ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับเวทีการประชุมความมั่นคงที่น่าจับตามองที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่าง Shangri-La Dialogue โดยในปีนี้มาพร้อมกับธีมการรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ และความมั่นคงทางทะเล ซึ่งยิ่งสอดคล้องกับสถานการณ์เดือดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซไปจนถึงปัญหาทะเลจีนใต้
ประเด็นสำคัญ
ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งที่ระอุขึ้น เวทีแชงกรีลาตอกย้ำให้เห็นถึงพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งการเดินหมากของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ไปจนถึงการสลับบทบาทครั้งสำคัญในภูมิภาคอาเซียน เมื่อเพื่อนบ้านอย่าง ‘เวียดนาม’ กำลังผงาดขึ้นเป็นดาวรุ่งที่เวทีโลกต่างแย่งชิงตัว ในขณะที่ ‘ไทย’ กลับต้องเผชิญกับคำถามตัวโตถึงจุดยืนและความสำคัญที่เริ่มเลือนหายไปจากสมการ
เกิดอะไรขึ้นบ้างที่สิงคโปร์ สมดุลอำนาจของภูมิภาคกำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน? THE STANDARD พูดคุยกับ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS Thailand) และอาจารย์ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศจีนและเอเชียตะวันออก ที่เข้าร่วมการประชุมแชงกรีลาเพื่อเก็บตกประเด็นสำคัญ
บรรยากาศประชุมแชงกรีลาปี 2026 เป็นอย่างไร
อ.พงศ์พิสุทธิ์ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า บรรยากาศของการประชุมแชงกรีลาปี 2026 ไม่ได้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ มากนัก เพราะยังคงมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมหาศาล ถือเป็นการประชุมด้านความมั่นคงที่ใหญ่และสำคัญที่สุดเวทีหนึ่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
โดยปกติ ผู้เข้าร่วมการประชุมแชงกรีลาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท กลุ่มแรกคือ Track 1 ประกอบด้วยตัวแทนของภาครัฐที่อยู่ในแวดวงการกำหนดนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคง เช่น ข้าราชการระดับสูงในรัฐบาล กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ โดยมักมาร่วมงานเพื่อแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์โลกและภูมิภาค รวมถึงอธิบายนโยบายของรัฐบาลว่า กำลังเน้นย้ำหรือให้ความสำคัญกับเรื่องใดในปัจจุบัน
ขณะที่กลุ่มที่สองเรียกว่า Track 2 หรือกลุ่มที่ไม่ใช่ตัวแทนของรัฐ โดยมักจะเป็นกลุ่ม Think Tank และนักวิชาการที่ศึกษาการเมืองระหว่างประเทศ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง อีกกลุ่มหนึ่งคือ Track 3 คือ ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการทหารและความมั่นคง เช่น บริษัทผลิตอาวุธ อากาศยาน เทคโนโลยี เช่น Airbus, Boeing, Lockheed Martin, Rolls-Royce และ Meta
สำหรับธีมหลักของการประชุมแชงกรีลาในปี 2026 คือ การรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ และความมั่นคงทางทะเล (Maritime Security) ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่เชื่อมโยงกับวิกฤตการณ์ทั่วโลก เช่น สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามอิหร่าน, ความมั่นคงในช่องแคบมะละกา, ข้อพิพาททะเลจีนใต้ ไปจนถึงประเด็นช่องแคบไต้หวัน แม้ไม่ได้ถูกพูดถึงโดยตรงบนเวที แต่พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตต่อเนื่องทางทะเลที่ตั้งอยู่บริเวณตอนบนของทะเลจีนใต้ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกโยงเข้ามารวมในประเด็นนี้ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงประเด็นความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น เทคโนโลยี AI, อาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงทางไซเบอร์ โดยถูกสอดแทรกเข้าไปในสุนทรพจน์ภาพรวม
สุนทรพจน์ประเทศใดน่าจับตามองบ้าง
ปกติแล้ว สุนทรพจน์ของประเทศมหาอำนาจในเวทีแชงกรีลา โดยเฉพาะสหรัฐฯ และจีน รวมถึงมหาอำนาจในภูมิภาคมักได้รับการให้ความสำคัญอันดับต้นๆ เป็นทุนเดิม เช่นเดียวกับในปี 2026 โดย อ.พงศ์พิสุทธิ์ระบุว่า สุนทรพจน์ของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีความโดดเด่นและเป็นที่น่าจับตามองมากที่สุด
ในกรณีสหรัฐอเมริกา ผู้อำนวยการ ISIS Thailand มองว่า การขึ้นพูดของตัวแทนระดับสูงจากสหรัฐฯ มักจะสร้างความสนใจ และมี ‘ดราม่า’ ให้คนติดตามอยู่ตลอดเวลา โดยในปีนี้ คือ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เป็นผู้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ซึ่งมาพร้อมกับจุดยืนเดิมอย่างการตอกย้ำว่า สหรัฐฯ เป็นชาติในแปซิฟิก และขอให้ชาติพันธมิตรช่วยจ่ายงบประมาณทางการทหาร จนมีวาทะติดตลกอย่าง “เราไม่ต้องการการประชุมที่มากขึ้น เราต้องการกำลังรบเพิ่ม ลดการประชุมแชงกรีลา เพิ่มเรือดำน้ำให้มากขึ้นซะ”
อ.พงศ์พิสุทธิ์วิเคราะห์ว่า การที่สหรัฐฯ ยังย้ำจุดยืนเดิม อย่างการเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคแปซิฟิก ไม่ได้สร้างความประหลาดใจแต่อย่างใด แม้จะมีนักวิเคราะห์บางส่วนย้ำว่า สหรัฐฯ ไม่สนใจภูมิภาคนี้แล้ว แต่อาจารย์เห็นตรงกันข้ามว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงให้ความสำคัญอยู่ หากแต่ในปัจจุบัน สหรัฐฯ ต้อง ‘จัดลำดับความสำคัญ’ เพื่อไปบริหารกับวิกฤตที่เร่งด่วนกว่าอย่างสงครามในตะวันออกกลาง ภูมิภาคแปซิฟิกจึงไม่ใช่ความสำคัญลำดับแรก (Priority) เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่ถึงขั้นมีความขัดแย้งขนาดใหญ่
อ.พงศ์พิสุทธิ์ยังชี้ว่า สหรัฐฯ ยังคงส่งสัญญาณเหมือน ‘กั๊ก’ พื้นที่ไว้ พร้อมส่งสัญญาณบอกพันธมิตรว่า ตนไม่ได้ไปไหน แต่ฝากพันธมิตรดูแลบ้าน อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดอะไรขึ้น สหรัฐฯ ก็พร้อมกลับมาเสมอ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นจากการที่เฮกเซธระบุว่า สหรัฐฯ จะยังคงอยู่ในแปซิฟิกและไม่ยอมให้ชาติใด ซึ่งอาจหมายถึงจีน เข้ามามีอำนาจครอบงำในภูมิภาคนี้แทนที่ตนเองเด็ดขาด
