บล.บัวหลวง มองวัฏจักรการผลิตโลกเพิ่งอยู่ในช่วง Early-to-Mid Cycle ของรอบขาขึ้น ซึ่งในอดีตเป็นจังหวะที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง 10-12 เดือน คาดปีนี้ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยทะลุ 1.5 แสนล้านบาท พร้อมตั้งเป้าดัชนี SET ปี 2027 ที่ 1,650-1,710 จุด ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ K-shape ที่กว้างขึ้น
ประเด็นสำคัญ
พิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง และนักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานแถลงกลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง 2026 ว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ดีทั้งสำหรับตลาดหุ้นไทยและตลาดต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นโดดเด่นในอาเซียน แม้ต้องเผชิญอุปสรรครอบด้าน ทั้งสถานการณ์สงคราม มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรง และภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่ำกว่าคาด
ดัชนี SET ปรับตัวขึ้นแล้วราว 29% นับตั้งแต่ต้นปี โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการขยายตัวของภาคการผลิตทั่วโลกที่หนุนกำไรของหุ้นกลุ่มวัฏจักร ทั้งพลังงานและปิโตรเคมี ประกอบกับแรงหนุนจากสถานการณ์สงครามที่ทำให้ส่วนต่างราคา (Spread) ยืนอยู่ในระดับสูง
ประมาณการกำไรถูกปรับขึ้น 11% กระจายตัวออกนอกกลุ่มพลังงาน
พิริยพลระบุว่า อ้างอิงข้อมูล ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2026 ประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยถูกปรับเพิ่มขึ้นแล้วราว 11% ในปีนี้ โดยหลักมาจากกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนที่แรงปรับเพิ่มจะขยายวงไปยังกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งกลุ่มการเงิน ค้าปลีก และขนส่ง
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าการฟื้นตัวของกำไรเริ่มเปลี่ยนจากการกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม ไปสู่การฟื้นตัวในวงกว้างขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัด Downside ของดัชนี ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ที่ประกาศออกมาแล้วราว 1 ใน 3 ของตลาด ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 5.6% สำหรับภาพเศรษฐกิจไทย บล.บัวหลวง ประเมินว่าปีหน้า GDP จะเติบโตในกรอบ 2-2.3%
ฟันด์โฟลว์ยังอยู่ในช่วงต้นถึงกลางของรอบ
พิริยพลอธิบายว่า ในอดีตเงินทุนต่างชาติมักไหลเข้าสุทธิราว 1.6 – 2 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 10-12 เดือน ขณะที่ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นกับพันธบัตร (Earnings Yield Gap: EYG) มักลดลงสู่ระดับ 3-3.5% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดยังมี Upside เหลืออยู่
จังหวะการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติมักเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคการผลิตขยายตัว ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงต้นถึงกลาง (Early to Mid) ของวัฏจักร ทำให้ประเมินว่าเม็ดเงินจะยังไหลเข้าต่อเนื่องในปีนี้ ไปจนถึงไตรมาส 1-2 ของปีหน้า
ฟันด์โฟลว์ในปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 1.5 แสนล้านบาท จากที่ไหลเข้าสุทธิแล้วราว 6.7 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี เทียบกับปี 2025 ที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 1.07 แสนล้านบาท
“Fund flow มีโอกาสจะเห็นระดับ 1.5 แสนล้านบาท เพราะภาพปัจจุบันสอดคล้องกับในอดีต ทั้งการผลิตขยายตัว มี Cycle AI และการท่องเที่ยว” พิริยพลกล่าว
การผลิตโลกขยายตัว 9 ใน 10 อุตสาหกรรม
พิริยพลระบุว่า วัฏจักรการผลิตโลกรอบนี้ขยายตัวค่อนข้างทั่วถึง ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และจีน โดยดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ (New Orders Index) กลับมายืนเหนือระดับ 50 ใน 9 จาก 10 อุตสาหกรรม สะท้อนว่าความต้องการสินค้าและบริการฟื้นตัวพร้อมเพรียงกันในหลายภาคส่วน มากกว่าจะกระจุกตัวอยู่เพียงบางอุตสาหกรรม และมองว่าการขยายตัวรอบนี้มีแนวโน้มยืนระยะได้
