แบงก์ชาติวางเกณฑ์กำกับสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) เช่น กำหนดอายุผู้ใช้ ประเภทสินค้า เพดานดอกเบี้ย คาดเริ่มบังคับใช้ปลายปี 2569 นี้ หลังขนาด BNPL ในไทยทะลุ 1.79 หมื่นล้านบาท ส่วนบัญชีผู้ใช้ทะลุ 4.91 ล้านบัญชี โตเฉลี่ย 99.9% ต่อปี ห่วงบ่มเพาะนิสัยการบริโภคตอนไม่มีเงิน โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ที่นักศึกษาและ First Jobber ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อย แต่กลับมีอัตราการค้างชำระหนี้ (NPL) สูงกว่ากลุ่มอื่น
ในงาน ‘Governor Connect: ผู้ว่าการพบสื่อมวลชน’ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กำกับดูแลสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) หลังจากเทรนด์การเติบโตอย่างเร็วของสินเชื่อประเภทดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้มีอายุน้อยต่ำกว่า 30 ปี พร้อมแสดงความกังวลต่อลูกหนี้กลุ่ม ‘นักศึกษาและ First jobber’ ที่มีอัตราค้างชำระหนี้ ‘มากกว่า’ กลุ่มอื่นๆ
แบงก์ชาติเปิดข้อมูล BNPL ในไทย
จากการรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้บริการ BNPL รายใหญ่ 6-8 ราย พบว่า
มูลค่าสินเชื่อ BNPL อยู่ที่ 17,908 ล้านบาทในปี 2567 ขยายตัว 38% จากปีก่อน ขณะที่จำนวนบัญชีเพิ่มจากประมาณ 6.2 แสนบัญชี ในปี 2564 เป็นเกือบ 4.91 ล้านบัญชี ในปี 2567 คิดเป็นการขยายตัวเฉลี่ย 99.9% ต่อปี สำหรับจำนวนผู้ใช้งาน BNPL ในปี 2568 ผู้ว่าการธปท.คาดว่า จะทะลุ 5-6 รายไปแล้ว
“ผมว่าปี 2568 จำนวนผู้ใช้จะไปอยู่ที่ 5-6 ล้านราย น่าจะขึ้นเร็วมาก จากค่าเฉลี่ยการเติบโต 99.9% ต่อปี แล้วก็ปริมาณการซื้อก็โต 38% ต่อปี มหาศาลจริงๆ เด็กอายุน้อย First jobber ก็เลยเป็น NPL เร็วมาก อันนี้ต้อง ต้องระวัง”
แบงก์ชาติยังระบุว่า ข้อมูล ‘จำนวนผู้ใช้’ BNPL รวบรวมจากผู้ประกอบการ BNPL รายใหญ่จำนวน 6 ราย แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อ ขณะที่มูลค่าสินเชื่อ BNPL รวบรวมจากงบการเงินของผู้ประกอบการ BNPL รายใหญ่จำนวน 8 ราย แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อเช่นเดียวกัน

จับตาจำนวนผู้ใช้ BNPL ในไทยอาจสูงกว่าที่แบงก์ชาติคิด
ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากรายงาน How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential โดย IDC และ 2C2P ระบุว่า ในประเทศไทย ผู้ให้บริการ BNPL ที่โดดเด่น ได้แก่ Atome, TrueMoney Next และ SPayLater
โดยรายงานยังระบุว่า BNPL เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้ประมาณ 5 ปี แล้ว โดยในปี 2568 พบว่า มีผู้ใช้งาน BNPL ในไทยจำนวน 7.0 ล้านคน สำหรับความเร็วในการเติบโตพบว่า ตลาดไทยใช้เวลาเฉลี่ย 8.6 เดือน ในการเพิ่มผู้ใช้งานใหม่ทุกๆ 1 ล้านคน
สำหรับส่วนแบ่งการตลาดและมูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ (Market Share & Gross Transaction Value) BNPL ในไทย ระบุว่า ในปี 2024 BNPL มีส่วนแบ่ง 4% จากมูลค่าธุรกรรมรวม 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในปี 2026 คาดการณ์ว่า BNPL จะมีส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 5% จากมูลค่าธุรกรรมรวมที่คาดว่าจะโตขึ้นเป็น 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปี 2029 คาดการณ์ว่า BNPL จะมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นถึง 7% จากมูลค่าธุรกรรมรวมที่ 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

BNPL ในไทยใช้ไลเซนส์อะไรให้ถูกกฎหมาย แบงก์ชาติดูแลได้แค่ไหน?
ผู้ว่าการธปท.กล่าวต่อว่า ในระบบนิเวศ Buy Now Pay Later ในไทยจะครอบคลุมผู้ประกอบการอยู่ 2 แบบ ได้แก่ (1.) ผู้ใช้ใบอนุญาตให้สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital P-Loan) ที่ธปท.ดูแลอยู่ ซึ่งการปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์รายได้ แต่ต้องใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) โดยปล่อยสินเชื่อได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 25% (2.) ผู้ประกอบการที่ปล่อยสินเชื่อทั่วไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ ดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี
ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 654 ได้วางหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินไว้ว่า “ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี”
“ผู้ประกอบการ Buy Now Pay Later มักจะใช้ใบอนุญาต Digital P-loan ที่แบงก์ชาติควบคุมอยู่ พร้อมตั้งอีกบริษัทขนานกันมาทำสินเชื่อโดยใช้ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ ถามว่าทำไม เพราะว่า ปล่อยได้มากกว่า 20,000 บาทเท่าไหร่ก็ได้ แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 15% ดังนั้น สิ่งที่เราจะเข้าไปกำกับ ไม่ใช่ Online Platform แต่กำกับบริษัทที่ปล่อยสินเชื่อ 2 ประเภทนี้” วิทัยกล่าว

แบงก์ชาติเตรียมกำกับอะไร? เริ่มเมื่อไหร่?
วิทัยกล่าวต่อว่า การใช้สินเชื่อ BNPL ที่ใช้งานได้ง่าย แต่บางครั้งผู้บริโภคอาจได้รับวงเงินและการผ่อนจ่ายไม่รู้ตัว ซึ่งหากไม่จัดการให้ดี จะเสี่ยงทำให้ผู้บริโภคเป็นหนี้เร็วและก่อหนี้โดยไม่จำเป็นหรือไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกลุ่มอายุน้อยและรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้และเป็น NPL สูงอยู่แล้ว
“บางคนซื้อของโดยใช้วงเงิน BNPL ด้วยไม่รู้ตัวด้วย นอกจากจะไม่รู้ตัวว่า ได้วงเงิน แพลตฟอร์มยัง opt-in เลือกจ่ายแบบใช้วงเงิน BNPL ทันที ถ้าไม่คลิกออก กลายเป็นว่า ผู้ใช้ได้ใช้วงเงินสินเชื่อไปเลย จุดนี้ผมไม่สบายใจต้องเข้าไปดู”
เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว ธปท. อยู่ระหว่างพิจารณาเข้าไปกำกับ และวางกติกาเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการ ตัวอย่างเช่น
- คุณสมบัติผู้ใช้บริการ เช่น กำหนดอายุขั้นต่ำ
- ขอบเขตการให้บริการ เช่น กำหนดประเภทสินค้า/มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ
- เพดานดอกเบี้ย เช่น อัตราดอกเบี้ยสูงสุด
รวมไปถึง แนวทางการให้ข้อมูลลูกค้าและเสนอสินเชื่อ เช่น ต้องให้ข้อมูลต้องครบถ้วน เข้าใจง่าย ไม่กระตุ้นให้กู้ยืม ต้องไม่มีกรณีลูกค้าได้รับวงเงิน สินเชื่อโดยไม่รู้ตัว และต้องไม่ให้ลูกค้าชำระ BNPL โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ธปท.อาจจะวางกติกาให้ผู้ประกอบการประเมินศักยภาพการชำระคืน เช่น การผ่อนชำระสินค้ามูลค่าสูงต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงมากขึ้น
“สินค้าหลายอย่างไม่ควรจะ Buy Now Pay Later ได้ เช่น ชานม 106 บาท บางคนบอกผม กินข้าวมันไก่ 50 กว่าบาท กินเสร็จผ่อนต่อไปอีก 4 เดือน อันนี้คงชัดว่า จริงๆ ก็ไม่จำเป็นในการสร้างนิสัยการบริโภคตอนไม่มีเงิน นับเป็นสร้างหนี้เร็วเกินไป แล้วดอกเบี้ยก็แพง” วิทัยกล่าว
โดยผู้ว่าการธปท. คาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับ BNPL ที่ชัดเจนภายใน ต.ค.–พ.ย. ปีนี้ ก่อนจะเริ่มมีผลกำกับได้ภายในสิ้นปีนี้ ผ่านการออกประกาศของธปท.