ส่วนนโยบายแบกรับความมั่นคงร่วมกัน (Burden Sharing) ก็ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะเป็นยุทธศาสตร์เดิมที่มีมาตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ซึ่งเป็นแนวทางลดบทบาทในเวทีพหุภาคี และเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรช่วยออกงบประมาณ หรือดูแลป้องกันตนเองมากขึ้น
ส่วนสุนทรพจน์ของญี่ปุ่น กล่าวโดย ชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม อ.พงศ์พิสุทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า ญี่ปุ่นประกาศจุดยืนเชิงรุกอย่างชัดเจน (Proactive) ซึ่งแตกต่างจากจุดยืนในหลายสิบปีก่อนที่มักจะหลบอยู่หลังฉาก ไม่ออกตัวเรื่องความมั่นคง และใช้เงินสนับสนุน (Chequebook Diplomacy) ในประเด็นความมั่นคงแทน ก่อนที่แนวทางจะเปลี่ยนไปตั้งแต่ในยุคของ ชินโซ อาเบะ อดีตผู้นำญี่ปุ่น
ในสุนทรพจน์เห็นได้ชัดว่า ญี่ปุ่นใช้เวทีนี้อธิบายจุดประสงค์ของตนเองให้ประชาคมโลกฟังอย่างชัดเจนถึงการเข้ามามีบทบาทด้านความมั่นคงมากขึ้น โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาจากจีนว่า ญี่ปุ่นกำลังจะกลับมามีกองทัพ (Remilitarize) เหมือนรัฐปกติ ซึ่งเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล เพราะญี่ปุ่นไม่ได้ก้าวร้าวหรือมุ่งหน้าสร้างอาวุธนิวเคลียร์ที่น่ากลัว
ญี่ปุ่นยังหยิบเหตุผลที่ชอบธรรมอย่าง ‘ภัยคุกคาม’ ในภูมิภาค (ซึ่งก็คือจีน แม้ไม่ได้กล่าวถึงตรงๆ) โดยย้ำว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นกำลังทำคือการเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อรักษาเสถียรภาพในแปซิฟิก โดยส่งเสริมศักยภาพของพันธมิตรและหุ้นส่วนที่มีเป้าหมายเดียวกันให้สามารถป้องกันตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ.พงศ์พิสุทธิ์ตั้งข้อสังเกตในจุดนี้ว่า ญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมในหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง (OSA) อย่างเป็นทางการ จากเดิมที่มักให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) กับประเทศในภูมิภาค
ผู้อำนวยการ ISIS Thailand มองว่า จากจุดนี้ ญี่ปุ่นกำลังดำเนินการตามความต้องการของสหรัฐฯ ที่คอยกดดันให้ชาติพันธมิตรแสดงบทบาทด้านความมั่นคงและรับภาระค่าใช้จ่ายมาโดยตลอด โดยก้าวขึ้นมามีบทบาทความมั่นคงในภูมิภาคร่วมกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางอย่างออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้
ทำไมจีนไม่ส่งตัวแทนระดับสูงร่วมการประชุมแชงกรีลา
อนึ่ง มีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิชาการและสื่อว่า จีนไม่ได้ส่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเข้าร่วมการประชุมแชงกรีลาติดต่อกันเป็น 2 ปีซ้อน แต่ส่งคณะผู้แทนระดับล่างมาเข้าร่วม เช่น นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารจากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) โดย อ.พงศ์พิสุทธิ์มองว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวประกอบด้วยเหตุผล 4 ประการ
1. จีนรู้สึกตกเป็นเป้าโจมตีบนเวที อ.พงศ์พิสุทธิ์ระบุว่า หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลปักกิ่งมองว่า เวทีแชงกรีลาถูกครอบงำโดยชาติตะวันตก การส่งผู้แทนระดับสูงไปมักจะเจอกับ ‘ดราม่า’ ต้องคอยนั่งตอบคำถาม หรือรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของตนเองจากประเทศอื่นๆ ตลอดเวลา จีนจึงไม่อยากตกเป็นเป้าให้ประเทศอื่นมา ‘รุมวิจารณ์’ กลางเวทีนานาชาติอีกต่อไป
2. เป็นการ ‘ประท้วงเงียบ’ ผ่านการส่งคนระดับล่าง ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุผลข้อแรก คือ การเป็นเป้าโจมตีจากชาติตะวันตก จีนจงใจลดระดับผู้แทนเพื่อประท้วง และเมื่อเจ้าหน้าที่ระดับล่างมาร่วมงาน ก็มักจะไม่ตอบคำถามเยอะ หรือเลือกที่จะเลี่ยงไม่ตอบ รวมถึงบางครั้งใช้ยุทธวิธี ‘ตั้งคำถามกลับ’ ไปยังประเทศอื่นแทน เพื่อเป็นการโต้ตอบและแสดงจุดยืนแบบป้องกันตัว
3. บริบทที่เปลี่ยนไปและคำถามสด อ.พงศ์พิสุทธิ์อธิบายว่า ในอดีต ตอนจีนยังไม่เป็นมหาอำนาจที่เทียบเท่ากับสหรัฐฯ ในแบบทุกวันนี้ แชงกรีลาคือเวทีที่ปักกิ่งพยายามสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับนานาชาติ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงในยุคของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เพราะจีนมีนโยบายความมั่นคงที่รุกคืบและแข็งกร้าวมากขึ้น ทำให้มักต้องเผชิญหน้าประเด็นตึงเครียดบนเวทีอยู่เสมอ
เช่น ปัญหาทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะหลังศาลอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (PCA) มีคำตัดสินข้อพิพาทกับฟิลิปปินส์ว่า การอ้างสิทธิ์ทับซ้อนทางประวัติศาสตร์ของจีนไม่มีผลทางกฎหมาย หรือปัญหาไต้หวันที่จีนต้องคอยย้ำจุดยืน ‘จีนเดียว’ ไปจนถึงการพัฒนากองทัพ PLA ซึ่งเป็นที่จับตาและหวาดระแวงของชาติอื่นๆ
นอกจากนี้ เวทีแชงกรีลายังมีบริบทเฉพาะอย่างการเปิดให้ตอบคำถามสด โดยเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ลุกขึ้นถามรัฐมนตรีกลาโหม จึงมีความกังวลว่า การตอบคำถามผิดพลาดอาจตกเป็นเป้าโจมตีได้ทั้งในระดับประเทศและบุคคล
อ.อธิบายเสริมว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปักกิ่งมีการกวาดล้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงและทหารบ่อยครั้ง ทำให้เกิดความหวาดระแวงในหมู่ตัวแทนจากจีนที่เข้ารวมประชุมว่า หากพูดเรื่องอ่อนไหว แล้วเกิดการตีความผิดหรือตอบไม่ดีพลั้งพลาด ก็อาจส่งผลต่อหน้าที่การงานได้เสมอ
4. จีนมีสถานะมหาอำนาจเทียบเท่าสหรัฐฯ และมีเวทีเป็นของตัวเอง อ.พงศ์พิสุทธิ์มองว่า ปัจจุบัน จีนมองตนเองมีสถานะมหาอำนาจเทียบเท่ากับสหรัฐฯ แล้ว จึงรู้สึกว่า ไม่มีความจำเป็นต้องมาอธิบายอะไรมากมายบนเวทีที่ถูกจัดโดยชาติตะวันตก และคนที่มาร่วมก็มักจะมุ่งเป้ามาที่จีน ประกอบกับในระยะหลัง จีนเองก็มีศักยภาพในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติในภูมิภาคเอเชีย เช่น การประชุมโป๋อ๋าว (Boao Forum) หรือ การประชุมเซียงซาน (Xiangshan Forum) ซึ่งจีนสามารถพูด สื่อสาร และคุมเกมได้เต็มที่โดยไม่ต้องเล่นตามกติกาของใคร
ไทยโดนลดบทบาท เวียดนามคือดาวดวงใหม่