ในเชิงสถิติ ทุกช่วงที่ภาคการผลิตโลกขยายตัว กำไรบริษัทจดทะเบียน ดัชนี SET รวมถึงอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นตาม และนำไปสู่รอบการปรับเพิ่มมูลค่า (Valuation Re-rating) ซึ่งเป็นที่มาของเป้าหมายดัชนี SET ปี 2027 ที่กรอบ 1,650-1,710 จุด อิงกำไรต่อหุ้น 98.2 บาท และ PER ที่ 16.7-17.4 เท่า
FDI จาก Data Center เริ่มส่งแรงในปีนี้ถึงปีหน้า แต่ติดคอขวดไฟฟ้า-น้ำ
อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญคือเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้ามาจำนวนมากในช่วงปี 2025 ซึ่งพิริยพลระบุว่าโครงการที่ได้รับอนุมัติไปแล้วจะเริ่มเห็นแรงส่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า
คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วงครึ่งแรกของปี 2026 อยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ FDI เพิ่มขึ้น 80% เป็น 1.37 ล้านล้านบาท นำโดยกลุ่ม Data Center, Cloud, PCB และ Optical Transceiver
ด้านการลงทุนของกลุ่ม Hyperscaler ทั่วโลกยังมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง และเอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในบางส่วน โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเป็นคอขวดสำคัญในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นแหล่งลงทุน Data Center หลักของไทย โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ในพื้นที่ EEC สูงถึง 26,045 เมกะวัตต์ ขณะที่ระบบโครงข่ายรองรับได้เพียง 18.7% ของความต้องการทั้งหมด นำไปสู่การลงทุนขยายระบบสายส่งราว 3.1 หมื่นล้านบาท
5 ธีมลงทุนครึ่งปีหลัง ภายใต้พอร์ตแบบ Barbell
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ K-shape ที่กว้างขึ้น บล.บัวหลวง แนะนำจัดพอร์ตแบบ Barbell ผ่าน 5 ธีมการลงทุน ได้แก่
- Long-term Structural Growth การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและดิจิทัล ได้แรงหนุนจาก Data Center แผน PDP และการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA)
- Defensive-Yield Play หุ้นกระแสเงินสดมั่นคงและเงินปันผลสูง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร
- Domestic/Tourism Recovery การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ พร้อมมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ เน้นกลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว และเครื่องดื่ม
- Event-driven Alpha ธีมเอลนีโญและคลื่นความร้อน ที่ทำให้อุปทานเนื้อสัตว์ตึงตัวและการบริโภคเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น
- Inflation Hedge ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อและราคาพลังงาน ผ่านหุ้นกลุ่มพลังงาน
ในส่วนของการจัดพอร์ตภาพรวม บล.บัวหลวง ยังคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยที่ราว 5%
มองหุ้น AI ยังไม่ถึงจุดฟองสบู่
ด้าน ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ จาก บล.บัวหลวง ให้มุมมองต่อคำถามเรื่องความเสี่ยงฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI ว่า ระดับราคาปัจจุบันถือว่าแพง แต่ยังไม่ใกล้เคียงภาวะฟองสบู่ เพราะกำไรยังเติบโตดีกว่าคาดกว่า 10% ซึ่งถือเป็นสถิติที่แข็งแกร่งมากของกำไรหุ้นสหรัฐฯ
“หลายครั้งที่ตลาดตั้งคำถามเกี่ยวกับหุ้น AI ว่าแพงหรือ Bubble หรือไม่ จากการศึกษาพบว่าทุก Cycle ที่เกิดนวัตกรรมใหม่ของโลก จะพบว่าการลงทุนใน Infrastructure จะใช้เวลาถึง 10 ปีกว่าจะอิ่มตัว โดย 5 ปีแรกเริ่มต้นและปรับไปเรื่อยๆ ย้อนกลับไปช่วง Cell Phone ประมาณปี 1992-1993 การลงทุนของ ADVANC DTAC TRUE เกิดขึ้นต่อเนื่อง ตอนนั้น PER กลุ่มนี้เทรดประมาณ 40 เท่า แต่ Cycle ก็ Last Long และรายได้ค่อยๆ กลับมา” ชัยพรกล่าว
ตลาดจะเทรดหุ้น AI บนระดับ PER ที่สูงกว่าอุตสาหกรรมปกติอื่นๆ และไม่สามารถคาดหวังให้กลุ่มนี้เทรดบน PER ใกล้เคียงกับธุรกิจในไทยได้ โดยแม้จะเห็นหุ้นเทรดที่ PER 100 เท่า แต่หากกำไรเติบโตได้เกิน 100% ต่อปี และมีอัตรากำไรระดับ 40-50% สุดท้ายความสามารถในการทำกำไรจะค่อยๆ ถูกรวมเข้าไปในราคา

