ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มี ‘สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเอื้อต่อการดำเนินงาน’ มากที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออก แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลับเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างที่กำลังกดทับศักยภาพการเติบโตของภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นสำคัญ
นี่คือภาพสะท้อนจากรายงาน Enterprise Surveys Thailand 2025 ของธนาคารโลก ที่สำรวจบริษัทเอกชนไทยกว่า 813 แห่ง ระหว่างเดือนเมษายน 2025 ถึงกุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ‘จุดแข็ง’ และ ‘จุดอ่อน’ ของไทยกำลังเคลื่อนตัวไปคนละทิศทาง
ระบบพื้นฐานยังแข็ง ไทยได้เปรียบในเวทีภูมิภาค
รายงานระบุว่า ไทยยังคงมีต้นทุนการทำธุรกิจเชิงระบบที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมิติที่เกี่ยวข้องกับรัฐและโครงสร้างพื้นฐาน
ธุรกิจไทยเพียง 13.2% ที่ประสบปัญหาไฟฟ้าดับ เทียบกับ 43.5% ในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ขณะที่ความถี่เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 0.1 ครั้งต่อเดือน สะท้อนเสถียรภาพของระบบพลังงานที่เอื้อต่อการผลิต
ในด้านกฎระเบียบ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทไทยใช้เวลาเพียง 0.3% ของเวลาทำงานในการจัดการกับข้อกำกับของรัฐ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 7.4% อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่กระบวนการทางการค้า เช่น การผ่านพิธีศุลกากร ใช้เวลาเพียง 2.6 วันสำหรับการส่งออก และ 3.8 วันสำหรับการนำเข้า เร็วกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่อยู่ที่ 8.7 และ 11 วันตามลำดับ
นอกจากนี้ ไทยยังมีระดับ financial inclusion สูง โดย 96.9% ของธุรกิจมีบัญชีธนาคาร และมีอัตราการเข้าสู่ระบบ (formalization) ตั้งแต่เริ่มต้นสูงถึง 88.2%
ในมิติของทุนมนุษย์ ไทยยังโดดเด่นด้านการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในภาคธุรกิจ โดยเกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทมีผู้บริหารหญิง (48.9%) สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค
‘เครื่องยนต์การเติบโต’ เริ่มสะดุด
แม้โครงสร้างพื้นฐานจะเอื้อ แต่ข้อมูลกลับชี้ว่า ภาคธุรกิจไทยเติบโตช้ากว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ
โดยอัตราการเติบโตของการจ้างงานอยู่ที่เพียง 1.3% ต่อปี เทียบกับ 6.4% ในภูมิภาค ขณะที่ยอดขายจริงเติบโตเพียง 2.6% เทียบกับ 8.7%
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า “ปัญหาของไทยไม่ใช่การเริ่มต้นธุรกิจ แต่คือการขยายธุรกิจ”
จุดอ่อนเชิงลึก: ทักษะ การจัดการ และโครงสร้างการแข่งขัน
รายงานชี้ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ คุณภาพการบริหารจัดการขององค์กร โดยไทยมีคะแนนดัชนีเพียง 35.8 จาก 100 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 55.2
ขณะที่มีเพียง 26.6% ของบริษัทที่จัดการฝึกอบรมพนักงานอย่างเป็นทางการ สะท้อนการลงทุนด้านทุนมนุษย์ที่ยังจำกัด
ปัญหา ‘ทักษะแรงงาน’ ถูกระบุเป็นอุปสรรคสำคัญ โดย 13.3% ของบริษัทมองว่าเป็นข้อจำกัดหลัก โดยเฉพาะในธุรกิจขนาดกลางและใหญ่

อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างการแข่งขันยังถูกบิดเบือนจากเศรษฐกิจนอกระบบ (informal sector) โดย 29.8% ของธุรกิจระบุว่าต้องแข่งขันกับกิจการที่ไม่ได้จดทะเบียน
ขณะที่ 17.4% มองว่า informal practices เป็นอุปสรรคหลัก สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค
โลจิสติกส์-คอร์รัปชัน-การเงิน: ‘คอขวดใหม่’ ของเศรษฐกิจ
แม้การค้าระหว่างประเทศจะมีประสิทธิภาพ แต่ ‘ระบบขนส่งภายในประเทศ’ กลับถูกระบุว่าเป็นอุปสรรคอันดับต้น ๆ โดย 17.1% ของธุรกิจมองว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญ และในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง 34.7%
ในด้านธรรมาภิบาล 19% ของธุรกิจรายงานว่าเคยเผชิญการเรียกรับสินบน และ 27.1% ระบุว่ามีการเรียกรับเงินในกระบวนการขอใบอนุญาตก่อสร้าง
ขณะที่ระบบการเงิน แม้เข้าถึงได้ แต่ยัง ‘ไม่สนับสนุนการลงทุน’ อย่างเต็มที่ โดยมีเพียง 13.2% ของบริษัทที่ใช้สินเชื่อธนาคารในการลงทุน ขณะที่ 86.5% ใช้เงินทุนภายใน

บทสรุป: ไทยกำลังเผชิญ ‘กับดักศักยภาพ’
ภาพรวมของรายงานสะท้อนว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาเศรษฐกิจ
จากประเทศที่เคยได้เปรียบด้าน ‘ต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐาน’ กำลังเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันขึ้นอยู่กับ ‘คุณภาพของคน องค์กร และนวัตกรรม’
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การทำให้ ‘ทำธุรกิจได้ง่าย’ แต่คือการทำให้ ‘ธุรกิจเติบโตได้จริง’
และหากไม่สามารถยกระดับทักษะแรงงาน ปรับปรุงการบริหารองค์กร ลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง และปลดล็อกระบบการเงินได้ ความเสี่ยงในระยะยาวอาจไม่ใช่เพียง ‘การเติบโตที่ชะลอ’ แต่คือการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคที่กำลังเร่งเครื่องอย่างต่อเนื่อง
ภาพ: Quality Stock Arts / Shutterstock

