รัฐจะเอาเงินจากไหนมาดูแลประชาชน เมื่อคนจ่ายภาษีกำลังลดลงเรื่อยๆ?
ประเด็นสำคัญ
ประโยคดังกล่าวกำลังเป็นคำถามระดับชาติในสังคมเกาหลีใต้ เมื่อแรงงานมนุษย์มีจำนวนลดน้อยลง แต่ผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้นจนเต็มเมือง ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดในสมการนี้ คือ บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับแชบอล (Chaebol) ที่กำลังกอบโกยความมั่งคั่งมหาศาลจากคลื่นเทคโนโลยีแห่งยุคอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ประเด็นที่แทบไม่มีใครพูดถึงในอดีต อย่างการเก็บ ‘ภาษี AI’ จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการคลังของประเทศ ณ วันนี้ ถือเป็นทางออกของเกาหลีใต้ในการดึงความมั่งคั่งจากเทคโนโลยีมาอุดรอยรั่วทางการคลัง ไปพร้อมกับการสร้างรากฐานสวัสดิการแห่งอนาคต
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้กำลังจะกลายเป็นโมเดลต้นแบบให้กับหลายประเทศ รวมถึงไทยในฐานะประเทศที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยต้องเรียนรู้และจับตามองอย่างใกล้ชิด THE STANDARD ชวนสำรวจว่า เกาหลีใต้กำลังออกแบบการคลังใหม่อย่างไร เหตุใดภาษี AI จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นคำตอบ
คนจ่ายภาษีลดลง แต่รัฐต้องใช้เงินมากขึ้น โจทย์ใหญ่ของเกาหลีใต้ในอนาคต
หากมองเฉพาะสถานะทางการคลังในปัจจุบัน เกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่ยังมีพื้นที่ทางการคลังค่อนข้างมาก โดย IMF ระบุว่า หนี้ของรัฐบาลกลางมีตัวเลข ‘ต่ำ’ กว่า 50% ของ GDP นับเป็นตัวเลขที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอิตาลี
ทั้งนี้ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) จัดให้เกาหลีใต้เป็นประเทศในกลุ่ม ‘ภาระภาษีต่ำ-สวัสดิการน้อย’ กล่าวคือ รัฐยังจัดเก็บภาษีและใช้จ่ายด้านสวัสดิการในสัดส่วนที่ต่ำกว่าหลายประเทศในกลุ่ม OECD ทำให้รัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลังเหลือมากพอสำหรับใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือรับมือกับวิกฤตระยะสั้นที่อาจเกิดขึ้น
ทว่าสิ่งที่รัฐบาลและนักเศรษฐศาสตร์กำลังกังวล คือ ภาพของเกาหลีใต้ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เมื่อโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และภาระทางการคลังกำลังเพิ่มขึ้นสวนทางกับรายได้ของรัฐ
ขยายความให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ในอนาคต เกาหลีใต้จะมีคนวัยทำงานและผู้เสียภาษีน้อยลง ขณะที่รัฐบาลต้องใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับบำนาญ ค่ารักษาพยาบาล และการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว
ในประเด็นดังกล่าว IMF ให้ข้อมูลว่า เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรแก่ตัวเร็วที่สุดในโลก เนื่องจากประชาชนมีอายุขัยยืนยาวขึ้น สะท้อนผ่านสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปที่เพิ่มขึ้นแตะ 20% ของประชากรทั้งหมด
แต่ในอีกด้านหนึ่ง อัตราการเจริญพันธุ์กลับอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยในปี 2023 ลดลงเหลือเพียง 0.72 ส่งผลให้เกาหลีใต้ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุขั้นสุด’ (Super-Aged Society) อย่างรวดเร็ว
IMF มองว่า ปัญหาประชากรของเกาหลีใต้จะส่งผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจและฐานะการคลังของรัฐโดยตรง กล่าวคือ เมื่อจำนวนประชากรลดลง ปริมาณผู้บริโภคก็จะลดลงตาม โดยมีการประเมินว่า หากประชากรเกาหลีใต้ลดลง 1% ตัวเลขการบริโภคที่แท้จริงอาจลดลงประมาณ 1.6% ซึ่งหมายความว่า เศรษฐกิจจะโตช้าลง ธุรกิจขายของได้น้อยลง และรัฐก็อาจเก็บรายได้จากภาษีได้น้อยลงตามไปด้วย
นอกจากนี้ IMF ประเมินว่า รายจ่ายภาครัฐของเกาหลีใต้ ด้านบำนาญ สาธารณสุข และการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว จะปรับตัวสูงขึ้นถึง 30-35% ของ GDP ภายในปี 2050 ขณะที่กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ระบุว่า ประชากรวัยทำงาน หรือกลุ่มผู้เสียภาษีหลักของประเทศ จะหดตัวลงอย่างรุนแรงจาก 70.2% ในปี 2024 เหลือเพียง 45.8% ในปี 2072
เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่คนวัยทำงานลดลง ภาระในการดูแลระบบบำนาญ สาธารณสุข และสวัสดิการต่างๆ จะตกอยู่กับคนทำงานกลุ่มเดิมที่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆสุดท้าย คนรุ่นใหม่ต้องกลายเป็น ‘เดอะแบก’ ของระบบ ทั้งในรูปภาษีและเงินสมทบที่สูงขึ้น เพื่อดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้นในอนาคต
‘ภาษี AI’ หนทางปฏิรูปการคลังเพื่ออนาคตในมุมเกาหลีใต้
คำถามว่า ‘รัฐจะหาเงินจากไหนในอนาคต’ กำลังมีความสำคัญมากขึ้นในเกาหลีใต้ เมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ในอนาคตอย่างวิกฤตประชากรถดถอย แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศกลับผูกขาดความมั่งคั่งมหาศาล เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมที่ทรงอิทธิพลอย่างกระแส AI Boom
ภาพที่ชัดที่สุดอยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เมื่อบริษัทอย่าง Samsung Electronics และ SK hynix กลายเป็นผู้เล่นสำคัญของโลก AI จากการผลิตชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง (High Bandwidth Memory: HBM) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญของศูนย์ข้อมูลและระบบ AI รุ่นใหม่
ทั้งนี้ สำนักข่าว Bloomberg คาดการณ์ว่า หากกระแส AI ยังเติบโตต่อเนื่อง ในปี 2026 Samsung Electronics อาจทำกำไรจากการดำเนินงานได้ราว 330 ล้านล้านวอน (ประมาณ 7.9 ล้านล้านบาท) สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก Nvidia ส่วน SK hynix อาจทำกำไรได้ราว 239 ล้านล้านวอน (ประมาณ 5.7 ล้านล้านบาท)
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกาหลีใต้เริ่มมองหาแหล่งรายได้ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่ เป็นเหตุให้แนวคิด ‘ภาษี AI’ หรือ ‘ภาษีหุ่นยนต์’ ถูกหยิบมาถกเถียงในฐานะทางออกของปัญหา โดยมีข้อเสนอให้บริษัทที่สร้างกำไรจาก AI หรือใช้หุ่นยนต์แทนแรงงาน จ่ายเงินส่วนหนึ่งเข้าสู่รัฐ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน หรือจัดตั้งเป็นกองทุนสาธารณะ
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า แนวคิดภาษีหุ่นยนต์หรือ AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการพูดถึงในแวดวงธุรกิจและเทคโนโลยีตั้งแต่หลายสิบปีก่อน เช่น บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้ง Microsoft เคยสนับสนุนแนวคิดภาษีหุ่นยนต์มาตั้งแต่ปี 2017 ขณะที่ อีลอน มัสก์ CEO ของ Tesla เคยเสนอแนวคิด ‘รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า’ (Universal Basic Income) ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายเงินโดยตรงให้ประชาชน เพื่อรับมือกับการสูญเสียงานจาก AI
เมื่อมองย้อนกลับมาในบริบทของเกาหลีใต้ ถือว่ามีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นประเทศที่พึ่งพาหุ่นยนต์และมีระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทในภาคการผลิตสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก โดยข้อมูลจาก International Federation of Robotics (IFR) ระบุว่า ในปี 2023 เกาหลีใต้มีหุ่นยนต์อุตสาหกรรม 1,012 ตัวต่อแรงงาน 1 หมื่นคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 162 ตัว ส่วนสิงคโปร์มี 770 ตัว จีน 470 ตัว และเยอรมนี 430 ตัว
ทั้งนี้ ชอง ฮึงจุน ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติโซล ให้เหตุผลการเก็บภาษีดังกล่าวว่า กำไรมหาศาลของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์เป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจเกาหลีใต้ แต่ผลประโยชน์ไม่ควรตกอยู่กับบริษัทเพียงฝ่ายเดียว พร้อมเสนอแนวคิดการเก็บ ‘ภาษีเฉพาะกิจ’ จากกำไรส่วนเกิน เพื่อนำไปลงทุนด้านวิจัยและการพัฒนาในการสนับสนุนการจ้างงานคนรุ่นใหม่ และเพิ่มสวัสดิการให้แรงงานในห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ขณะที่ ชอน ชางแบ ประธานสมาคม AI และจริยธรรมระหว่างประเทศให้เหตุผลว่า เมื่อบริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นจาก AI ขณะที่แรงงานบางส่วนเสี่ยงถูกเทคโนโลยีแทนที่ รัฐก็ควรจัดเก็บรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาใช้ดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ
ชางแบยังขยายความต่อว่า ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์อุตสาหกรรม หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือ AI ล้วนเป็นเครื่องมือที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ หากเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาแทนที่ตำแหน่งงาน ก็ควรถูกนับรวมอยู่ในขอบเขตของภาษี
นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวยังได้รับสนับสนุนจากสถาบันอนาคตแห่งรัฐสภาเกาหลีใต้ (National Assembly Futures Institute) หลังเผยแพร่รายงานเรียกร้องให้เร่งออกกฎหมาย ‘ภาษีประกันสังคม AI’ เพื่อดึงกำไรที่เกิดจาก AI กลับคืนสู่สังคม ขณะที่ อี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ก็เคยกล่าวว่า ภาษีหุ่นยนต์เป็นแนวคิดที่สามารถนำมาพิจารณาได้
ปัจจุบัน รูปแบบการเก็บภาษียังไม่มีข้อเสนอเป็นรูปธรรม แต่รายงานของ Korea Joongang Daily ระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการเสนอแนวคิดการเก็บภาษี AI และหุ่นยนต์ 3 รูปแบบดังต่อไปนี้
- 1. เก็บแทนภาษีและเงินสมทบจากแรงงานที่หายไป – ในแนวคิดนี้ บริษัทจะจ่ายภาษีตามมูลค่ารายได้ของตำแหน่งงานที่ถูก AI หรือหุ่นยนต์เข้ามาแทน คล้ายกับการจ่ายเงินสมทบประกันการจ้างงานและประกันสุขภาพแทนแรงงานมนุษย์
- 2. เก็บจากกำไรส่วนเกินของบริษัท – รัฐจะจัดเก็บจากกำไรหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้นหลังบริษัทนำระบบอัตโนมัติมาใช้ แต่รูปแบบนี้มีข้อจำกัด เพราะแยกได้ยากว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก AI โดยตรง หรือมาจากการตลาดและสภาพตลาดโดยรวม
- 3. เก็บตามปริมาณการใช้งาน AI – ภาษีจะคำนวณจากจำนวนคำสั่งที่ส่งเข้า AI หรือปริมาณการประมวลผลของ GPU ทำให้ครอบคลุมทั้งหุ่นยนต์ในโรงงานและ AI ที่ทำงานผ่านระบบซอฟต์แวร์
แต่ปัญหาสำคัญ คือ วิธีการและรายละเอียด เพราะไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า AI หรือหุ่นยนต์แบบใดควรถูกเก็บภาษี หรือต้องใช้วิธีการคำนวณภาษีแบบใด จึงจะเป็นธรรมทั้งต่อภาคธุรกิจ แรงงาน และไม่กระทบต่อการพัฒนานวัตกรรม หลังมีฝ่ายคัดค้านออกโรงเตือนว่า การเก็บภาษีอาจทำให้บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ไม่มีภาษี ขณะที่บริษัทต้องระมัดระวังการลงทุนวิจัยและพัฒนามากเป็นพิเศษ
รายงานของ Korea Joongang Daily ยังระบุความเห็นจากแหล่งข่าวบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ว่า ปกติ บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไรอยู่แล้ว หากเก็บภาษีเพิ่มเติมเพียงเพราะหุ่นยนต์ช่วยเพิ่มกำไร ก็อาจกลายเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน แม้ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า รัฐบาลเกาหลีใต้มักดำเนินนโยบายเอื้อภาคธุรกิจมาโดยตลอด และการเก็บภาษีในระดับที่เหมาะสมไม่น่าจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศมากนัก
‘กองทุนเพื่ออนาคต’ เปลี่ยนรายได้ยุค AI เป็น ‘กันชนทางการคลัง’ ระยะยาวของชาติ
แม้แนวคิด ‘ภาษี AI’ ยังอยู่ในขั้นข้อเสนอและยังไม่มีข้อสรุปว่าจะออกแบบอย่างไร แต่รัฐบาลของ อี แจมยอง กำลังเดินหน้าอีกแนวทางหนึ่งควบคู่กันที่ใช้ได้ทันที คือการจัดตั้ง ‘กองทุนเพื่อรับมืออนาคต’ (Future Response Fund) เพื่อเปลี่ยนรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจยุค AI ให้กลายเป็นเงินลงทุนระยะยาวของประเทศ
ทั้งนี้ คัง ฮุนซิก ประธานคณะเสนาธิการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ผู้เสนอแนวคิดดังกล่าวอธิบายว่า กองทุนนี้ไม่ใช่การจัดเก็บภาษี AI เพิ่มเติม แต่เป็นการนำรายได้ภาษีส่วนเพิ่ม (Additional Tax Revenue) ที่เกิดจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI มาแยกเป็นกองทุนสำหรับการลงทุนในอนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Unreplaceable South Korea’ หรือการสร้างเกาหลีใต้ที่มีศักยภาพในการแข่งขัน และยากที่ประเทศอื่นจะทดแทนได้
