นน้ำต้นทุนได้เพียงพอ
จับตา Positive IOD หากเกิดพร้อมเอลนีโญอาจยิ่งเพิ่มความแห้งแล้ง
นอกจากเอลนีโญแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามคือ Indian Ocean Dipole หรือ IOD ซึ่งเป็นความแตกต่างของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลระหว่างมหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก และมีอิทธิพลต่อรูปแบบฝนในหลายพื้นที่ของเอเชีย
สำนักอุตุนิยมวิทยาแห่งออสเตรเลีย หรือ BoM พยากรณ์ว่า ค่าดัชนี IOD มีแนวโน้มสูงกว่าเกณฑ์บวก 0.4 องศาเซลเซียสในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 ก่อนลดลงในช่วงต้นปี 2570
อย่างไรก็ตาม ค่าสังเกตการณ์ล่าสุดยังต่ำกว่าเกณฑ์ จึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดภาวะไดโพลมหาสมุทรอินเดียขั้วบวก หรือ Positive IOD แล้ว
หาก Positive IOD เกิดขึ้นพร้อมกับเอลนีโญ อาจยิ่งเสริมความเสี่ยงจากฝนน้อยและความแห้งแล้งในอินโดนีเซีย รวมถึงบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย ทั้งมรสุม พายุ และพยากรณ์ฝนในระดับพื้นที่
ตุลาคมฝนน้อย เสี่ยงกระทบน้ำต้นทุนฤดูแล้ง
ค่าเฉลี่ยผลพยากรณ์จากสำนักอุตุนิยมวิทยา 11 แห่งทั่วโลกบ่งชี้ว่า ในเดือนตุลาคม 2569 ปริมาณฝนมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติในบางส่วนของภาคตะวันตก ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันออก รวมถึงภาคใต้ตอนบนและตอนกลาง
ช่วงเวลาดังกล่าวมีความสำคัญต่อการสะสมน้ำต้นทุนก่อนสิ้นสุดฤดูฝน หากพื้นที่รับน้ำสำคัญมีปริมาณฝนต่ำกว่าปกติ หรือมีน้ำไหลเข้าเขื่อนและอ่างเก็บน้ำไม่เพียงพอ อาจทำให้การบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2570 ตึงตัวมากขึ้น
รศ.ดร.วิษณุระบุว่า ประเทศไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากเอลนีโญแล้ว แม้ช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมาจะอยู่ในฤดูฝน แต่หลายพื้นที่ยังมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ทั้งที่เดือนสิงหาคมและกันยายนเป็นช่วงฤดูฝนที่สำคัญของพื้นที่ตอนบน ขณะที่ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนยังอยู่ในระดับน้อย
ปัจจุบันผลกระทบอาจยังไม่ปรากฏชัดเจน เนื่องจากประเทศไทยยังมีฝนและน้ำต้นทุนเดิมรองรับอยู่บางส่วน แต่หลังเดือนตุลาคม เมื่อพื้นที่ตอนบนเข้าสู่ช่วงฝนน้อยตามฤดูกาล ความแห้งแล้งจะเริ่มปรากฏชัดขึ้น ขณะที่ฤดูหนาวอาจมีอากาศหนาวน้อยลง
หากปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนช่วงปลายฤดูฝนยังอยู่ในระดับต่ำ จะกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนที่ต้องใช้หล่อเลี้ยงภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และครัวเรือนตลอดฤดูแล้ง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2570
ปลายปีภาคใต้เสี่ยงฝนหนัก น้ำป่า และน้ำท่วมฉับพลัน
แม้ภาพรวมของเอลนีโญมักถูกเชื่อมโยงกับภาวะฝนน้อยและภัยแล้ง แต่ภาคใต้ของประเทศไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงอีกด้านในช่วงปลายปี 2569
ค่าเฉลี่ยผลพยากรณ์จากสำนักอุตุนิยมวิทยา 11 แห่งทั่วโลกระบุว่า เดือนพฤศจิกายน 2569 ไทยตอนบนส่วนใหญ่มีแนวโน้มได้รับฝนใกล้เคียงค่าปกติ ขณะที่ภาคใต้หลายพื้นที่มีแนวโน้มได้รับฝนใกล้เคียงถึงมากกว่าปกติ จึงต้องเตรียมรับมือฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งอ่าวไทย
แนวโน้มดังกล่าวอาจต่อเนื่องถึงเดือนธันวาคม โดยไทยตอนบนส่วนใหญ่ยังมีปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ ขณะที่ภาคใต้ตอนกลางถึงตอนล่างหลายพื้นที่มีโอกาสได้รับฝนใกล้เคียงถึงมากกว่าปกติ
พื้นที่ภาคใต้จึงอาจต้องเผชิญการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว จากความเสี่ยงฝนหนักและน้ำท่วมในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2569 ไปสู่ความเสี่ยงฝนน้อยและขาดแคลนน้ำตั้งแต่ต้นปี 2570
ทั้งนี้ ปริมาณฝนรวมที่ต่ำกว่าค่าปกติไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วม เพราะฝนอาจตกหนักมากในระยะเวลาสั้นหรือกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ จนทำให้เกิดน้ำป่าและน้ำท่วมฉับพลัน แม้เมื่อพิจารณาปริมาณฝนสะสมตลอดทั้งเดือนแล้วจะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก็ตาม
แบบจำลองยังเห็นต่าง ภาคใต้ต้องติดตามข้อมูลระยะสั้นอย่างใกล้ชิด
แม้ค่าเฉลี่ยจากสำนักอุตุนิยมวิทยาหลายแห่งจะประเมินว่า ภาคใต้บางพื้นที่อาจมีฝนใกล้เคียงถึงมากกว่าปกติในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2569 แต่ผลพยากรณ์ของสถาบันวิจัยนานาชาติเพื่อภูมิอากาศและสังคม มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หรือ IRI ให้ภาพที่แตกต่างออกไปบางส่วน
IRI ประเมินว่า ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 หลายพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึงภาคใต้ตอนบนถึงตอนกลาง มีโอกาสได้รับฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติ
จุดที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือภาคใต้ ซึ่งปรากฏสัญญาณฝนน้อยซ้ำในหลายช่วงพยากรณ์ และมีแนวโน้มแผ่กว้างพร้อมความน่าจะเป็นที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงมีนาคม 2570
ส่วนไทยตอนบนมีแนวโน้มแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วนอาจมีฝนมากกว่าปกติในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงกุมภาพันธ์ 2570 แต่หากฝนไม่ได้ตกในพื้นที่รับน้ำสำคัญ หรือปริมาณน้ำสะสมก่อนหน้านั้นอยู่ในระดับต่ำ ก็ยังอาจทำให้น้ำต้นทุนในฤดูแล้งตึงตัวได้
ความแตกต่างระหว่างแบบจำลองไม่ได้หมายความว่าแบบจำลองชุดใดชุดหนึ่งผิด แต่สะท้อนความไม่แน่นอนของระบบภูมิอากาศ รวมถึงอิทธิพลจากมรสุมและพายุที่อาจทำให้ปริมาณฝนในแต่ละพื้นที่แตกต่างจากภาพรวม
ดังนั้น การเตรียมรับมือภาคใต้ต้องเผื่อไว้ทั้งสองด้าน คือรักษาความพร้อมของระบบระบายน้ำเพื่อรองรับฝนหนักปลายปี และบริหารน้ำสะสมสำหรับความเสี่ยงฝนน้อยในช่วงต้นปี 2570 พร้อมติดตามพยากรณ์ระยะสั้นและข้อมูลฝนจริงอย่างต่อเนื่อง
มกราคม-มีนาคม สัญญาณฝนน้อยขยายตัว
หลังผ่านช่วงเสี่ยงฝนหนักปลายปี ภาคใต้หลายพื้นที่มีแนวโน้มได้รับฝนต่ำกว่าค่าปกติในเดือนมกราคม 2570 จึงต้องติดตามปริมาณน้ำสะสมและวางแผนการใช้น้ำล่วงหน้า
ค่าเฉลี่ยผลพยากรณ์จากสำนักอุตุนิยมวิทยา 12 แห่งทั่วโลกยังบ่งชี้ว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2570 ไทยตอนบนส่วนใหญ่มีแนวโน้มได้รับฝนใกล้เคียงค่าปกติ ขณะที่ภาคใต้หลายพื้นที่จะมีฝนน้อยกว่าปกติ
เมื่อเข้าสู่เดือนมีนาคม สัญญาณฝนน้อยมีแนวโน้มขยายขึ้นไปยังหลายพื้นที่ของไทยตอนบน หากน้ำต้นทุนที่สะสมจากปลายฤดูฝนปี 2569 อยู่ในระดับต่ำ อาจทำให้ความตึงตัวด้านน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ ซึ่งจะเพิ่มทั้งอัตราการระเหยและความต้องการใช้น้ำ
แม้บางพื้นที่ของไทยตอนบนจะมีปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ แต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์เป็นช่วงที่มีฝนน้อยอยู่แล้วตามฤดูกาล คำว่า “ใกล้เคียงค่าปกติ” จึงไม่ได้หมายความว่าจะมีน้ำเพียงพอต่อความต้องการ หากปริมาณน้ำสะสมจากปลายฤดูฝนอยู่ในระดับต่ำ
ไทยมีโอกาสร้อนกว่าปกติสูงมากถึงเดือนมีนาคม
IRI พยากรณ์ว่า ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2569 ถึงมีนาคม 2570 ประเทศไทยมีความน่าจะเป็นสูงมากที่อุณหภูมิเฉลี่ยราย 3 เดือนจะสูงกว่าค่าปกติ
เมื่ออุณหภูมิสูงเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะฝนน้อย จะเร่งการสูญเสียความชื้นในดิน เพิ่มการระเหยของน้ำ และทำให้ความต้องการใช้น้ำของพืช ปศุสัตว์ ภาคอุตสาหกรรม และครัวเรือนเพิ่มขึ้น
รศ.ดร.วิษณุประเมินว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2570 ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มเผชิญผลกระทบในลักษณะใกล้เคียงกัน ได้แก่ ฝนน้อย ความแห้งแล้ง และอากาศร้อนรุนแรง โดยบางช่วงอาจร้อนกว่าปี 2566 และมีโอกาสที่ผลกระทบจะยืดเยื้อไปถึงเดือนมิถุนายน 2570
สภาพอากาศร้อนจัดยังเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และแรงงานกลางแจ้ง รวมถึงเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำในช่วงที่น้ำต้นทุนอาจมีอยู่อย่างจำกัด
ขณะเดียวกัน หากอากาศร้อนและแห้งทำให้เชื้อเพลิงธรรมชาติ เช่น ใบไม้และเศษวัสดุทางการเกษตรแห้งมากขึ้น เมื่อมีการจุดไฟจะเพิ่มความเสี่ยงที่ไฟจะลุกลาม กลายเป็นไฟป่าและนำไปสู่ปัญหา PM2.5 โดยเฉพาะในช่วงต้นปี
แม้แต่พื้นที่ที่ได้รับฝนใกล้เคียงหรือมากกว่าค่าปกติ ก็ยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากภัยร้อน เพราะปริมาณฝนและอุณหภูมิไม่ได้จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน
พื้นที่นอกเขตชลประทานรับความเสี่ยงมากที่สุด
กลุ่มที่มีความเปราะบางสูงคือพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน เนื่องจากพื้นที่ชลประทานของไทยครอบคลุมเพียงประมาณ 1 ใน 4 ของพื้นที่เกษตร ขณะที่อีกประมาณ 3 ใน 4 อยู่นอกเขตชลประทานและต้องพึ่งพาน้ำฝน แหล่งน้ำตามธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำขนาดเล็กเป็นหลัก
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น น้ำในดินและแหล่งน้ำจะระเหยเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันพืชก็ต้องการน้ำเพิ่มขึ้น รศ.ดร.วิษณุยกตัวอย่างว่า พืชที่เคยต้องการน้ำ 1 ลิตร อาจต้องใช้น้ำเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ลิตรภายใต้สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งกว่าเดิม
เกษตรกรและโรงงานที่ตั้งอยู่นอกเขตชลประทานจึงต้องประเมินว่า แหล่งน้ำที่มีอยู่สามารถรองรับการผลิตได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงต้องเตรียมแผนสำรอง หากเกิดการขาดแคลนน้ำหรือภาครัฐจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำ
การจัดสรรน้ำในภาวะดังกล่าวอาจกลายเป็นโจทย์ยาก เพราะน้ำต้นทุนชุดเดียวกันต้องรองรับทั้งการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้น้ำแต่ละกลุ่มอาจเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงแล้งจัด
ผลกระทบจากไร่นาสู่โรงงาน ก่อนส่งต่อถึงราคาสินค้า
หากโรงงานไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้เพียงพอ อาจต้องลดกำลังการผลิต ชะลอการรับคำสั่งซื้อ หรือไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามปริมาณและเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ ผลประกอบการ ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ของบริษัท
ผลกระทบดังกล่าวอาจส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปถึงธุรกิจขนส่ง บรรจุภัณฑ์ การค้าส่ง การค้าปลีก และการส่งออก ขณะที่ประชาชนอาจเผชิญราคาสินค้าเกษตรและอาหารที่สูงขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่ลดลงและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง หากเกษตรกรมีผลผลิตลดลงพร้อมกับต้นทุนด้านน้ำ พลังงาน ปุ๋ย อาหารสัตว์ และการจัดการโรคพืชที่สูงขึ้น รายได้สุทธิจะลดลงและเพิ่มความเสี่ยงด้านหนี้สิน โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตรที่มีภาระหนี้เดิมหรือไม่มีเงินทุนสำรอง
วิกฤตภูมิอากาศจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่สามารถส่งผ่านจากไร่นาไปยังโรงงาน ตลาดแรงงาน ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน
บริหารน้ำข้ามปีโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม
ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือภัยร้อน ภัยแล้ง และน้ำท่วมควบคู่กัน โดยวางแผนตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ ไม่ควรใช้มาตรการเดียวกันทั่วประเทศ
การบริหารน้ำต้องนำข้อมูลพยากรณ์มาใช้ร่วมกับปริมาณฝนที่ตกจริง ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ ความชื้นในดิน และความต้องการใช้น้ำของแต่ละภาคส่วน เพื่อวางแผนจัดสรรน้ำข้ามปีอย่างรอบคอบ
โจทย์สำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างการเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งกับการเตรียมพื้นที่รองรับฝนหนัก ไม่ควรเร่งกักเก็บน้ำจนมากเกินไปและเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วม หากมีพายุหรือฝนตกหนักในช่วงปลายปี
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องรักษาพื้นที่รับน้ำ ตรวจสอบทางระบายน้ำ และประเมินความสามารถในการรองรับฝนหนัก ควบคู่ไปกับการคำนวณปริมาณน้ำที่จำเป็นสำหรับภาคครัวเรือน เกษตร และอุตสาหกรรมในช่วงฤดูแล้งปี 2570
สำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ควรเร่งตรวจสอบระบบระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เตรียมเครื่องสูบน้ำ ยกอุปกรณ์และทรัพย์สินสำคัญขึ้นสู่พื้นที่สูง รวมถึงจัดทำแผนอพยพและกำหนดพื้นที่ปลอดภัยล่วงหน้า
ภาคเกษตรต้องปลูกตามน้ำที่มีจริง
ภาคเกษตรควรปรับปฏิทินเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่จริง ไม่ควรวางแผนจากข้อมูลฝนเฉลี่ยในอดีตเพียงอย่างเดียว เพราะรูปแบบฝนและอุณหภูมิกำลังเปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนมากขึ้น
พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำควรเลือกชนิดพืชและจำนวนรอบการผลิตให้เหมาะสม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เตรียมแหล่งน้ำสำรอง และติดตามความชื้นในดิน เพื่อลดการใช้น้ำที่ไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรสื่อสารข้อมูลน้ำต้นทุนและแผนจัดสรรน้ำอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจได้ก่อนเริ่มเพาะปลูก ไม่ใช่ปล่อยให้เกษตรกรลงทุนไปแล้วจึงประกาศลดการส่งน้ำภายหลัง
โรงงานแปรรูปและธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบเกษตรควรประเมินความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน เตรียมแหล่งวัตถุดิบทางเลือก ทบทวนสัญญาซื้อขาย และจัดทำแผนรองรับกรณีที่ปริมาณผลผลิตลดลงหรือต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เตรียมรับภัยร้อนและ PM2.5 ก่อนเข้าสู่ฤดูวิกฤต
การรับมือภัยร้อนควรเริ่มก่อนที่อุณหภูมิจะเข้าสู่ระดับอันตราย หน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจัดเตรียมน้ำดื่ม จุดพักคลายร้อน และพื้นที่ร่ม พร้อมปรับเวลาทำงานกลางแจ้งให้หลีกเลี่ยงช่วงที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดของวัน
กลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้มีรายได้น้อย ผู้ไม่มีเครื่องปรับอากาศ คนไร้บ้าน และแรงงานกลางแจ้ง ซึ่งอาจไม่สามารถลดการสัมผัสความร้อนได้ด้วยตนเอง
ส่วนการป้องกันไฟป่าและ PM2.5 ต้องเชื่อมโยงกับข้อมูลความแห้งแล้งและความชื้นของเชื้อเพลิงในพื้นที่ ไม่ควรรอให้เกิดจุดความร้อนจำนวนมากแล้วจึงเริ่มระดมกำลัง แต่ควรจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร สร้างแนวกันไฟ เตรียมอุปกรณ์ดับไฟ และทำงานร่วมกับชุมชนก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยงสูง
คำเตือนต้องบอกประชาชนว่า ‘ต้องทำอะไร และเมื่อใด’
การแจ้งเตือนของภาครัฐไม่ควรหยุดเพียงการบอกว่าฝนจะน้อย อากาศจะร้อน หรือน้ำท่วมอาจเกิดขึ้น แต่ต้องระบุให้ชัดว่าพื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบ ช่วงเวลาใด และประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร พร้อมจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางก่อนเกิดความเสียหาย
เพราะประเทศไทยอาจต้องเผชิญทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อน ไฟป่า และ PM2.5 ต่อเนื่องข้ามปี การรับมือจึงต้องครอบคลุมหลายความเสี่ยงและปรับได้ตามสถานการณ์ ไม่ใช่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงเริ่มแก้ไข
อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/1EMkGuJTsv/