เมื่อถามถึงบทบาทของไทยบนเวทีแชงกรีลา หลังไม่ปรากฏบุคคลสำคัญหรือผู้นำระดับสูงเข้าร่วมการประชุมความมั่นคงในครั้งนี้ อ.พงศ์พิสุทธิ์ยอมรับว่า ไทยมีความสำคัญน้อยในสายตานานาชาติ เห็นได้จากสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ตัวแทนของไทยไม่ค่อยได้รับเชิญในฐานะผู้พูดหลักในการประชุม
ขณะเดียวกัน ก็ปรากฏว่า เวียดนามกำลังกลายเป็นดาวดวงใหม่ หรือ Rising Star ในภูมิภาค หลัง โต เลิม ผู้นำสูงสุดและเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ได้รับเชิญให้ไปขึ้นกล่าวปาฐกถานำ (Keynote Address) บนเวที
“เวียดนาม Background ตอนนี้สวยหรู เนื้อหอมเหมือนไทย 30-40 ปีที่แล้ว”
ผู้อำนวยการ ISIS Thailand ขยายความว่า เวียดนามมีความโดดเด่นในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และมีจุดยืนที่ชัดเจนมากในการแสดงบทบาทของตนเอง เช่น แม้จะมีความขัดแย้งกับจีนโดยตรงในเรื่องทะเลจีนใต้ แต่ก็ยังสามารถบริหารจัดการและรักษาความสัมพันธ์กับปักกิ่งไว้ได้ ทำให้เวียดนามมีความน่าสนใจในสายตาเวทีโลก
อ.มองว่า ปัญหาภาพลักษณ์ของไทยในระดับโลกมาจากนโยบายต่างประเทศที่อ้างว่าวางตัวเป็นกลางหรือไม่เลือกข้าง แต่กลับอธิบายหรือขยายความไม่ได้ว่า ความเป็นกลางคืออะไร และหากเกิดวิกฤตการณ์ขึ้น ไทยก็ไม่สามารถประกาศจุดยืนหรือขยายความว่าพร้อมทำอะไรได้บ้าง ทำให้ในสายตาประชาคมโลก ความเป็นกลางของไทยดูว่างเปล่า เหมือนประเทศที่ไม่มีจุดยืนในประเด็นสำคัญ ซึ่งอาจตีความได้ว่า ความเป็นกลางของไทยมาจากความกลัวจะไปขัดกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะมหาอำนาจ
อ.พงศ์พิสุทธิ์เปรียบเทียบจุดยืนของสิงคโปร์บนเวทีแชงกรีลา หลัง ชาน ชุน ซิง (Chan Chun Sing) รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์กล่าวในสุนทรพจน์ปิดการประชุมว่า การรักษาความมั่นคงต้องมีทั้ง ‘การพูดคุย’ และ ‘การกระทำ’ ควบคู่กัน เพราะหากมีแต่การกระทำโดยไม่พูดคุยเลย อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด (Misunderstanding) ซึ่งเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยที่เฮกเซธกล่าวว่า ควรลดการพูดคุย และหันมาเตรียมพร้อมรบหรือฝึกร่วมกันมากกว่า
อีกปัญหาสำคัญที่ทำให้ไทยหมดมนต์ขลังบนเวทีโลก คือ นโยบายต่างประเทศถูกฉุดรั้งด้วยการเมืองภายใน เพราะผู้กำหนดนโยบายไทยมักจะสนใจการเมืองภายในประเทศตัวเองเป็นหลัก ทำให้ไม่มีเวลาที่จะไปให้ความสนใจจะลงลึกหรือผลักดันนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
นอกจากนี้ การเมืองไทยยังขาดเสถียรภาพจนชาวโลกคาดการณ์ไม่ได้ อ.อธิบายว่า ปกติแล้ว การประชุมระดับโลกต้องใช้เวลาวางแผนเชิญคนล่วงหน้าระดับปี แต่การเมืองไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการรัฐประหาร เปลี่ยนรัฐบาล และเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้งมาก ทำให้ผู้จัดงานไม่กล้าเชิญ เพราะไม่มั่นใจว่าเชิญไปแล้ว บุคคลนั้นจะยังอยู่ในอำนาจในปีที่จัดงาน หรือรัฐบาลจะล้มไปก่อนหรือไม่
การผันผวนทางการเมืองของไทย ยังทำให้ผู้นำที่กุมนโยบายความมั่นคงของไทยหลายคนเข้ามาตามสถานการณ์เฉพาะหน้า ด้วยเหตุผลทางการเมืองระหว่างกลุ่มอำนาจ บางคนไม่มีพื้นฐานด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ หรือในยุครัฐบาลทหารก็ไม่มีความโดดเด่นในเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ ทำให้ไทยไม่สามารถอธิบายทิศทางหรือเทรนด์ด้านความมั่นคงในระยะยาวได้
แชงกรีลา 2026 สะท้อนระเบียบภูมิภาคแปซิฟิกอย่างไร
อ.พงศ์พิสุทธิ์มองว่า สหรัฐฯ ยังเป็นผู้เล่นที่สำคัญในภูมิภาคแปซิฟิก แต่ด้วยนโยบายของทรัมป์ ทำให้มหาอำนาจระดับกลาง เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อินเดีย หรือแม้แต่ยุโรปที่อยู่นอกภูมิภาค ก้าวขึ้นมามีบทบาทเสริมเพื่อพยายามจะประคองเสถียรภาพของภูมิภาคบนพื้นฐานของกฎระเบียบระหว่างประเทศ (Rule-Based Order) เหมือนเดิม
ผู้อำนวยการ ISIS Thailand มองว่า ปรากฏการณ์นี้อาจสะท้อนให้เห็นถึง ‘การแบ่งงานกันทำ’ ของกลุ่มประเทศพันธมิตร เพราะทุกประเทศตระหนักดีว่า หากปล่อยให้สหรัฐฯ เป็นหัวหลักความมั่นคงฝ่ายเดียว ย่อมไม่เกิดผลดี เนื่องจากสหรัฐฯ มีนโยบายลดงบประมาณด้านความมั่นคงที่จะช่วยเหลือพันธมิตรลง
ดังนั้น สิ่งที่สะท้อนในเวทีแชงกรีลา คือ มหาอำนาจระดับกลางในภูมิภาคต้องก้าวขึ้นมา และอธิบายจุดยืนในแบบของตนเองเพื่อรักษาเป้าหมายเดียวกัน อย่างการรักษาระเบียบโลกและเสถียรภาพในภูมิภาคไม่ให้พังทลายลงไป
ส่วนการที่จีนลดบทบาทบนเวทีแชงกรีลาลงไม่ได้หมายความว่า ต้องการทิ้งบทบาทผู้นำ หากแต่จีนรู้สึกไม่อยากอยู่กับบรรยากาศที่ตนกลายเป็นเหยื่อ ขณะที่ก็เลือกแสดงอำนาจของตนเองด้วยการสร้างเวทีประชุมเป็นของตนเอง
ขณะเดียวกัน แม้จะไม่มีการประชุมทวิภาคีระหว่างผู้นำระดับสูงของสหรัฐฯ และจีน ก็ไม่ได้หมายความว่า ทั้งสองชาติจะไม่มีช่องทางในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพราะล่าสุด มีการประชุมสุดยอดจีน-สหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการติดต่อระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงในช่องทางหลากหลาย ซึ่งมีข้อวิจารณ์ว่า นี่อาจเป็นแนวโน้มที่มหาอำนาจทั้งสองจะคุยกันโดยตรง (G2) มากกว่าจะมาปฏิสัมพันธ์ในเวทีนานาชาติ
อ.เน้นย้ำว่า เวทีแชงกรีลาไม่ใช่การประชุมระดับรัฐล้วน (Track 1) แต่เป็นเวทีการเสวนาอย่างไม่เป็นทางการ (Track 1.5) กล่าวคือ มีความหลากหลายสูงมาก เพราะมีทั้งผู้กำหนดนโยบาย ข้าราชการ นักวิชาการ รวมถึงตัวแทนจากภาคเอกชนรายใหญ่มาร่วมงานด้วย
ผู้อำนวยการ ISIS Thailand ทิ้งท้ายว่า เวทีแชงกรีลาทำหน้าที่ ‘เสริมสร้าง’ และ ‘เปิดโอกาส’ ให้ตัวแสดงภาคส่วนอื่นเข้ามาพูดคุย และรักษาแรงกระเพื่อมให้ประเทศต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อให้มหาอำนาจได้รับรู้ว่า ประเทศอื่นคิดเห็นอย่างไรในประเด็นสำคัญต่าง ๆ
ขณะที่สภาพแวดล้อมความมั่นคงของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ก็ยังดึงดูดความสนใจในระดับโลก เช่น มีผู้แทน NATO ลิทัวเนีย ฝรั่งเศส นอร์เวย์ กรีซ อังกฤษ เยอรมนี โปแลนด์ กาตาร์ อินเดีย แคนาดา รวมถึงกาชาดสากล มาแสดงวิสัยทัศน์ด้วย ทำให้เห็นภาพรวมของสมดุลความมั่นคงของภูมิภาคที่ขยายขึ้น และไม่ได้จำกัดเฉพาะในเอเชีย-แปซิฟิกอีกต่อไป
ภาพ: Caroline Chia / Reuters


