ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ในวันนี้ (4 มิถุนายน)
ประเด็นสำคัญ
ญัตติดังกล่าวเสนอโดย สส. จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน โดยท้ายสุดที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จำนวน 25 คน โดยกำหนดระยะเวลาการพิจารณา 90 วัน
สำหรับรายชื่อกรรมาธิการที่เสนอตามสัดส่วนจำนวน สส. ของแต่ละพรรคการเมือง ประกอบด้วย
สัดส่วนคณะรัฐมนตรี 6 คน
- จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล
- วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ
- กรณินทร์ กาญจโนมัย
- ภาวิณา อัศวมณีกุล
- ศุภชัย ใจสมุทร
- จักรพงษ์ แสงมณี
สัดส่วนพรรคภูมิใจไทย 8 คน
- นันทนา สงฆ์ประชา
- สมเจตน์ ลิ้มประพันธ์
- ชยุต ภุมมะกาญจนะ
- ชลัฏ รัชกิจประการ
- ปทิดา ตันติรัตนานนท์
- กิตติชัย เอ่งฉ้วน
- วิทวัส ไตรสรณกุล
- ปรีชา ไข่แก้ว
สัดส่วนพรรคประชาชน 5 คน
- วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร
- ศุภโชค น่วมเจิม
- รักชนก ศรีนอก
- ภัณฑิล น่วมเจิม
- อนุสรณ์ ธรรมใจ
สัดส่วนพรรคเพื่อไทย 3 คน
- ศ. สุชาติ ธาดาดำรงเวช
- วัชรพล โตมรศักดิ์
- เผ่าภูมิ โรจนสกุล
สัดส่วนพรรคกล้าธรรม 2 คน
- ไผ่ ลิกค์
- สิรภพ สมผล
สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน
- ชัยชนะ เดชเดโช
ฝ่ายค้านชี้รัฐบาลกู้เงินสร้างภาระหนี้ระยะยาว
ในช่วงหนึ่ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสรุปว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่มีโอกาสพิจารณากลั่นกรองโครงการตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้แม้แต่โครงการเดียว เงินกู้จำนวนนี้จะถูกนำไปรวมในงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีต่อๆ ไป เพื่อใช้หนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ส่งผลให้งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาประเทศลดลง
อภิสิทธิ์มองว่าการออก พ.ร.ก. นี้อาจไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากวิกฤตพลังงานเป็นปัญหาที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้หากแก้ไขที่ต้นเหตุ แต่รัฐบาลกลับเลือกกู้เงินมาให้ประชาชนใช้จ่ายซื้อสินค้าราคาแพง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจนใกล้แตะระดับเพดาน
อภิสิทธิ์ยังระบุว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่ประชาชน 25-26 ล้านคน โดยชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นในการบริหารจัดการ เช่น การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลงทะเบียนใช้แอปพลิเคชันเพื่อรับสิทธิ แต่กลับมีการตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของพ่อแม่ที่บุตรนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านโยบายนี้มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่สร้างภาระหนี้ระยะยาวให้แก่คนไทยทั้งประเทศ
ภูมิใจไทยหนุนตั้ง กมธ. ย้ำไม่ได้ตีเช็คเปล่า
ด้าน ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยระบุว่า พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เนื่องจากตระหนักถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจและความรับผิดชอบทางการเมือง การออก พ.ร.ก. เป็นการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพ การจ้างงาน และความเชื่อมั่นของประเทศ
ศุภชัยยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้ไม่ได้อยู่นอกเหนือระบบการตรวจสอบ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ และกระบวนการออก พ.ร.ก. ก็สามารถเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้
การตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบการใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจตามหลักการประชาธิปไตย หากพบว่ามีการใช้เงินไม่คุ้มค่าหรือมีการทุจริต ผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ การสนับสนุน พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าให้รัฐบาล แต่เป็นการใช้อำนาจภายใต้ระบบการตรวจสอบที่เข้มข้น
รัฐบาล ‘ลักไก่-สอดไส้’ ข้ามหัวประชาชนและสภาฯ
ขณะที่ ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยระบุว่า รัฐบาลพยายามข้ามขั้นตอนการตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรถึง 2 ครั้ง
ครั้งแรกคือการเลือกใช้ พ.ร.ก. แทนที่จะเสนอเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งถือเป็นการข้ามอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย แม้จะเข้าใจถึงความเร่งด่วนและสถานะการคลังของรัฐบาลที่ขาดแคลนงบประมาณ แต่การใช้ช่องทาง พ.ร.ก. ทำให้รัฐบาลไม่ต้องระบุรายละเอียดการใช้จ่ายอย่างชัดเจน ซึ่งเปรียบเสมือนการ ‘ตีเช็คเปล่า’
ครั้งที่สองคือ รัฐบาลนำโครงการที่ไม่เร่งด่วนมาบรรจุไว้ใน พ.ร.ก. กู้เงิน เช่น โครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งควรใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปี ไม่สามารถใช้เงิน 2 แสนล้านบาทให้หมดภายในปีครึ่งได้ รัฐบาลยังไม่สามารถชี้แจงเป้าหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้
ศิริกัญญาเปรียบเทียบกรณีนี้กับการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 ซึ่งพบว่าหลายโครงการมีปัญหา เสี่ยงต่อการทุจริต และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ศิริกัญญายังระบุถึงการ ‘ยัดไส้’ โครงการที่ปกติควรอยู่ในงบประมาณประจำปี เช่น งบประมาณสำหรับกองทุนประชารัฐ เพื่อนำมาจ่ายสวัสดิการให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนตามเงื่อนไขของการใช้เงินกู้ พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ นำประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องแรก


