ทีเส็บส่งสัญญาณบุกเซินเจิ้น เตรียมจัดงาน MEET Thai Plus 2026 ระเบิดศักยภาพการค้าข้ามฟาก เปิดประตูทองเชื่อมโอกาสทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและจีน แบบ B2B จับคู่ นัดเจรจาดีลธุรกิจ คาดผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 1,500 คน ตั้งเป้ามูลค่าธุรกิจทะลุ 1,000 ล้านบาท
ประเด็นสำคัญ
ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ จากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บเตรียมเปิดตัวงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen ระหว่างวันที่ 9–10 กันยายน 2569 ที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน งานนี้เป็นตัวอย่างของการยกระดับการจัดงานไมซ์ในรูปแบบใหม่ โดยทีเส็บปรับกลยุทธ์เชิงรุกให้สอดรับกับความต้องการของโลกธุรกิจที่มองหาจุดคุ้มทุนหรือผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น
บทบาทใหญ่ของอุตสาหกรรม MICE
สิ่งที่น่าสนใจของงาน MEET Thai Plus 2026 Shenzhen จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Thailand: Meet for More” เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประตูสู่โอกาสทางธุรกิจที่หลากหลายสำหรับนักธุรกิจจีน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมเข้าสู่ตลาดจีนผ่านการจับคู่ธุรกิจ การสร้างเครือข่าย และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเข้าร่วมกว่า 100 ราย
งานนี้ไม่ได้จำกัดเพียงหน่วยงานหรือผู้ประกอบการไมซ์เท่านั้น แต่ครอบคลุมภาคการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เทคโนโลยี ดิจิทัล การศึกษา อาหาร สุขภาพ และเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นงานไมซ์เพื่อเจาะตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ทีเส็บเคยจัดมา
ดร. ศุภวรรณกล่าวต่อว่า การเลือกนครเซินเจิ้นเป็นสถานที่จัดงาน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนของ Greater Bay Area ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจที่มีพลวัตสูงและเป็นแหล่งรวมผู้ประกอบการและนักธุรกิจคุณภาพ โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของไทยทั้งในด้านไมซ์ การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน รวมถึงโอกาสพัฒนาความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง
ตั้งเป้ามีเจรจาจับคู่ธุรกิจไทย–จีนไม่น้อยกว่า 800 นัด
ทั้งนี้ ทีเส็บคาดว่าจะมีผู้ร่วมงานรวม 1,500 คน ซึ่งเป็นผู้ร่วมงานรูปแบบ B2B ประมาณ 1,000 คน ตั้งเป้าให้มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจไทย–จีนไม่น้อยกว่า 800 นัด คาดการณ์มูลค่าธุรกิจกว่า 1,000 ล้านบาท และจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทย–จีน ครอบคลุมอุตสาหกรรมการแสดงสินค้าและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกด้วย
ด้าน เสี่ยวคุน เกา ผู้จัดการประจำประเทศไทย Sanook ฉายภาพต่อถึงสถานการณ์การลงทุนในจีนว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า บริษัทจีนไม่ได้สนใจแค่ส่งออกสินค้าอีกต่อไป พวกเขากำลังก่อร่างสร้างตัวเป็นองค์กรระดับโลกจริงจัง ตั้งแต่ตั้งโรงงาน ทำคลังสินค้า วางระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงการเปิดสำนักงานขายในต่างประเทศ จุดหมายของการขยายตัวนี้ไม่ได้จำกัดแค่ประเทศเดียว แต่กระจายไปทั่วเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และอเมริกา โดยมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ
ทำไมบริษัทจีนเลือกขยายฐานออกนอกจีน คำตอบหลักๆ มี 3 ข้อที่ผู้บริหารจีนให้ความสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุน คือจะมองว่า ตลาดมีศักยภาพหรือไม่ จำนวนคนหรือกำลังซื้อ และ ความเสี่ยงเป็นอย่างไร ตลอดจนนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติแค่ไหน และ ระบบนิเวศในพื้นที่พร้อมหรือเปล่า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน และซัพพลายเชน เอื้อต่อการทำธุรกิจระยะยาวหรือไม่
แน่นอนว่าบริษัทจีนสมัยนี้ไม่ได้มองแค่การส่งของ แต่พยายามสร้างองค์กรที่ฝังตัวอยู่ในตลาดนั้นๆ พวกเขาสรรหาคนท้องถิ่น สร้างพันธมิตร และ วางแผนการดำเนินงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ในท้องถิ่น ซึ่งสิ่งนี้ทำให้การเลือกประเทศเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าแค่เรื่องต้นทุนแรงงานอย่างเดียว
ที่สำคัญ งานประชุม นิทรรศการ และทริปดูงาน (MICE) กลายเป็นตัวเร่งที่ช่วยให้บริษัทจีนเข้าใจตลาดได้เร็วขึ้น งานเหล่านี้ทำให้ผู้ประกอบการจีนได้เจอพันธมิตรท้องถิ่นโดยตรง และได้สัมผัสพฤติกรรมลูกค้า ได้ข้อมูลกฎระเบียบ ได้เจอซัพพลายเชนที่ครบวงจร และยังเป็นเวทีที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ด้วย
นอกจากนี้จากการสำรวจชี้ชัดว่า ผู้ประกอบการจีนต้องการอะไรบ้างจากงาน MICE คือ หาพันธมิตรเชื่อถือได้, เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค, เปิดบทสนทนาเชิงธุรกิจที่ต่อยอดได้จริง, เข้าใจนโยบายท้องถิ่น, สรรหาคนท้องที่, เสริมภาพลักษณ์แบรนด์, รวมซัพพลายเชน และเรียนรู้จากกรณีศึกษาเพื่อลดความเสี่ยง
ทำไมไทยถึงถูกมองเป็นฮับอาเซียน
เสี่ยวคุน อธิบายว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลาย เนื่องจากภายในประเทศมีความเข้มแข็งและมีกำลังซื้อ โครงสร้างพื้นฐานพร้อมสำหรับงานระดับนานาชาติ ทั้งสนามบิน ระบบขนส่ง โรงแรม และศูนย์ประชุม อีกทั้งประสบการณ์ด้านการจัดงานและการบริการของไทยก็ได้รับการยอมรับ ทำให้ไทยเหมาะเป็นฐานสำหรับขยายสู่ประเทศในภูมิภาค
แต่ก็ยังมีความกังวลที่ต้องจัดการ เช่น เรื่องความปลอดภัยและความมั่นคง ที่มักเป็นอุปสรรคหลักสำหรับนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ความไม่คุ้นเคยกับตลาดท้องถิ่นหรือยังไม่มีพันธมิตรไทยที่เชื่อถือได้ และปัจจัยรองอย่างภาพลักษณ์ท้องถิ่น ราคาที่พัก สภาพอากาศ และระบบโลจิสติกส์ ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องรับมือเพื่อสร้างความมั่นใจ
MICE+ Shenzhen 2026: โอกาสเชื่อมไทย-จีน
อย่างไรก็ตาม งาน MICE+ Shenzhen 2026 ถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญที่จะเปิดประตูให้ผู้ประกอบการไทยเจอผู้มีอิทธิพลใน Greater Bay Area ได้รวดเร็ว งานนี้ไม่ได้เป็นแค่โชว์เคสสินค้า แต่มุ่งเชื่อมความสัมพันธ์จริงจัง ให้จับคู่ธุรกิจแบบตัวต่อตัว และเร่งการเจรจาที่สามารถต่อยอดเป็นข้อตกลงเชิงพาณิชย์ได้จริง
ทั้งหมดจะเป็นโอกาสสร้างการขยายตัวของตลาด MICE จีน ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI คลาวด์ ดิจิทัลโซลูชันส์ และยานยนต์ไฟฟ้า บริษัทจีนจำนวนมากต้องการพาร์ตเนอร์และตลาดรองรับบริการระดับโลก ตรงนี้คือช่องว่างที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเติมได้ โดยเฉพาะในเรื่องบริการ สนามทดสอบตลาด และการเป็นฮับเชื่อมต่อภูมิภาค

