ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าคนไทยกำลังเข้าสู่ภาวะกังวลรอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ, การเมือง และความมั่นคงในชีวิต
ประเด็นสำคัญ
บริษัท อิปซอสส์ จำกัด (Ipsos) เปิดเผยผลวิจัย ‘What Worries Thailand? H1 2026’ ที่ติดตามความกังวลของคนไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 ถึงเมษายน 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงในทุกมิติ ลงไปต่ำสุดเกือบเท่าช่วงโควิด โดยคนไทยถึง 71% มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในขั้น ‘แย่’ ซึ่งเพิ่มขึ้น 17 จุดภายในเดือนเดียว
‘คอร์รัปชัน’ นำความกังวล เงินเฟ้อกลับเข้า Top 5
ผลสำรวจพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนไทย หรือ 49% ระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันทางการเมืองและการเงิน คือความกังวลอันดับหนึ่งของประเทศ ตามมาด้วยปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางสังคม 41%, ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศ 27%, เงินเฟ้อ 27% และอาชญากรรมและความรุนแรง 24%
ที่น่าสังเกตคือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ 5 อันดับแรกอีกครั้ง แซงปัญหาอาชญากรรมและการว่างงาน ขณะที่ความกังวลเรื่องสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงติด 1 ใน 10 ของโลก
ความกังวลดังกล่าวสะท้อนออกมาในมุมมองต่อทิศทางประเทศ โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่คนไทยส่วนใหญ่ถึง 56% มองว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด
เมื่อมองไปที่สถานะการเงินส่วนบุคคล มีเพียง 36% ที่เชื่อว่าสถานะการเงินของตนจะดีขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ลดลงจาก 50% ในเดือนมีนาคม ขณะที่ 56% ระบุว่ามีความมั่นใจน้อยลงต่อการลงทุน รวมถึงการออมเพื่อวัยเกษียณและการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ความเชื่อมั่นดิ่งทุกมิติ กลุ่มรายได้สูงรัดเข็มขัดหนักสุด
ผลสำรวจ Ipsos Global Consumer Confidence Index เดือนเมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของไทย (National Index) ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 จุด จาก 57.2 จุดเมื่อต้นปี หรือลดลง 10.9 จุด ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในรอบเดือนที่ผ่านมา
เมื่อแยกตามมิติ ดัชนีความคาดหวังในอนาคต (Expectations Index) ลดลงมากที่สุดถึง 14.3 จุด ตามด้วยดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุน (Investments Index) ลดลง 13.4 จุด, ดัชนีมุมมองต่อเศรษฐกิจปัจจุบัน (Current Index) ลดลง 12.4 จุด และดัชนีความมั่นใจด้านการจ้างงาน (Jobs Index) ลดลง 6.8 จุด
ในระดับภูมิภาค จาก 31 ประเทศที่สำรวจ พบว่า 5 ใน 6 ประเทศที่ดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ในเอเชียแปซิฟิก โดยไทยลดลงสูงที่สุดที่ 10.9 จุด ทิ้งห่างมาเลเซียที่ 6.1 จุด, เกาหลีใต้ 5.1 จุด, ญี่ปุ่น 4.7 จุด และออสเตรเลีย 4.6 จุด ถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เริ่มสำรวจ รองจากช่วงโควิดในปี 2563
ความเชื่อมั่นที่ลดลงส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายโดยตรง โดย 62% ของคนไทยระบุว่าไม่กล้าซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เพิ่มขึ้น 18 จุดจากเดือนมีนาคม ขณะที่ 51% รู้สึกไม่สบายใจในการซื้อของใช้ในครัวเรือน เพิ่มขึ้น 16 จุด
จุดที่น่าสนใจคือ กลุ่มครัวเรือนรายได้สูงกลับเป็นกลุ่มที่ระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากที่สุด นำหน้ากลุ่มรายได้ปานกลางและต่ำอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มสินค้าชิ้นใหญ่ ความไม่สบายใจของกลุ่มรายได้สูงเพิ่มขึ้น 23% เทียบกับกลุ่มกลางและต่ำที่ลดลง 1% ส่วนในกลุ่มของใช้ในครัวเรือน กลุ่มรายได้สูงเพิ่มขึ้น 24% เทียบกับกลุ่มกลางที่ 3% และกลุ่มต่ำที่ 2%
รถยนต์ยังจำเป็น EV มาแรง และ 3 โจทย์ของแบรนด์
แม้จะอยู่ในภาวะระมัดระวังการใช้จ่าย แต่รถยนต์ยังเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตของคนไทย โดย 49% มองว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีรถยนต์เป็นไปไม่ได้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 43% ขณะเดียวกัน ภายใต้วิกฤตราคาพลังงาน ผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดย 60% ระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งสูงกว่าตลาดอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างชัดเจน
ส่วนความกังวลเรื่องสงคราม คนไทย 33% คาดว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี และอีก 25% เชื่อว่าจะยาวนานกว่านั้น สะท้อนความกังวลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น
จากภาพดังกล่าว Ipsos เสนอ 3 แนวทางให้ธุรกิจและแบรนด์รับมือกับความเชื่อมั่นที่ลดลง
แนวทางแรก แบรนด์ต้องให้น้ำหนักกับ ‘คุณค่า’ และ ‘ความเชื่อมั่น’ เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่ามากขึ้น การพึ่งภาพลักษณ์พรีเมียมหรือราคาสูงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ต้องพิสูจน์คุณค่าที่จับต้องได้ ทั้งด้านความคุ้มค่า, ความน่าเชื่อถือ และความอุ่นใจ
แนวทางที่สอง วิกฤตราคาพลังงานกำลังเร่งให้ผู้บริโภคหันสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนและประหยัด ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า, รถไฮบริด และพฤติกรรมประหยัดพลังงาน โดยความยั่งยืนกลายเป็นความต้องการเร่งด่วนของผู้บริโภค มากกว่าการเป็นเพียงวาระ ESG ระยะยาว
แนวทางที่สาม ความเข้าใจบริบทท้องถิ่นและการมีซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น จะเป็นความได้เปรียบสำคัญ เพราะแต่ละประเทศตอบสนองต่อวิกฤตต่างกันตามระดับการพึ่งพาพลังงาน, นโยบายภาครัฐ และเสถียรภาพทางการเมือง

