×

สภาฯ ไฟเขียวตั้ง 25 กมธ. ตรวจสอบ พ.ร.ก. กู้เงินฯ หลังฝ่ายค้านวิจารณ์รัฐบาลลักไก่ข้ามขั้นตรวจสอบ

โดย THE STANDARD TEAM
04.06.2026
  • LOADING...
ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบ พ.ร.ก. กู้เงิน

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ในวันนี้ (4 มิถุนายน)

 

 

ญัตติดังกล่าวเสนอโดย สส. จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน โดยท้ายสุดที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 25 คน โดยกำหนดระยะเวลาการพิจารณา 90 วัน

 

สำหรับรายชื่อกรรมาธิการที่เสนอตามสัดส่วนจำนวน สส. ของแต่ละพรรคการเมือง ประกอบด้วย

 

สัดส่วนคณะรัฐมนตรี 6 คน

 

  • จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล
  • วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ
  • กรณินทร์ กาญจโนมัย
  • ภาวิณา อัศวมณีกุล
  • ศุภชัย ใจสมุทร
  • จักรพงษ์ แสงมณี

 

สัดส่วนพรรคภูมิใจไทย 8 คน

 

  • นันทนา สงฆ์ประชา
  • สมเจตน์ ลิ้มประพันธ์
  • ชยุต ภุมมะกาญจนะ
  • ชลัฏ รัชกิจประการ
  • ปทิดา ตันติรัตนานนท์
  • กิตติชัย เอ่งฉ้วน
  • วิทวัส ไตรสรณกุล
  • ปรีชา ไข่แก้ว

 

สัดส่วนพรรคประชาชน 5 คน

 

  • วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
  • ศุภโชค น่วมเจิม
  • รักชนก ศรีนอก
  • ภัณฑิล น่วมเจิม
  • อนุสรณ์ ธรรมใจ

 

สัดส่วนพรรคเพื่อไทย 3 คน

 

  • ศ. สุชาติ ธาดาดำรงเวช
  • วัชรพล โตมรศักดิ์
  • เผ่าภูมิ โรจนสกุล

 

สัดส่วนพรรคกล้าธรรม 2 คน

 

  • ไผ่ ลิกค์
  • สิรภพ สมผล

 

สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน

 

  • ชัยชนะ เดชเดโช

 

ฝ่ายค้านชี้รัฐบาลกู้เงินสร้างภาระหนี้ระยะยาว

 

ในช่วงหนึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสรุปว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่มีโอกาสพิจารณากลั่นกรองโครงการตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้แม้แต่โครงการเดียว เงินกู้จำนวนนี้จะถูกนำไปรวมในงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีต่อๆ ไป เพื่อใช้หนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาประเทศลดลง

 

อภิสิทธิ์มองว่าการออก พ.ร.ก. นี้อาจไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากวิกฤตพลังงานเป็นปัญหาที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้หากแก้ไขที่ต้นเหตุ แต่รัฐบาลกลับเลือกกู้เงินมาให้ประชาชนใช้จ่ายซื้อสินค้าราคาแพง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจนใกล้แตะระดับเพดาน

 

อภิสิทธิ์ยังระบุว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ประชาชน 25-26 ล้านคน โดยชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นในการบริหารจัดการ เช่น การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงทะเบียนใช้แอปพลิเคชันเพื่อรับสิทธิ แต่กลับมีการตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของพ่อแม่ที่บุตรนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านโยบายนี้มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่สร้างภาระหนี้ระยะยาวให้แก่คนไทยทั้งประเทศ

 

ภูมิใจไทยหนุนตั้ง กมธ. ย้ำไม่ได้ตีเช็คเปล่า

 

ด้าน ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยระบุว่า พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เนื่องจากตระหนักถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจและความรับผิดชอบทางการเมือง การออก พ.ร.ก. เป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพ การจ้างงาน และความเชื่อมั่นของประเทศ

 

ศุภชัยยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้อยู่นอกเหนือระบบการตรวจสอบ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ และกระบวนการออก พ.ร.ก. ก็สามารถเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้

 

การตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจตามหลักการประชาธิปไตย หากพบว่ามีการใช้เงินไม่คุ้มค่าหรือมีการทุจริต ผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ การสนับสนุน พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าให้รัฐบาล แต่เป็นการใช้อำนาจภายใต้ระบบการตรวจสอบที่เข้มข้น

 

รัฐบาล ‘ลักไก่-สอดไส้’ ข้ามหัวประชาชนและสภาฯ

 

ขณะที่ ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยระบุว่า รัฐบาลพยายามข้ามขั้นตอนการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรถึง 2 ครั้ง

 

ครั้งแรกคือการเลือกใช้ พ.ร.ก. แทนที่จะเสนอเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งถือเป็นการข้ามอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย แม้จะเข้าใจถึงความเร่งด่วนและสถานะการคลังของรัฐบาลที่ขาดแคลนงบประมาณ แต่การใช้ช่องทาง พ.ร.ก. ทำให้รัฐบาลไม่ต้องระบุรายละเอียดการใช้จ่ายอย่างชัดเจน ซึ่งเปรียบเสมือนการ ‘ตีเช็คเปล่า’

 

ครั้งที่สองคือ รัฐบาลนำโครงการที่ไม่เร่งด่วนมาบรรจุไว้ใน พ.ร.ก. กู้เงิน เช่น โครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งควรใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปี ไม่สามารถใช้เงิน 2 แสนล้านบาทให้หมดภายในปีครึ่งได้ รัฐบาลยังไม่สามารถชี้แจงเป้าหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้

 

ศิริกัญญาเปรียบเทียบกรณีนี้กับการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 ซึ่งพบว่าหลายโครงการมีปัญหา เสี่ยงต่อการทุจริต และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่มีประสิทธิภาพ

 

นอกจากนี้ ศิริกัญญายังระบุถึงการ ‘ยัดไส้’ โครงการที่ปกติควรอยู่ในงบประมาณประจำปี เช่น งบประมาณสำหรับกองทุนประชารัฐ เพื่อนำมาจ่ายสวัสดิการให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนตามเงื่อนไขของการใช้เงินกู้ พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นำประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องแรก

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising