×

ธุรกิจไทยต้องใช้ AI สร้างการเติบโตใหม่อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

10.06.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI และปัญญาประดิษฐ์

ปี 2569 ถือเป็นปีที่ ‘ความไม่แน่นอน’ ไม่ใช่ความเสี่ยงระยะสั้นอีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการทำธุรกิจ โดยผลสำรวจ PwC’s 29th Global CEO Survey – Thailand สะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริหารไทยกำลังถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยมีเพียง 24% ที่ยังมั่นใจต่อการเติบโตของรายได้องค์กรในปีนี้ ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และภัยไซเบอร์

 

 
 

คำถามสำคัญสำหรับผู้นำองค์กรจึงไม่ใช่ ‘จะอยู่รอดอย่างไร’ แต่คือ ‘จะเติบโตจากอะไรในโลกที่ทั้งโอกาสและความเสี่ยงเพิ่มขึ้นพร้อมกันเช่นนี้?’

 

AI ถูกใช้มากขึ้น แต่ยังไม่สร้างผลลัพธ์ที่แท้จริง

 

ในช่วงที่ผ่านมา AI กลายเป็นความหวังของหลายองค์กร แต่ในความเป็นจริงนั้นเรากลับพบว่า การใช้งานยังไม่เท่ากับการสร้างมูลค่า ซึ่งผลสำรวจของ PwC ชี้ว่า แม้ 33% ของซีอีโอไทยเริ่มเห็นรายได้เพิ่มขึ้นจาก AI แต่มีเพียง 18% เท่านั้นที่สามารถสร้างทั้งรายได้เพิ่มและลดต้นทุนได้พร้อมกัน สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในระดับทดลองใช้ หรือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังไม่สามารถยกระดับ AI ให้เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ (business impact) ได้จริง

 

กรณีศึกษา: เมื่อองค์กรไทยเริ่มเปลี่ยน AI ให้เป็น ‘growth engine’

 

แม้หลายองค์กรยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ AI แต่เริ่มมีตัวอย่างที่ชัดเจนว่า หากใช้ AI อย่างมีทิศทาง สามารถสร้างคุณค่าเชิงธุรกิจได้จริง เช่น ในภาคธนาคาร องค์กรชั้นนำใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์และปรับข้อเสนอให้เหมาะกับแต่ละบุคคล (hyper-personalisation) ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่คือ conversion rate ที่สูงขึ้น และรายได้จากลูกค้าเดิมที่เติบโต

 

ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ ใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ความต้องการผู้บริโภค ปรับราคาและโปรโมชันแบบไดนามิก รวมถึงบริหารสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับความต้องการแบบ near real-time ส่งผลให้ลดสต็อกค้าง เพิ่มยอดขายในกลุ่มมาร์จิ้นสูง และสร้างประสบการณ์ที่กระตุ้นการซื้อซ้ำ และในภาคอุตสาหกรรม หลายองค์กรเริ่มต้นด้วยการใช้ AI ใน predictive maintenance เพื่อลด downtime แต่กลุ่มที่ก้าวไปไกลกว่า ใช้ข้อมูลเดียวกันในการรีดีไซน์กระบวนการผลิตทั้งระบบทำให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มกำลังการผลิต และรองรับคำสั่งซื้อใหม่ได้เร็วขึ้น

 

จุดเปลี่ยนไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ ‘วิธีคิดของผู้นำ’

 

ทั้งนี้ องค์กรที่สร้างผลลัพธ์จาก AI ได้อย่างแท้จริง ไม่ได้แตกต่างกันที่ ‘ใช้ AI มากกว่า’ แต่แตกต่างที่แนวคิด (mindset) ของผู้นำ ในการใช้ AI เพื่อเปลี่ยนเกมธุรกิจ พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า ‘องค์กรควรใช้ AI หรือไม่’ แต่ถามว่า ‘องค์กรจะใช้ AI เพื่อสร้างการเติบโตอะไรใหม่’ นี่คือแนวคิดของ ‘AI fitness’ หรือความสามารถขององค์กรในการโฟกัส AI ไปที่ผลลัพธ์ที่สำคัญ สร้างรากฐานด้านข้อมูลและธรรมาภิบาล และขยายผลในระดับองค์กรอย่างเป็นระบบ ซึ่งบริษัทกลุ่มนี้สามารถสร้างรายได้และประสิทธิภาพจาก AI ได้สูงกว่าธุรกิจอื่นถึง 7.2 เท่า

 

บททดสอบของธุรกิจไทย

 

สิ่งที่ case study ข้างต้นสะท้อนชัดคือ องค์กรที่สร้างมูลค่าได้จริง มีสามลักษณะร่วมกัน ได้แก่ การใช้ AI เพื่อเชื่อมข้อมูลเข้ากับการตัดสินใจที่จะนำไปสู่การสร้างรายได้ใหม่ การขยายกรณีการใช้งาน (use case) ไปทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่โครงการทดลอง และการขับเคลื่อนองค์กรของผู้นำที่มี growth mindset ไม่ใช่ cost mindset ซึ่งตรงกับสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่ยังขาดในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ผู้บริหารควรทำต่อจากนี้ไป คือ ยกระดับ AI ไปสู่บทบาทของเครื่องยนต์การเติบโต (growth engine) โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ใหม่ การเข้าถึงตลาดและลูกค้าใหม่ การออกแบบธุรกิจในรูปแบบใหม่ และการขยายการใช้งาน AI ให้เกิดขึ้นจริงทั้งองค์กร

 

คุณผู้อ่านครับ วันนี้การใช้งาน AI ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างคือ คุณใช้ AI อย่างมีทิศทางหรือไม่ จริงอยู่ว่าองค์กรที่ใช้ AI เพียงเพื่อทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นอาจยังอยู่รอดและเดินต่อไปได้ แต่ผู้นำที่ใช้ AI เพื่อสร้างธุรกิจใหม่และกำหนดกติกาการแข่งขันใหม่จะเป็นผู้ที่เติบโตได้ก่อน และเร็วกว่าคู่แข่ง

 

ภาพ: Lightspring / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories