×

Nasdaq ดิ่ง 6.4% มูลค่ามาร์เก็ตแคปวูบ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ผวานโยบายเดโมแครตจ่อคุมเข้ม AI ท่ามกลางกระแสสตาร์ตอัปจีนเร่งเจาะช่องโหว่เช่าชิป Blackwell นอกประเทศ

06.11.2026
ภาพกระดานแสดงข้อมูลดัชนีหุ้นตลาดสหรัฐฯ บนหน้าจอแสดงผล

ตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก โดยดัชนี Nasdaq 100 ดิ่งลงถึง 6.4% ถือเป็นวันที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ส่งผลให้มูลค่าตลาดสูญหายไปกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มชิปทรุดหนักถึง 12% ท่ามกลางความวิตกต่อนโยบายควบคุมอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายหลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ซ้ำเติมด้วยคาดการณ์ผลประกอบการที่น่าผิดหวังของ Qualcomm และ Arm Holdings ขณะเดียวกัน สมรภูมิชิปโลกยิ่งทวีความตึงเครียด หลังมีรายงานว่า Moonshot AI สตาร์ตอัปดาวรุ่งจากจีน กำลังเจรจาเช่ากำลังประมวลผลชิป Nvidia ตระกูล Blackwell ผ่านดาต้าเซ็นเตอร์ในยุโรป อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายของสหรัฐฯ ที่ยังควบคุมการเข้าถึงผ่านคลาวด์ในต่างประเทศได้ไม่ครอบคลุม

 

 
 

วอลล์สตรีทระส่ำ มาร์เก็ตแคปวูบ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์

 

คลื่นแรงเทขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ลุกลามเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างรุนแรง หลังนักลงทุนพากันปรับลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq 100 ปรับตัวลดลงถึง 6.4% ภายในวันเดียว นับเป็นสถิติการปรับตัวลดลงที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ลบมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) หายไปในพริบตากว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ในขณะเดียวกัน ดัชนี S&P 500 ปรับลดลง 4.4% และดัชนีหลักที่ติดตามหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป (Semiconductors) ทรุดฮวบหนักถึง 12% โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญมาจากความวิตกกังวลว่า พรรคเดโมแครต (Democrats) ซึ่งกวาดชัยชนะและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส อาจเดินหน้าผลักดันกฎระเบียบและมาตรการควบคุมอุตสาหกรรม AI อย่างเข้มงวดมากขึ้น

 

แรงกดดันรายตัวยังถูกซ้ำเติมด้วยแนวโน้มผลประกอบการที่น่าผิดหวังของ Qualcomm Inc. และ Arm Holdings Plc. ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวดิ่งลงอย่างหนัก ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่อย่าง Tesla Inc. ร่วงลงกว่า 9% สวนทางกับ Apple Inc. ที่ใช้จังหวะนี้ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ระดับ Investment Grade ได้ถึง 7.5 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางกระแสการออกตราสารหนี้ของบิ๊กเทคที่เร่งตัวขึ้น

 

ทิ้งหุ้นหันซบพันธบัตร ท่ามกลางความหวังสงครามยุติ

 

บรรยากาศการลงทุนที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว ได้ลบล้างแรงรีบาวด์ของตลาดหุ้นเมื่อวันพุธไปจนหมดสิ้น โดยก่อนหน้านี้ ตลาดเคยตอบรับเชิงบวกต่อชัยชนะของพรรคเดโมแครตจากความหวังว่าจะช่วยเร่งให้ข้อพิพาทความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามอิหร่านยุติลงได้เร็วขึ้น ซึ่งเคยส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงรุนแรงชั่วคราว

 

ทว่า ความไม่มั่นใจต่อโมเมนตัมของกลุ่ม AI ได้กระตุ้นให้นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical Stocks) แล้วสลับเข้าสู่หุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive Stocks) ก่อนจะลุกลามเป็นการเทขายทั้งกระดาน ส่งผลให้ดัชนีวัดความผันผวน (VIX Index) พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

สินทรัพย์เสี่ยงสูงอย่าง Bitcoin ปรับตัวลดลงสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้น ขณะที่เม็ดเงินไหลเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Assets) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลลดลง (ราคาพันธบัตรปรับตัวขึ้น) นอกจากนี้ การชะลอความกระตือรือร้นในการอัดฉีดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI (AI CapEx) ยังส่งผลให้นักลงทุนปรับลดการคาดการณ์ต่อโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป

 

สตาร์ตอัปจีนเร่งเจาะช่องโหว่ เช่าชิป Blackwell นอกแผ่นดินใหญ่

 

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้น สมรภูมิการแย่งชิงทรัพยากรประมวลผล AI ระหว่างสองมหาอำนาจกำลังเปิดฉากขึ้นในอีกมิติ เมื่อมีรายงานว่า Moonshot AI บริษัทพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ดาวรุ่งจากประเทศจีน กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อ เช่ากำลังประมวลผล (Compute Power) จากผู้ให้บริการคลาวด์ทางเลือก (Neoclouds) ที่ติดตั้งชิป GPU ขั้นสูงของ Nvidia ในดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วยุโรป

 

เป้าหมายสำคัญของ Moonshot AI คือการเข้าถึงชิปตระกูล Blackwell ซึ่งเป็นชิป AI รุ่นเรือธงตัวล่าสุดของ Nvidia ที่อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อย่างเข้มงวด โดยมีรายงานว่าบริษัทกำลังหารือเพื่อขอเช่าใช้คลัสเตอร์ชิป Blackwell จำนวนตั้งแต่ 8,000 ตัวขึ้นไป เพื่อนำมาใช้ทั้งในขั้นตอนการฝึกฝนโมเดล (Training) และการประมวลผลเพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้งานจริง (Inference)

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกรกฎาคม ทำเนียบขาวเคยออกมาระบุข้อกล่าวหาว่า Moonshot AI เคยเข้าถึงชิป Blackwell ผ่านศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยมาแล้ว แม้ว่าทางบริษัทจะไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีดังกล่าวก็ตาม

 

ประเด็นดังกล่าวได้สะท้อนถึง ‘ช่องโหว่เชิงโครงสร้าง’ (Regulatory Loophole) ของกฎหมายควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ซึ่งในปัจจุบันสามารถสกัดกั้นได้เฉพาะการส่งมอบฮาร์ดแวร์จริงข้ามพรมแดนเข้าไปยังประเทศจีน แต่ยังไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการควบคุมการเข้าถึงกำลังประมวลผลระยะไกลผ่านระบบคลาวด์ (Remote Cloud Access) ในประเทศที่สาม

 

ภาพ: Rokas Tenys / Shutterstock

 

อ้างอิง:


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories