การเปิดตัว Tesla Roadster รุ่นที่ 2 ที่ใช้ระบบขับดันด้วยอากาศอัดแรงดันสูงจนกระโดดข้ามรถคันอื่นได้ อาจมีความหมายมากกว่าการเปิดตัวรถสปอร์ตคันใหม่ เพราะนักวิเคราะห์หลายรายมองว่านี่คือสัญญาณที่ อีลอน มัสก์ อยากควบรวม Tesla กับ SpaceX 2 บริษัทใหญ่ที่สุดที่เขาควบคุมอยู่
Roadster รุ่นใหม่พัฒนาร่วมกับ SpaceX และเปิดตัวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม (ตามเวลาสหรัฐฯ) ที่ศูนย์ทดสอบจรวดของ SpaceX ในเมืองแม็กเกรเกอร์ รัฐเท็กซัส หลังจาก Tesla เคยโชว์ต้นแบบไปตั้งแต่ปี 2017 และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ทั้ง 2 บริษัทจะรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด
“มันคือการอวดฝีมือด้านวิศวกรรมที่ไม่มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ นอกจากทำให้ค่ายรถดั้งเดิมเสียหน้า” ยีน มันสเตอร์ จาก Deepwater Asset Management ผู้ลงทุนใน Tesla โพสต์บน X พร้อมระบุว่า “งาน Roadster คือตัวอย่างล่าสุดที่แสดงว่าอีลอนรอไม่ไหวแล้วที่จะรวม Tesla กับ SpaceX เข้าด้วยกัน”
ขณะที่ การ์เร็ตต์ เนลสัน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์อาวุโสของ CFRA มองว่า “เราเห็น 2 บริษัทใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้ถึงจุดที่มัสก์จะอ้างได้ว่า 2 บริษัททำงานร่วมกันใกล้ชิดมากจนการควบรวมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล”
มัสก์เองก็พูดถึงความเชื่อมโยงของ 2 บริษัทบ่อยขึ้น รวมถึงในการประชุมนักลงทุนครั้งล่าสุดที่เขาบอกว่า Tesla ทับซ้อนกับ SpaceX “ในหลายด้าน” โดยเฉพาะ Terafab โครงการร่วมกันสร้างโรงงานผลิตชิป ซึ่งนักลงทุนและนักวิเคราะห์บางส่วนใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนการควบรวม
หลังงานเปิดตัว หุ้น Tesla ปรับขึ้น 5% ในการซื้อขายก่อนตลาดเปิดเมื่อวันศุกร์ ก่อนจะบวกเพียง 0.9% หลังตลาดนิวยอร์กเปิดได้ไม่นาน ขณะที่หุ้น SpaceX ลดลง 2.8% โดย SpaceX มีกำหนดรายงานผลประกอบการไตรมาสในวันที่ 20 ตุลาคม และ Tesla ในวันถัดไป
รถบินได้จริงหรือแค่กระโดด
ในงานเปิดตัว Roadster วิ่งขึ้นทางลาดโค้งจนห้อยกลับหัวได้ โดยอาศัยพัดลมใต้ท้องรถที่ช่วยดูดตัวรถให้ติดกับทางลาด จากนั้นรถพุ่งออกจากทางลาด หมุนตัวกลางอากาศ แล้วใช้ระบบขับดันช่วยลงจอด
ช่วงท้ายของงาน Roadster ยังใช้ระบบขับดันเดิมกระโดดข้ามรถ Tesla อีก 5 คันที่จอดเรียงกันอยู่
ระบบนี้ใช้หัวฉีด 10 จุด และสิ่งที่มัสก์เรียกว่า “ถังอากาศแรงดันสูงพิเศษ” ซึ่ง Tesla อ้างว่าช่วยให้รถเร่งจาก 0-97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (60 ไมล์ต่อชั่วโมง) ได้ในเวลาไม่ถึง 1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระหว่างการสาธิตไม่มีคนขับอยู่ในรถ ซึ่งมัสก์บอกว่าทำ “เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่ฆ่าใคร” และยอมรับว่า “ผมพูดจริงนะว่าไม่มีอะไรรับประกันว่าจะสำเร็จ มันน่าจะทำได้ แต่ถ้าพลาด พวกเราก็อยู่ห่างพอที่จะปลอดภัย”
ลาร์ส โมราวี ผู้บริหารฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์ของ Tesla เรียก Roadster ว่าเป็นรถบินได้คันแรกของโลก แต่การสาธิตครั้งนี้ยังไม่มีการบินระยะไกลให้เห็น และยังต้องพิสูจน์อีกมากว่ารถจะบินได้จริง หรือทำได้แค่กระโดด
“นี่ยังห่างไกลจากการบินต่อเนื่อง สิ่งที่เราเห็นคือการกระโดดจริงๆ” โรเจอร์ คอนเนอร์ ภัณฑารักษ์ด้านอากาศยานขึ้นลงแนวดิ่งของพิพิธภัณฑ์อากาศและอวกาศแห่งชาติสมิธโซเนียน กล่าวกับ CNN
คอนเนอร์อธิบายว่าเครื่องบินต้องการน้ำหนักเบาที่สุด แต่รถที่วิ่งบนถนนต้องมีกันชนและโครงสร้างดูดซับแรงกระแทก “สิ่งที่เป็นลูกผสมระหว่าง 2 อย่างนี้ ย่อมเป็นทั้งเครื่องบินที่ทำงานได้ไม่ดี รถที่ทำงานได้ไม่ดี และยังมีราคาแพงด้วย”
ตัวอย่างคือรถของ Alef สตาร์ทอัพในแคลิฟอร์เนีย ที่ขึ้นบินได้ด้วยใบพัด 8 ตัว แต่ตัวรถหนักเพียง 254 ปอนด์ (ราว 115 กิโลกรัม) เบากว่า Roadster หลายเท่า และบรรทุกได้แค่ 1 คน
จิม ดูคอฟนี ซีอีโอของ Alef มองว่าการทำให้รถลอยขึ้นได้เป็นไปได้ 100% แต่ส่วนที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนจากลอยขึ้นแนวดิ่งไปสู่การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า โดยไม่สูญเสียแรงยกและยังทรงตัวได้มั่นคง
ลูกค้ารอ 9 ปี ยังไม่รู้ราคา
Tesla เปิดตัวต้นแบบ Roadster รุ่นที่ 2 ครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2017 และเปิดรับเงินมัดจำ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.67 ล้านบาท) หรือ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.36 ล้านบาท) สำหรับรุ่น Founders Series ที่ผลิตจำนวนจำกัด โดยตั้งเป้าเริ่มผลิตในปี 2020 แต่แผนนั้นก็ไม่เกิดขึ้นจริง
ล่าสุดมัสก์บอกว่า Roadster จะเริ่มผลิตในปี 2028 “ครั้งนี้ของจริง” แต่ที่ผ่านมามัสก์เคยให้คำมั่นเรื่องกำหนดเวลาหลายครั้ง และพลาดเป้าไปหลายปี
ในงานยังไม่มีการเปิดเผยราคา แม้ผู้ชมจะตะโกนถามมัสก์ ขณะที่เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน Tesla เคยระบุราคาเริ่มต้นไว้ที่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.69 ล้านบาท) ส่วนระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้งอยู่ที่มากกว่า 480 กิโลเมตร น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของที่มัสก์เคยสัญญาไว้ในปี 2017
เมื่อถูกถามว่ารถจะวิ่งบนถนนได้ถูกกฎหมายอย่างไร มัสก์ตอบเพียงว่า “ขึ้นอยู่กับถนนของคุณ แต่มันจะเป็นรถที่ใช้งานได้”
ปัจจุบันเว็บไซต์ของ Tesla เปิดรับจองอีกครั้ง โดยรุ่น Performance ต้องวางมัดจำ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แบ่งจ่าย 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.67 แสนบาท) ตอนจอง และอีก 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.5 ล้านบาท) ภายใน 10 วัน ส่วนรุ่น Thrust ที่มีระบบขับดันเร่งความเร็ว ต้องวางมัดจำ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่รุ่น Rocket ที่นั่งได้ 1 คนและมีระบบบินเต็มรูปแบบ เปิดให้เฉพาะผู้ได้รับเชิญ และ Tesla ระบุว่ายังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้บนถนน
ขายได้ไม่มาก แต่ช่วยปลุกกระแสแบรนด์ Tesla
มัสก์เองเคยบอกเมื่อปี 2023 ว่า Roadster เป็นแค่ “เรื่องเล็กๆ” ที่จะไม่ส่งผลต่อการเงินของบริษัทมากนัก และด้วยราคาที่สูง รถรุ่นนี้ก็ไม่น่าจะขายได้จำนวนมาก แต่ Battle Road Research บริษัทวิจัยอิสระ มองว่าอาจช่วยเพิ่มรายได้ของบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ
เซท โกลด์สไตน์ นักวิเคราะห์ของ Morningstar มองว่า Roadster จะเป็น Halo Car คันใหม่ของ Tesla ซึ่งหมายถึงรถหรูสมรรถนะสูงที่ค่ายรถสร้างขึ้นเพื่ออวดวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่ดีที่สุดของตัวเอง โดยปัจจุบัน Tesla ยังไม่มีรถลักษณะนี้
Tesla ต้องการแรงกระตุ้นแบบนี้ เพราะยอดขายรถลดลงติดต่อกันหลายปี และถูกวิจารณ์ว่าไม่มีรถรุ่นใหม่มานาน ปีนี้บริษัทยังหยุดขาย Model S และ Model X เพื่อเปิดพื้นที่ให้การผลิตหุ่นยนต์ Optimus และหันไปทำ Cybercab รถแท็กซี่ไร้คนขับที่ไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ
แม้มัสก์จะพยายามพาบริษัทไปสู่ธุรกิจแห่งอนาคตอย่าง AI และหุ่นยนต์ แต่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นรายได้และกำไรส่วนใหญ่ของ Tesla อยู่ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าตัวเลขในงบไตรมาส 3 สำคัญต่อนักลงทุนมากกว่างานเปิดตัวครั้งนี้
“ตัวเลขอัตรากำไรและกระแสเงินสดจะมีผลต่อนักลงทุนมากกว่าทุกอย่างที่เห็นในงานเปิดตัว” จอช กิลเบิร์ต นักวิเคราะห์หลักประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ eToro ระบุ
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.44 บาท ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2569
ภาพ: Courtesy of Tesla
อ้างอิง:
- https://www.wsj.com/business/autos/tesla-roadster-elon-musk-530c8e78
- https://edition.cnn.com/2026/10/15/business/tesla-unveils-what-it-says-is-a-flying-car
- https://www.reuters.com/business/autos-transportation/tesla-set-unveil-next-generation-roadster-sports-ev-after-years-delay-2026-10-15/
- https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-10-15/tesla-readies-flying-car-demo-to-pump-up-sluggish-auto-business


