×

เจาะลึก พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน เดิมพันฟื้นเศรษฐกิจไทย หรือแค่ยืดเวลา เปิด ‘4 ต้อง’ พลิกโฉมสู่การเติบโตที่ยั่งยืน

16.05.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน ฟื้นเศรษฐกิจได้ หรือแค่ซื้อเวลา

ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเปราะบางที่สะสมมานานหลายปี ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ คำถามสำคัญที่หลายคนจับตาคือ เม็ดเงินมหาศาลก้อนนี้จะสามารถฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งได้จริง หรือจะเป็นเพียงแค่ยาชาที่ออกฤทธิ์เพียงชั่วคราว

 

 

วิชาญ กุลาตี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า มีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในจุดที่เปราะบางมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะบาดแผลฉกรรจ์จากวิกฤตโควิดที่ทิ้งรอยไว้ลึกมาก จนถึงปัจจุบัน แรงงานและภาคธุรกิจจำนวนมากยังมีรายได้ไม่ฟื้นตัวกลับไปเทียบเท่ากับระดับก่อนเกิดวิกฤต เครื่องยนต์หลักอย่างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็ยังทำงานไม่เต็มสูบ จากที่เคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 40 ล้านคน ปัจจุบันกลับมาเพียงแค่ประมาณ 33 ล้านคนเท่านั้น นอกจากนี้ การส่งออกที่ตัวเลขดูเหมือนจะขยายตัวสูง แต่ในความเป็นจริงแล้วการนำเข้ากลับขยายตัวสูงกว่ามาโดยตลอด

 

สถานการณ์ดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการส่งออกไปภูมิภาคดังกล่าวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งติดลบไปแล้วกว่า 50% ขณะเดียวกัน ภาคครัวเรือนก็ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูง ปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบ รวมถึงความเสี่ยงจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ ในเวลานี้ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจแทบทุกตัวกำลังแผ่วลง โดยเหลือเพียงความหวังเดียวคือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังเติบโตได้ค่อนข้างดี ดังนั้น การที่ภาครัฐตัดสินใจใช้เม็ดเงินเพื่อพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นในจังหวะนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น

 

ชำแหละเม็ดเงินกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ดันจีดีพีโต 0.7%

 

เม็ดเงินกู้ 4 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2% ของ GDP ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 2 แสนล้านบาทสำหรับช่วยเหลือประชาชน และอีก 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่า การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเพียง 1-2 ปี จะทำให้ตัวเลขการเติบโตของประเทศพุ่งสูงขึ้นเพียงชั่วคราว และจะเกิดผลกระทบย้อนกลับ (Payback) ในปีต่อๆ ไป ส่งผลให้มีการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 0.7%

 

ส่วนปีหน้าจะขยายตัวน้อยลงเหลือ 0.4% ขณะที่ในระยะยาว การขยายตัวอาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ระดับ 0.1-0.2% เท่านั้น เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการลงทุนนี้

 

สาเหตุที่ตัวเลขการเติบโตไม่สูงอย่างที่คาดหวัง มาจากงบก้อนแรก 2 แสนล้านบาท ที่วิชาญเรียกว่า ‘งบประคอง’ ซึ่งมุ่งเน้นกระตุ้นการจับจ่ายระยะสั้น งบส่วนนี้มีจุดอ่อนสำคัญคือโอกาสเกิดการ ‘รั่วไหล’ ออกจากระบบเศรษฐกิจถึง 3 ทาง ได้แก่

 

  • พฤติกรรมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป: ประชาชนอาจนำเงินที่ได้จากรัฐไปจ่ายแทนเงินออมของตนเอง ทำให้การบริโภคโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้น วิชาญยกตัวอย่างผู้บริโภคบางรายที่เคยซื้อกาแฟแก้วละหลักร้อยบาท แต่กลับยอมลดสเปกมาซื้อแก้วละ 40 บาทในร้านที่เข้าร่วมโครงการรัฐ ทำให้เม็ดเงินสะพัดลดลงเสียด้วยซ้ำ
  • การกักตุนสินค้า: ประชาชนมองว่าเงินที่ได้มาคือส่วนลด จึงเร่งซื้อและกักตุนสินค้าล่วงหน้า ซึ่งเป็นเพียงการ “ซื้อเร็วขึ้น” แต่เม็ดเงินรวมที่จับจ่ายยังคงเท่าเดิม
  • การพึ่งพาสินค้านำเข้า: สินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้า ดังนั้นการใช้จ่าย 100 บาทในประเทศ ประโยชน์และมูลค่าเพิ่มจึงไม่ได้ตกอยู่กับประเทศไทยเต็ม 100 บาท

 

ใช้โอกาสเป็น ‘ทุนเปลี่ยนเกม’ จิ๊กซอว์สู่อนาคตสีเขียว

 

สำหรับเม็ดเงินอีก 2 แสนล้านบาท วิชาญ นิยามให้เป็น ‘ทุนเปลี่ยนเกม’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะการมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) แม้ว่าในระยะ 1-2 ปีแรก อาจจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ก้าวกระโดดนัก เนื่องจากมีการรั่วไหลจากการนำเข้าเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนแผงโซลาร์เซลล์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์เพียงแค่ค่าประกอบและติดตั้งเท่านั้น แต่ในระยะยาว 5-10 ปีข้างหน้า การลงทุนในส่วนนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล และหากเศรษฐกิจสีเขียวของไทยมีขนาดใหญ่พอ ก็จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ซึ่งจะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีต่อปัญหาเงินเฟ้อ หากเกิดวิกฤตราคาพลังงานโลกในอนาคต

 

หนี้สาธารณะจ่อทะลุ 70% ภายใต้เสถียรภาพที่ยังรับมือได้

 

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวล คือ พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะดันให้หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดานจนกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศหรือไม่

 

SCB EIC ระบุว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66.4% ของ Nominal GDP และมีแนวโน้มจะพุ่งชนเพดาน 70% ภายในปี 2027 อยู่แล้ว แม้จะไม่มีการกู้เงินก้อนนี้ก็ตาม สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำลงอย่างต่อเนื่อง และการที่ภาครัฐขาดดุลการคลังทุกปี นอกจากนี้ สัดส่วนหนี้สาธารณะอาจพุ่งไปถึง 75% ในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางภาวะสงครามและราคาพลังงานที่แพงขึ้น กลับมีความ ‘โชคดีในความโชคร้าย’ ซ่อนอยู่ เนื่องจากเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น จะเป็นตัวเร่งให้ตัวหารอย่าง Nominal GDP ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งกลไกนี้จะเข้ามาช่วยชดเชยสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่าเดิมมากนัก ดังนั้น การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการคลังและเครดิตเรตติ้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์ปกติ

 

บทสรุปสู่ ‘4 ต้อง’ เพื่อความคุ้มค่าระดับชาติ

 

เพื่อให้เม็ดเงินมหาศาลก้อนนี้สร้างประโยชน์สูงสุดและสามารถพลิกโฉมประเทศได้จริง วิชาญได้เสนอหลัก ‘4 ต้อง’ ที่รัฐบาลควรนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ได้แก่

 

  • ต้องใช้ให้ตรงเป้า: รักษาวินัยการคลังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะงบ ‘ทุนเปลี่ยนเกม’ ที่ต้องใช้เพื่อการปรับโครงสร้างจริงๆ และต้องไม่ถูกโยกไปเป็นงบประคองในภายหลัง
  • ต้องดึงภาคเอกชนเข้ามาลงทุน: เพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนและสร้างการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
  • ต้องลดการพึ่งพาการนำเข้า: พยายามสร้างซัพพลายเชนในประเทศ เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ตกอยู่ในประเทศไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • ต้องปฏิรูปกฎระเบียบพลังงานควบคู่กันไป: รัฐควรปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ เช่น การติดตั้ง Solar Roof, การทำ Net Metering หรือการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนโดยตรง (Direct PPA) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและเอกชนอยากลงทุนต่อเนื่อง แม้ว่าเม็ดเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนนี้จะหมดลงไปแล้วก็ตาม

 

วิชาญ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจำเป็นต้องออกแบบมาตรการเพื่อมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ใช้เงินประคองให้วิกฤตผ่านพ้นไปแบบชั่วคราวเท่านั้น หากดำเนินการได้สำเร็จ พ.ร.ก. กู้เงินก้อนนี้ จะไม่ใช่เพียงแค่การ ‘ซื้อเวลา’ แต่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ปูทางให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories