โคลอมเบีย ประเทศที่มีที่ตั้งทางยุทธศาสตร์สำคัญในอเมริกาใต้ เข้าสู่การเลือกตั้งเพื่อหาประธานาธิบดีคนใหม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตามองจากทั่วโลก เพราะผลลัพธ์ที่ได้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรีเซ็ตความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาที่ช่วงหลังเกิดความระหองระแหง รวมถึงอาจส่งผลต่อทิศทางการกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ประเด็นสำคัญ
ทำไมการเลือกตั้งครั้งนี้ถึงสำคัญ? มีอะไรที่เราต้องจับตา?
ศึกเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นท่ามกลางฉากหลังของความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ระหว่างกุสตาโว เปโตร (Gustavo Petro) ประธานาธิบดีปีกซ้ายคนปัจจุบันของโคลอมเบีย กับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกวิวาทะกันอย่างเผ็ดร้อนในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องปัญหาลักลอบค้ายาเสพติดและการที่สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงภูมิภาคอเมริกาใต้
ตามกฎหมายโคลอมเบีย เปโตรไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งซ้ำได้ เขาจึงเทคะแนนหนุนอิวาน เซเปดา (Iván Cepeda) เพื่อสืบทอดอำนาจฝ่ายซ้าย ขณะที่ฝั่งคู่แข่งคือนักการเมืองสายกลาง-ขวา นำโดย อาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอญา (Abelardo de la Espriella) และปาโลมา วาเลนเซีย (Paloma Valencia)
ใครเป็นใครในศึกเลือกตั้งนี้? และนโยบายต่างกันอย่างไร?
จากการสำรวจความเห็นล่าสุด คาดว่าจะไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่งในรอบแรก (วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษคาคมนี้) และน่าจะต้องไปตัดสินกันอีกครั้งในการเลือกตั้งรอบตัดสิน (Run-off) ในวันที่ 21 มิถุนายน โดยมีตัวเต็งสองคนหลักๆ คือ
- อิวาน เซเปดา (ตัวแทนฝ่ายซ้าย): คะแนนนิยมนำมาเป็นอันดับหนึ่ง เสนอนโยบายสานต่อแนวทาง “สันติภาพที่สมบูรณ์แบบ” (Total Peace) ของรัฐบาลเปโตร เน้นการเจรจาประนีประนอมกับกลุ่มติดอาวุธและขบวนการค้ายาเสพติด (แม้ที่ผ่านมาการเจรจาจะหยุดชะงักและเกิดความรุนแรงระลอกใหม่ก็ตาม)
- อาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอญา (ตัวแทนฝ่ายวา): คู่แข่งที่ตามมาติดๆ ชูนโยบายตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยจับมือกับ วาเลนเซีย ประกาศจะใช้ “มาตรการทางทหารขั้นเด็ดขาด” ในการกวาดล้างกลุ่มนอกกฎหมาย และต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ กลับคืนมา
เบื้องหลังความระทึก: การหาเสียงท่ามกลางห่ากระสุน
การเมืองโคลอมเบียยังคงคุกรุ่นด้วยบรรยากาศของความรุนแรง ย้อนไปเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว มีผู้สมัครรายหนึ่งถูกยิงเสียชีวิต ขณะที่ล่าสุดในการหาเสียงที่เมืองเมเดยิน เด ลา เอสปรีเอญา ถึงกับต้องขึ้นปราศรัยหลัง ‘กระจกกันกระสุน’ เพื่อความปลอดภัย
ความรุนแรงนี้สะท้อนจากรายงานของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ที่ระบุว่า ความขัดแย้งด้วยอาวุธในโคลอมเบียเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบและสร้างความสูญเสียต่อภาคพลเรือนรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ
เดิมพันใหญ่: โคลอมเบียจะเป็น ‘ประเทศบริวาร’ ของสหรัฐฯ หรือไม่?
ฝั่งเซเปดาและเปโตรต่างก็ยืนกรานว่า โคลอมเบียจะต้องมีอิสระในการกำหนดนโยบายและไม่ยอมตกเป็น ‘ประเทศบริวาร’ (Vassal State) ของสหรัฐฯ อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารบุกอุ้ม นิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งทำให้รัฐบาลโคลอมเบียเกิดความหวาดระแวงสหรัฐฯ และทำให้เปโตรกลายเป็นหนึ่งในผู้นำปีกซ้ายเพียงไม่กี่คนในภูมิภาคนี้ที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลทรัมป์
อย่างไรก็ตาม ฝั่งคู่แข่งสายกลาง-ขวาอย่างเอสปรีเอญาและวาเลนเซีย กลับมองว่า ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับสหรัฐฯ ในยุคของเปโตรคือ “ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์” ที่ทำให้โคลอมเบียอ่อนแอลง
ดังนั้นทั้งเด ลา เอสปรีเอญา และวาเลนเซียต่างก็ชูนโยบายที่จะพาโคลอมเบียกลับไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในฐานะ ‘พันธมิตรหลักนอกนาโต’ (Major Non-NATO Ally) โดยพวกเขาพร้อมที่จะเปิดรับทั้งเงินทุน เทคโนโลยีทางการทหาร และการแบ่งปันข้อมูลกรองจากสหรัฐฯ เพื่อนำมาใช้ในภารกิจกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธและขบวนการค้ายาเสพติดขั้นเด็ดขาด
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าผู้นำคนใหม่จะเป็นใคร หรือฉากหน้าผู้สมัครจะปะทะคารมผ่านสื่ออย่างดุเดือดแค่ไหน แต่ในความเป็นจริง ความร่วมมือทวิภาคีเชิงลึกระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของโคลอมเบียและสหรัฐฯ ในการต่อต้านยาเสพติดจะยังคงดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน
ข้อเท็จจริงเรื่อง ‘โคเคน’ ที่ยังเสียงแตก
แต่ยังมีประเด็นค้างคาที่ยังกระทบต่อความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ นั่นคือปมการลักลอบขนยาเสพติดข้ามประเทศ ทรัมป์เคยโจมตีเปโตรอย่างรุนแรงว่าปล่อยปละละเลยให้โคเคนทะลักเข้าสู่สหรัฐฯ ทรัมป์ถึงขั้นเคยตราหน้าว่าเปโตรเป็น “คนป่วยที่ชอบขายโคเคนให้สหรัฐฯ” และขู่ว่าเปโตรอาจเป็นรายต่อไปที่เจอกองทัพสหรัฐฯ แทรกแซง
ขณะที่เปโตรก็โต้กลับว่า รัฐบาลของเขายึดยาเสพติดได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ในทางกลับกัน รายงานยาเสพติดโลกประจำปี 2025 ของสหประชาชาติ (UN) ก็ระบุว่า ตัวเลขการผลิตโคเคนในโคลอมเบียพุ่งสูงทุบสถิติใหม่ในยุคของเปโตร (ซึ่งเปโตรปฏิเสธวิธีการคำนวณของ UN)
แม้จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเริ่มคลี่คลายลงบ้าง หลังจากการพบปะกันที่ทำเนียบขาวเมื่อต้นปี ซึ่งทรัมป์ถึงกับออกปากชมเปโตรหลังจบการหารือว่า เขาเป็นผู้นำที่ “ยอดเยี่ยมมาก”
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่น่าจับตาว่าโคลอมเบียจะเลือกเดินหน้านโยบายต่างประเทศต่อสหรัฐฯ อย่างไร ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศโดยรวมในภูมิภาคอเมริกาใต้
ภาพ: REUTERS / Luisa Gonzalez, Nathalia Angarita
อ้างอิง:


