×

สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษีอีก 60 ประเทศ ‘ไทย’ โดนด้วยอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าผลิตจาก ‘การบังคับใช้แรงงาน’

03.06.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อขึ้นภาษี 60 ประเทศ ไทยโดนด้วย 12.5%

สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 จ่อขึ้นภาษี 60 เขตเศรษฐกิจ ไทยโดนด้วยอีก 12.5% จากปมนำเข้าสินค้าที่ผลิตจาก ‘การบังคับใช้แรงงาน’ แต่ยังเปิดช่องให้ไทยยื่นอุทธรณ์ได้ ด้านดร.พิพัฒน์ KKP แนะไทยเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงานสากล รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าโลกยุคใหม่ เพื่อให้ได้อัตราภาษีลดลงเหลือ 10% หลังกัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และอินโดนีเซียต่างก็ทำข้อตกลงลักษณะนี้ไปแล้ว

 

 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้มีคำวินิจฉัยภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายว่าด้วยการค้าปี 1974 ว่าการกระทำ นโยบาย และการปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจ รวมถึง ‘ประเทศไทย’ ล้มเหลวในการกำหนดหรือบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากการบังคับใช้แรงงาน (Forced Labor) ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้าสหรัฐฯ โดยเสนอเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% จากสินค้าส่งออกไทยทุกประเภท ยกเว้นสินค้าในบัญชียกเว้น (Annex A)

 

โดยเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า “การที่คู่ค้าที่สำคัญที่สุดของเราละเลยที่จะจัดการกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้แรงงานชาวอเมริกันถูกบีบให้ต้องแข่งขันในระดับสากลบนสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม”

 

พร้อมกล่าวต่อว่า “เราจะไม่ทนต่อความเหลื่อมล้ำนี้อีกต่อไป แม้คู่ค้าบางรายได้เริ่มดำเนินการในขั้นต้นเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับแล้ว ซึ่งรวมถึงการดำเนินการผ่านข้อตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) และข้อผูกพันในข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน อย่างไรก็ตาม คู่ค้าของเราแต่ละรายจะต้องดำเนินการให้มากกว่านี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการค้าจะไม่ไปส่งเสริมและตอกย้ำการใช้แรงงานบังคับให้ฝังรากลึกในระดับโลกอย่างบิดเบือน”

 

เปิดรายชื่อ 60 เขตเศรษฐกิจโดนภาษี ไทยโดน 12.5%

 

USTR ระบุถึงการแบ่งกลุ่มจัดเก็บภาษีดังกล่าวเป็น 2 อัตรา โดยระบบเศรษฐกิจที่มีมาตรการห้าม ‘บางส่วน’ หรือมีข้อผูกพันที่จะบังคับใช้กฎหมายผ่านข้อตกลงทางการค้า จะถูกเสนอให้จัดเก็บภาษีเพิ่มในอัตรา 10% ขณะที่ระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ไม่มีกลไกดังกล่าวจะถูกเสนอให้จัดเก็บในอัตรา 12.5%

 

โดยระบบเศรษฐกิจจำนวน 54 แห่งต่อไปนี้ ละเลยที่จะกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แอลจีเรีย แองโกลา อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บาฮามาส บาห์เรน บังกลาเทศ บราซิล กัมพูชา ชิลี สาธารณรัฐประชาชนจีน โคลอมเบีย คอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน อียิปต์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา กายอานา ฮอนดูรัส ฮ่องกง อินเดีย อิรัก อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน คาซัคสถาน คูเวต ลิเบีย มาเลเซีย โมร็อกโก นิวซีแลนด์ นิการากัว ไนจีเรีย นอร์เวย์ โอมาน เปรู ฟิลิปปินส์ กาตาร์ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ศรีลังกา สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน ไทย ตรินิแดดและโตเบโก ตุรกี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร อุรุกวัย เวเนซุเอลา และเวียดนาม

 

ขณะที่ ระบบเศรษฐกิจจำนวน 6 แห่งต่อไปนี้ ละเลยที่จะบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ แคนาดา เอกวาดอร์ สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย เม็กซิโก และปากีสถาน

 

ไทยทำอย่างไรต่อ? ยื่นคำร้องขอเข้าชี้แจงภายใน 22 มิ.ย. ส่งเอกสารภายใน 6 ก.ค.

 

สำหรับกระบวนการขั้นต่อไป USTR จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียและสาธารณชน โดยมีกำหนดให้ยื่นคำร้องขอเข้าชี้แจงภายในวันที่ 22 มิถุนายน และยื่นข้อคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 6 กรกฎาคม ก่อนที่ USTR จะจัดฟังสรุปและกระบวนการไต่สวนสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาขั้นสุดท้ายก่อนประกาศบังคับใช้มาตรการจริงต่อไป

 

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่า ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่เรียกเก็บภายใต้กฎหมาย IEEPA ขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ภาษีที่ไทยต้องเผชิญลดลงเหลือเพียง 10% ภายใต้มาตรา 122 ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม มาตรา 122 มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่ใช้ได้เพียง 150 วันและจะหมดอายุราววันที่ 24 กรกฎาคมนี้

 

อย่างไรก็ตาม ไทยกลับโดนสหรัฐฯ สอบสวนภายใต้ Section 301 ของกฎหมายการค้า ซึ่งไม่มีเพดานอัตราภาษีและไม่มีวันหมดอายุ ใน 2 ประเด็น ได้แก่ กำลังการผลิตเกินความจำเป็น (Excess Manufacturing Capacity) และ แรงงานบังคับ (Forced Labor) นี้

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์) ให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมเจรจาการค้าสหรัฐอเมริกา (ทีมไทยแลนด์) เพื่อขับเคลื่อนการเจรจามาตรการภาษี และปกป้องสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

 

KKP วิเคราะห์อิเล็กทรอนิกส์ไทยรอด แต่สินค้าเกษตร-อาหารแปรรูปยังน่าห่วง

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่าน Facebook โดยตั้งข้อสงสัยว่า 60 ประเทศที่โดนนับเป็น 99% ของการนำเข้าสหรัฐ และในบรรดาประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ 15 อันดับแรก อยู่ใน List นี้หมดเลย แค่โดน 10% หรือ 12.5% เรียกว่าโดนกันถ้วนหน้าและก็อาจจะสงสัยได้ว่าสหรัฐฯ เอามาตรการนี้มาแทน reciprocal tariff หรือเปล่า

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า ข่าวดีคือสินค้าส่งออกหลักของไทยอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดได้รับการยกเว้น ไม่ว่าจะเป็น HDD คอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือจอแสดงผล รายการยกเว้นนี้สอดคล้องกับที่เคยกำหนดไว้ในมาตรการภาษีตอบโต้ก่อนหน้า สะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ของโลกอยู่

 

อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ ได้รับผลกระทบจริง คือสินค้าที่ไม่อยู่ในรายการยกเว้น เช่น อาหารทะเลแปรรูป (ทูนา กุ้ง) ข้าว อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และชิ้นส่วนยานยนต์บางประเภท ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ไม่น้อย

 

แนะไทยเร่งยกระดับมาตรฐานแรงงานสากล รับมือมาตรการกีดกันทางการค้าโลกยุคใหม่

 

ดร.พิพัฒน์ระบุต่อว่า ทางออกมีชัดเจน ประเทศที่ผูกพันตนในการออกกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับผ่านข้อตกลงทวิภาคี (ART) จะได้อัตราภาษีที่ลดลงเหลือ 10% โดยกัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และอินโดนีเซียต่างก็ทำข้อตกลงนี้ไปแล้ว ส่วนไทยยังไม่ได้ดำเนินการ กำหนดส่งความเห็นลายลักษณ์อักษรคือ 6 กรกฎาคม และมีการพิจารณาสาธารณะวันที่ 7 กรกฎาคม

 

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าผลการสอบสวนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คือการที่ทุกอย่างมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน Section 122 จะหมดอายุราววันที่ 24 กรกฎาคม การพิจารณาเรื่องแรงงานบังคับเสร็จสิ้นวันที่ 7 กรกฎาคม

 

และผลการสอบสวนเรื่องกำลังการผลิตเกินก็กำหนดออกมาในช่วงเวลาเดียวกัน หากทั้งสองมาตรการ Section 301 บังคับใช้พร้อมกันในวันที่ Section 122 หมดอายุ ไทยอาจเผชิญกับภาษีใหม่หลายชั้นโดยไม่มีช่วงเปลี่ยนผ่าน

 

ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ สหรัฐฯ ยังมีการสอบสวน Section 301 อีกหลายเรื่องที่อยู่ในท่อ ครอบคลุมประเด็นดิจิทัล ภาคบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา และอื่นๆ

 

แต่ที่สำคัญกว่าคือ สิ่งที่สหรัฐฯ น่าจะต้องการจริงๆ คือ กดดันให้แต่ละประเทศทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี (ART) ที่ครอบคลุมหลายประเด็นพร้อมกัน ทั้งด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การเปิดตลาด และการลดการพึ่งพาสินค้าจีน ประเทศที่ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้เร็วไม่เพียงแต่จะได้ภาษีที่ต่ำลง แต่ยังได้ความแน่นอนและความสัมพันธ์ทางการค้าที่มั่นคงกว่า

 

สำหรับไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่แค่การเจรจาลดภาษี แต่อยู่ที่ข้อตกลง ART อาจมาพร้อมกับเงื่อนไขเปิดเสรีที่กระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งภาคเกษตร บริการดิจิทัล การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และมาตรฐานแรงงาน

 

บางเรื่องก็อาจจะส่งผลดีต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในขณะที่บางเรื่องก็อาจจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาดบ้าง

 

การเจรจาจึงไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นกำหนดทิศทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในทศวรรษหน้า และหาทางเพื่อปรับตัวและลดผลกระทบในระยะสั้น” ดร.พิพัฒน์ระบุ

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories