ผลประกอบการของ 3 แบงก์พาณิชย์ไทย ‘เอสซีบีเอกซ์ – กรุงศรี – กสิกรไทย’ สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยชัดว่ายังอยู่ในภาวะเปราะบาง ภายใต้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในประเทศ
‘SCBX’ กำไรลด 18.5% จากแรงกดดันดอกเบี้ยและการลงทุน
บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ที่ 10,195 ล้านบาท ลดลง 18.5% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 13.7% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง รวมถึงกำไรจากการลงทุนที่หดตัวถึง 66.5%
อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมยังเติบโต 17.7% โดยเฉพาะธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและวาณิชธนกิจ ขณะที่การควบคุมต้นทุนและการตั้งสำรองที่ลดลงช่วยพยุงผลประกอบการ
ในเชิงคุณภาพสินทรัพย์ อัตรา NPL อยู่ที่ 3.23% และ Coverage ratio สูงถึง 162.3% สะท้อนการบริหารความเสี่ยงที่ยังคงเข้มงวด ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมมหภาคที่ผันผวน โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ทั้งในด้านราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ผลกระทบดังกล่าวส่งผ่านมายังต้นทุนของภาคครัวเรือนและธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
‘กรุงศรี’ กำไรโต 14.4% จากโครงสร้างพอร์ตและรายได้หลากหลาย
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 ที่ 8,618 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% จากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตต่อเนื่อง
จุดเด่นอยู่ที่การปรับโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ ส่งผลให้ NIM ขยับขึ้นเป็น 4.61% จาก 4.10% ในปีก่อน รวมถึงการรวมงบ TIDLOR ที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทน
แม้สินเชื่อในประเทศชะลอ (-1.4%) ตามอุปสงค์ที่อ่อนแรง แต่สินเชื่อในอาเซียนยังเติบโต 2.5% ช่วยกระจายความเสี่ยง ขณะที่ Cost-to-income ratio ปรับดีขึ้น และเงินกองทุนยังแข็งแกร่งที่ 20.65%
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังตั้งสำรองเชิงรุก (ECL) เพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ โดยคาด GDP ไทยปี 2569 โตเพียง 1.5–1.7%
เคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ พื้นที่ทางการคลังที่ค่อนข้างจำกัด ตลอดจนความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และปัญหาความสามารถในการแข่งขันในบางอุตสาหกรรม ปัจจัยเหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี
ทั้งนี้ ในปี 2569 ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ในช่วง 1.5-1.7%
กสิกรไทยกำไรโต 6.35% แต่หากตัดรายการพิเศษ ‘หดตัว’
ธนาคารกสิกรไทย รายงานกำไรสุทธิ 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.35% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรจะอยู่ที่ 13,378 ล้านบาท ลดลง 2.99% สะท้อนแรงกดดันที่เริ่มชัดเจนขึ้น
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 9.79% อยู่ที่ 31,957 ล้านบาท จากภาวะดอกเบี้ยขาลงและการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอ ส่งผลให้ NIM อยู่ที่ 2.95%
ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังเติบโต โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การลงทุน และประกัน ซึ่งยังไม่สะท้อนผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงปลายไตรมาส
ธนาคารยังคงควบคุมต้นทุนต่อเนื่อง ส่งผลให้ Cost-to-Income Ratio อยู่ที่ 38.93% และตั้งสำรอง ECL ที่ 9,823 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอน
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ NPL อยู่ที่ 3.19% และ Coverage ratio เพิ่มขึ้นเป็น 171.72% ขณะที่เงินกองทุนยังแข็งแกร่งที่ 19.95%
เศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ 1% จากแรงกดดันรอบด้าน
ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตเพียง 0.8 – 1.2% ภายใต้ความไม่แน่นอนสูง โดยแรงกดดันสำคัญมาจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และกำลังซื้อของครัวเรือน
ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายทั้งภาคเอกชนและภาครัฐเริ่มอ่อนแรง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และภาคการส่งออกมีความเปราะบางมากขึ้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง

