×

วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ เมื่อไทยเด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 75 ปี กับทางรอดเชิงโครงสร้างจากเวทีเสวนาระดับชาติ

โดย THE STANDARD TEAM
17.09.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงทางออกวิกฤตเด็กเกิดน้อยที่สุดในรอบ 75 ปีของประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ทันสมัย สถิติอย่างเป็นทางการจากกรมการปกครองเปิดเผยว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ขณะที่มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 559,684 คน ส่งผลให้ดุลประชากรติดลบอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน (-143,110 คน)

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับชาติที่นำมาสู่การจัดงานเสวนาระดับชาติ ‘วิกฤตเกิดน้อยด้อยคุณภาพ’ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ อาคารรัฐสภา ซึ่งรวบรวมรัฐมนตรี 4 กระทรวงหลัก ผู้บริหารภาคเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมกว่า 500 คน ร่วมถอดรหัสและเสนอทางออกเชิงโครงสร้างภายใต้แนวคิด ‘เกิดได้ เลี้ยงไหว ทำงานได้ ประเทศไปต่อ’

 

สัญญาณเตือนภัยเชิงสถิติ จากยุค ‘เกิดล้านคน’ สู่ภาวะประชากรหดตัว

 

หากย้อนมองมิติประชากรของไทย ในช่วงปี 2506-2526 ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดใหม่สูงเกิน 1 ล้านคนต่อปี โดยมีจุดสูงสุดในปี 2514 ที่ 1.22 ล้านคน ทว่าในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา (2558-2567) จำนวนเด็กเกิดใหม่กลับดิ่งลงถึงร้อยละ 37 จาก 736,352 คน เหลือเพียง 462,240 คน ก่อนจะลดต่ำลงอีกในปี 2568

 

สถิติจำนวนเด็กเกิดใหม่เทียบกับผู้เสียชีวิตในประเทศไทย (ปี 2558 – 2568)

 

ปี 2558: เกิด 736,352 คน

 

ปี 2561: เกิด 666,366 คน

 

ปี 2564: เกิด 544,570 คน | ตาย 563,650 คน (เริ่มเกิดน้อยกว่าตายปีแรก)

 

ปี 2567: เกิด 462,240 คน | ตาย 571,646 คน

 

ปี 2568: เกิด 416,574 คน | ตาย 559,684 คน (ต่ำสุดในรอบ 75 ปี)

 

(แหล่งข้อมูล: สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง)

 

นอกจากนี้ อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ของสตรีไทยในปัจจุบันร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.86-1.0 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรซึ่งอยู่ที่ 2.1 อย่างมาก ส่งผลให้โครงสร้างประชากรไทยเหลื่อมล้ำอย่างเห็นได้ชัด โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) สูงถึงร้อยละ 21.70 หรือ 14.96 ล้านคน ขณะที่เด็กวัย 0-14 ปี เหลือเพียงร้อยละ 15.90 หรือ 9.12 ล้านคน

 

นอกจากนี้ ยังพบความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่รายจังหวัด โดยในปี 2568 จังหวัดที่มีเด็กเกิดน้อยที่สุด คือ สมุทรสงคราม (598 คน) และ ชัยนาท (986 คน) ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 1,000 คนต่อปี ในขณะที่กรุงเทพมหานครมีการเกิดมากที่สุดที่ 45,685 คน

 

 

ไฮไลต์สำคัญของการเสวนาระดับชาติครั้งนี้อยู่ที่การประชุมกลุ่มย่อยในช่วงบ่าย ซึ่งสังเคราะห์ปัญหาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายรูปธรรม 4 ด้านหลัก เพื่อนำเสนอตรงต่อคณะรัฐมนตรี

 

“มีลูกแล้วต้องไม่จน ไม่ต้องสู้เพียงลำพัง”

 

รศ.ดร.มนสิการ กาญจนจิตรา จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอประเด็นการส่งเสริมทัศนคติการมีบุตร ว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงต้องการมีบุตร แต่ต้องชะลอหรือยกเลิกเนื่องจากมองว่าการเลี้ยงลูกให้ได้คุณภาพภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันทำได้ยากและมีต้นทุนสูง

 

หัวใจสำคัญ คือ ต้องเปลี่ยนระบบนิเวศ เพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างความมั่นคงทางอาชีพหรือการสร้างครอบครัว เพราะสาเหตุหลักของเด็กเกิดน้อย มาจากภาวะเศรษฐกิจ เทรนด์การสร้างครอบครัวที่ช้าลง ผู้หญิงอยากใช้ชีวิตโสด การดูแลเด็กไม่สอดคล้องกับการทำงาน การมีบุตรยาก

 

รศ.ดร.มนสิการ ระบุอีกว่า สิ่งที่ส่งผลกระทบทำให้ฐานภาษีหดตัว เพราะวัยทำงานและผู้จ่ายภาษีลดลง เศรษฐกิจโตช้า ต้องเร่งผลิตคนให้พอกับตลาดแรงงาน พื้นที่ชุมชนหดตัวตามประชากร รวมถึงภาวะการดูแลกระจุกตัวลูกต้องดูแลพ่อแม่และผู้สูงอายุหลายคน

 

“มีลูกแล้วต้องไม่จน ไม่ใช่เลี้ยงลูกให้มีคุณภาพแล้ว พ่อแม่ต้องเสียสละกำลังทรัพย์ต่างๆ จนเสียการงาน เราต้องไม่ให้ครอบครัวเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งว่าจะมีเศรษฐกิจที่ดีหรือจะมีครอบครัวที่ดี ต้องให้ทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน และที่สำคัญเลี้ยงลูกต้องไม่สู้เพียงลำพัง มีระบบซัพพอร์ต” รศ.ดร.มนสิการ กล่าว

 

รศ.ดร.มนสิการ ยังเสนอ 5 นโยบาย อาทิ นโยบาย Childcare อุดหนุนและจัดระบบดูแลเด็กอย่างมีมาตรฐาน ร่วมกับ นโยบาย Workplace หรือ Work-Life Balance และเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น นโยบายด้าน Financial เงินอุดหนุนลดต้นทุนการมีบุตร การขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบสิทธิประกันสังคม รวมถึงมาตรการทางภาษี โดยกำหนดให้การส่งเสริมการเกิดเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานขับเคลื่อนหลัก และตั้ง KPI ร่วมกันระหว่างทุกกระทรวง

 

ดูแลและสิทธิประโยชน์สำหรับแม่และเด็ก ขจัดปัญหารากฐาน ‘4 ไม่’

 

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข สรุปถึงการดูแลและสิทธิประโยชน์สำหรับแม่และเด็ก ว่า แม้การมีบุตรจะเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ในภาพรวมทั้งประเทศคือเรื่องของความมั่นคง เพราะการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนเปรียบเสมือนการเลี้ยงดูจากคนทั้งประเทศ ทั้งเรื่องของภาษี งบลงทุน จึงต้องขจัดอุปสรรคการมีบุตรที่เรียกว่าภาวะ ‘4 ไม่’ คือ ไม่รู้, ไม่เอื้อ, ไม่ทำ และไปไม่ถึง

 

ขณะเดียวกันที่ประชุมตระหนักถึงวิกฤตภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) ซึ่งพบสูงถึง 1 ใน 6 ของหญิงตั้งครรภ์ พร้อมผลักดันสิทธิลาคลอด 120 วันอย่างเป็นรูปธรรม เสนอปรับเพิ่มเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจาก 600 บาท/เดือน (เฉพาะครอบครัวรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท) เป็น 3,000 บาท/เดือน ครอบคลุมเด็กทุกคนแบบถ้วนหน้า ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 6 ปี โดยเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อเชื่อมสิทธิประโยชน์ และเสนอลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับสถานประกอบการและโรงงานที่จัดตั้งศูนย์รับเลี้ยงเด็กเล็ก หรือห้องบีบเก็บน้ำนมภายในสถานที่ทำงาน

 

ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อเด็กทุกคน

 

ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง อว. เผยถึงวิกฤตด้านการศึกษาว่า โรงเรียนขนาดเล็กที่พุ่งสูงถึง 16,000 แห่งทั่วประเทศ และมีปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา วิกฤตเด็กเกิดน้อย และ AI ส่งผลต่อด้านแรงงาน จึงมีข้อเสนอนโยบายหลักประกันการศึกษาถ้วนหน้า เสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เสริมสมรรถนะและสุขภาวะครู เสนอจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาตามความจำเป็นของเด็กกลุ่มเปราะบางและพื้นที่ห่างไกล แทนการจัดสรรตามจำนวนหัวแบบเดิม เร่งขับเคลื่อนแนวทาง Learn to Earn มุ่งสู่เป้าหมาย Zero Dropout โดยเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้สอนมาเป็นผู้แต่งเติมประสบการณ์

 

อย่างไรก็ตาม มีรายงานถึงภาวะ ‘IQ สองขั้ว’ ในเด็กไทย ทั้งกลุ่ม IQ สูงเกินมาตรฐานและกลุ่ม IQ ต่ำกว่า 90 สูงถึงร้อยละ 11 รวมถึงปัญหาพัฒนาการด้านภาษาล่าช้าอันเนื่องมาจากการติดหน้าจอ

 

 

ปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายให้เท่าทันยุคสมัย

 

กิตติพศ กำเหนิดฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นำเสนอแนวทางขจัดความกระจัดกระจายของกฎหมายคุ้มครองแม่และเด็ก ว่า ภาพรวมกฎหมายแม่และเด็กที่สภาออกไป เริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงเด็กอายุ 18 ปี การคุ้มครองยังไม่ต่อเนื่องทั้งชีวิต จึงควรปรับปรุงหรือเพิ่มกฎหมายใหม่ เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ

 

พบว่ามีช่องว่างทางกฎหมาย จึงต้องเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก เพื่อปกป้องเด็กจากภาวะโภชนาการล้นเกินและโรคอ้วน

 