รัฐบาลให้เหตุผลว่า รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นจากกระแส AI Boom ไม่ควรถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทั้งหมด แต่ควรถูกเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
สำหรับรายละเอียดเบื้องต้น มีการเปิดเผยว่า กองทุนดังกล่าวจะถูกนำไปสนับสนุน 3 เมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล คือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล AI และ Physical AI ควบคู่กับการลงทุนเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนคนรุ่นใหม่ กระจายการเติบโตสู่ภูมิภาค ไปจนถึงลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ พัค ฮงกึน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและงบประมาณ ยังระบุเพิ่มเติมว่า เงินจากกองทุนเพื่อรับมืออนาคต จะทำหน้าที่เป็น ‘กันชนทางการคลัง’ (Fiscal Safety Net) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต เช่น หากเศรษฐกิจเกาหลีใต้ชะลอตัว จนรัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าคาด หรือมีความจำเป็นต้องออกงบประมาณเพิ่มเติม กองทุนนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
อนึ่ง รัฐบาลเกาหลีใต้คาดว่า จะสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีในปี 2027 ได้ราว 500 ล้านล้านวอน (ประมาณ 12 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมากกว่าการคาดการณ์เดิมที่ 412 ล้านล้านวอน (ประมาณ 9.9 ล้านล้านบาท) เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI
ท้ายที่สุด โจทย์ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้คงหนีไม่พ้นกับหลายประเทศในโลก คือการออกแบบระบบการคลังให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังสร้างความมั่งคั่งมหาศาล ขณะที่จำนวนผู้เสียภาษีกลับลดลงจากวิกฤตประชากร
แนวคิด ‘ภาษี AI’ หรือ ‘กองทุนเพื่ออนาคต’ จึงเป็นภาพสะท้อนความพยายามของในการหากลไกจากความมั่งคั่งจากเศรษฐกิจยุค AI เพื่อกลับมาค้ำจุนระบบสวัสดิการของประเทศ และลดความเหลื่อมล้ำโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าข้อเสนอเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่วิธีที่เกาหลีใต้เลือกออกแบบนโยบายเพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจ AI อาจกลายเป็น ‘ห้องทดลองทางนโยบาย’ ที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องติดตามและเรียนรู้อย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือสถานการณ์ในอนาคตหลังจากนี้
แฟ้มภาพ: Quality Stock Arts / ShutterStock
อ้างอิง:
- https://www.koreajoongangdaily.com/business/korea-weighs-robot-tax-as-ai-driven-job-losses-loom/12609970
- https://www.koreatimes.co.kr/southkorea/society/20251226/nearly-4-in-10-older-adults-in-korea-live-below-poverty-line-report
- https://www.koreaherald.com/article/10798532
- https://www.koreaherald.com/article/10736129
- https://www.digitaljournal.com/article/south-korea-floats-ai-profit-social-tax-as-tech-giants-boom/
- https://www.koreatimes.co.kr/economy/policy/20260702/oecd-urges-stronger-fiscal-discipline-amid-aging-population-pressures
- https://www.chosun.com/english/national-en/2026/07/05/XJLQNKJDFNHBJDFP6ZTCZ3KV4Q/
- m.economictimes.com/news/international/world-news/south-korea-may-use-ai-driven-tax-gains-to-pay-citizens-top-policymaker/articleshow/131048156.cms
- https://startupfortune.com/south-korea-wants-citizens-to-share-in-the-ai-boom/
- https://www.oecd.org/content/dam/oecd/en/publications/reports/2026/07/oecd-economic-surveys-korea-2026_17d6bf02/6b87f585-en.pdf
- https://breezeinflow.com/national-news/imfs-korea-review-miscast-as-debt-warning
- https://www.ajupress.com/view/20260419122342729
- https://www.mof.go.jp/pri/international_exchange/kouryu/fy2024/pri_kipf202501_3.pdf