“การบริโภคของลูกหลานเราเปลี่ยนแปลงไปจากยุคเรา อาหารตามท้องตลาดเราไม่ทราบว่าเหมาะกับเด็กหรือไม่ มีไขมันสูง มีน้ำตาลในปริมาณเยอะเกินที่เด็กจะรับได้หรือไม่ รวมทั้งโซเดียมที่มากเกินไป เราไม่มีกฎหมายมาควบคุม เราปล่อยให้เด็กมาเผชิญกับการเลือกซื้อตามความรู้สึกตัวเอง”

 

และเพื่อคุ้มครองเด็ก จึงอยากให้มี ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กจากสื่อออนไลน์ บางประเทศกำหนดอายุไม่ถึง 15 ปีในการเข้าถึงสื่อออนไลน์ ซึ่งการออกกฎหมายไม่ใช่การลอกเลียนแบบต่างประเทศ แต่ใช้ประสบการณ์ ดูพฤติกรรมของคนในประเทศประกอบ

 

นอกจากนี้ ยังมีกฎหมาย พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อยกเลิก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว แต่เมื่อใช้ไปแล้วเกิดปัญหาทั้งเรื่องบุคลากรและเครื่องมือการใช้ จึงได้ออกพระราชกำหนดเพื่อเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายนี้ออกไป เพราะกฎหมายนี้เป็นการรวมการป้องกันกับการส่งเสริมคุ้มครองเข้าด้วยกัน ถ้าเราแยกการป้องกันออกจากการกระทำความผิดทางอาญาในครอบครัวเชื่อว่าทรัพยากรในการบังคับใช้กฎหมายจะน้อยลง และสามารถกำหนดหลักการใหม่ๆ เพื่อให้พ่อแม่รุ่นใหม่เห็นว่า การจะมีลูกคนหนึ่งจะได้รับการปกป้องอย่างไร ทำให้สามารถส่งเสริมการมีลูกเพิ่มขึ้นได้

 

 

เสียงจากผู้นำนโยบาย เปลี่ยน ‘สวัสดิการ’ เป็น ‘การลงทุนในทุนมนุษย์’

 

ช่วงการเสวนาวิชาการโดยผู้แทนภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมสะท้อนมุมมองสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนกรอบคิดจากการมองเรื่องเด็กเป็นเพียง ‘สวัสดิการ’ ไปสู่ ‘การลงทุนในทุนมนุษย์’

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การแก้ปัญหาวิกฤตประชากรต้องทำทั้งระบบ กระทรวง อว. มุ่งนำวิทยาศาสตร์และวิจัยมาดูแลตั้งแต่ ‘เกิดได้ เกิดดี โตดี เก่งดี’ พร้อมสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนก้าวขึ้นมาเป็น Rising Star ผ่านแนวคิด 5 Hopes

 

ขณะที่ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า Every birth matters ยิ่งเกิดน้อย ยิ่งต้องมีคุณภาพ การลงทุนในพัฒนาการเด็กช่วง 2,500 วันแรกของชีวิต ให้ผลตอบแทนคืนสู่สังคมถึง 7 เท่า และการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวให้ผลตอบแทนสูงถึง 44 เท่า

 

“ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนแรงงาน โดยแรงงานภาคการผลิต 6.39 ล้านคนกำลังหดตัว คำตอบจึงไม่ใช่การหาแรงงานเพิ่มขึ้นอย่างเดียว แต่คือทำอย่างไรให้แรงงาน 1 คนสร้างมูลค่าได้สูงขึ้น และเปลี่ยนสถานประกอบการให้เป็นพื้นที่ที่ทำงานและสร้างครอบครัวไปพร้อมกันได้” วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตโครงสร้างประชากรจากอัตราการเกิดลดลงและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ การสร้างระบบที่เอื้อต่อการมีครอบครัวที่ยั่งยืนไม่ได้มุ่งแค่เพิ่มการเกิด แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อม สวัสดิการ และระบบสนับสนุนที่ทำให้ประชาชนมั่นคง มีความพร้อมในการเลี้ยงดูบุตร ควบคู่กับการดูแลวัยทำงานและผู้สูงอายุ ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วนในระยะยาว

 

ด้าน ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า เราต้องทำทั้ง 2 ทางพร้อมกัน คือต่อสู้เพื่อรักษาความยั่งยืนของประชากร ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยี AI และหุ่นยนต์มาใช้เพิ่มผลิตภาพ เพื่อชดเชยกำลังคนที่ลดลง เหมือนโมเดลในประเทศสแกนดิเนเวีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

 

โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวย้ำว่า การจัดงานครั้งนี้ต้องไม่เป็นเพียงพิธีกรรม แต่สภาผู้แทนราษฎรพร้อมจับมือกับกระทรวงสาธารณสุขและภาคีเครือข่าย รวบรวมข้อสรุปจากทั้ง 4 ห้องสัมมนา จัดทำเป็นรายงานเสนอตรงต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดเป็นนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน

 

ขณะเดียวกัน ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ สภาฯ เตรียมขับเคลื่อนการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรค รวมถึงเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อสร้างหลักประกันให้เด็กไทยทุกคนได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย มีคุณภาพ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศไปต่อได้อย่างยั่งยืน

 

ที่มา:

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising