ความปลอดภัยกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง หลังสถานทูตจีนเตือนพลเมืองระวังภัยลักพาตัวและการหลอกลวงด้วยข้อเสนองานค่าตอบแทนสูง
จากกรณี สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยออกคำเตือนเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ให้พลเมืองจีนวางแผนการเดินทางมาไทยอย่างรอบคอบและเพิ่มความระมัดระวังด้านความปลอดภัย หลังเกิดเหตุลักพาตัวชาวจีนหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา โดยเน้นเตือนศิลปินและ Influencer ให้ระวังการถูกหลอกด้วยข้อเสนองานที่ให้ค่าตอบแทนสูง ก่อนถูกล่อลวงไปยังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในเมียนมา
คำเตือนดังกล่าวแนะนำให้เลือกใช้บริการขนส่งและผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ไม่ขึ้นรถฟรีจากคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักที่ไม่น่าไว้วางใจ หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนสถานที่หรือเส้นทางกะทันหัน และแจ้งครอบครัวให้ทราบถึงตำแหน่งที่อยู่ระหว่างเดินทาง
โดยรายงานอ้างอิงจาก (South China Morning Post) ระบุถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องหลายกรณี เช่น เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ตำรวจจับกุมชายไทยวัย 30 ปีในจังหวัดตาก ซึ่งต้องสงสัยว่าหลอกชาวจีน 3 คนให้เดินทางเข้าไทยด้วยข้อเสนองานปลอม ก่อนพาไปยังพื้นที่ชายแดนเมียนมา
ขณะที่อีกกรณีหนึ่ง ครูสอนดนตรีจากเซี่ยงไฮ้หายตัวไประหว่างอยู่ในไทยเมื่อวันที่ 25 กันยายน และมีการเผยแพร่ข้อความตามหาผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม
นอกจากนี้ ยังมีรายงานนักท่องเที่ยวจีนถูกลักพาตัวหลังขึ้นรถผิดคัน เพราะเข้าใจว่าเป็นรถของไกด์นำเที่ยว ก่อนจะหนีรอดได้ที่จุดตรวจของตำรวจ โดยมีรายงานว่าผู้เสียหายเหล่านี้เดินทางกลับจีนแล้วด้วยความช่วยเหลือจากสถานทูตจีนในกรุงเทพฯ
ด้าน ธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ระบุเมื่อเดือนมิถุนายนว่า คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยในปี 2569 ลดลงเหลือประมาณ 7 ล้านคน จากเดิมที่คาดไว้ 9 ล้านคน
พร้อมชี้ว่า ความปลอดภัยเป็นความท้าทายสำคัญที่สุดของตลาดนักท่องเที่ยวจีน เพราะมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทาง
อีกทั้งข่าวอาชญากรรมที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นของจีน ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยด้วย
ล่าสุด จีระยุ จารุกิตติวรกานต์ เลขาธิการ สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน เลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประธานอนุกรรมการ วัฒนธรรม ท่องเที่ยวไทย-จีน แถลงการณ์ล่าสุดว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลและการเผยแพร่คำแนะนำด้านความปลอดภัยสำหรับพลเมืองจีนที่เดินทางมายัง ประเทศไทย
โดยมีการเน้นย้ำให้เพิ่มความระมัดระวังต่อการหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ อาทิ การชักชวนด้วยข้อเสนอการจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูง การลงทุน การดำเนินธุรกิจ การถ่ายทำ การแสดง ตลอดจนการใช้บริการรับส่งหรือการเดินทางที่จัดเตรียมโดยบุคคลหรือแหล่งที่ไม่สามารถตรวจสอบได้
รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์นั้น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ในฐานะองค์กรตัวแทนภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวของประเทศ มีความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว
เนื่องจากประเด็นด้าน ‘ความปลอดภัยและความเชื่อมั่น‘ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย
นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มต่างๆ ในสาธารณรัฐ ประชาชนจีนสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว หากไม่มีการสื่อสารข้อเท็จจริงและมาตรการของประเทศไทยอย่างทันท่วงที อาจทำให้เหตุการณ์เฉพาะกรณีขยายตัวเป็นปัญหาความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในภาพรวม และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง การสำรองที่พัก การใช้บริการบริษัทนำเที่ยว สายการบิน ตลอดจนผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว
สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเห็นว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยในสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ควรเป็นการโต้แย้งหรือปฏิเสธข้อห่วงกังวลของฝ่ายจีน แต่ควรแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยรับฟังและให้ ความสำคัญต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว พร้อมดำเนินมาตรการป้องกัน ปราบปราม และสร้างความเชื่อมั่น อย่างเป็นรูปธรรม
ธุรกิจท่องเที่ยวไทย-จีน ชง 8 มาตรการเร่งด่วน
สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอเสนอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาพิจารณาเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินมาตรการเร่งด่วน ดังต่อไปนี้
1. จัดตั้งกลไกประสานงานด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวไทย-จีน
บูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พร้อมประสานสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว จีนได้อย่างรวดเร็ว
2. เร่งดำเนินการกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน
เพิ่มมาตรการตรวจสอบ ป้องกัน และดำเนินคดีกับเครือข่ายที่ใช้การท่องเที่ยว การจ้างงาน การลงทุน การถ่ายทำ การแสดง หรือกิจกรรมทางธุรกิจเป็นช่องทางในการหลอกลวงบุคคลเข้าสู่ประเทศไทย หรือใช้ประเทศไทยเป็นจุดเชื่อมโยงไปยังพื้นที่เสี่ยงหรือประเทศเพื่อนบ้าน
พร้อมสื่อสารจุดยืนของประเทศไทยอย่างชัดเจนว่า “ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ถูกใช้เป็นทางผ่าน ฐานปฏิบัติการ หรือพื้นที่สนับสนุนขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวง และการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบ”
3. จัดทำระบบตรวจสอบผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเข้าถึงได้พัฒนาระบบออนไลน์หรือ QR Code สำหรับตรวจสอบบริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ ผู้ประกอบการรถรับส่ง และผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง โดยจัดทำอย่างน้อยในภาษาไทย อังกฤษ และจีน เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบข้อมูลก่อนใช้บริการ
4. ยกระดับช่องทางช่วยเหลือนักท่องเที่ยวจีน เพิ่มการประชาสัมพันธ์สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 และบริการช่วยเหลือภาษาจีน พร้อมพิจารณาพัฒนาช่องทางเฉพาะสำหรับการตรวจสอบข้อมูล แจ้งเหตุ และขอความช่วยเหลือ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงหน่วยงานของประเทศไทยได้ง่ายและรวดเร็วเพิ่มมาตรการป้องกันกลุ่มศิลปิน นักแสดง Influencer
5. เพิ่มมาตรการป้องกันสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง โดยเฉพาะศิลปิน นักแสดง Influencer, Content Creator ผู้สมัครงาน นักลงทุน และผู้เดินทางเข้ามาดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจระยะสั้น โดยควรมีช่องทางสำหรับตรวจสอบผู้ว่าจ้าง บริษัทผู้ประสานงาน หนังสือเชิญ สถานที่ดำเนินกิจกรรม และบริการรับส่งก่อนเดินทางมายังประเทศไทย
6. ดำเนินยุทธศาสตร์สื่อสารเชิงรุกในตลาดจีนเห็นควรให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับภาคเอกชน จัดทำ China Tourism Confidence Communication
โดยไม่มุ่งสื่อสารเพียงข้อความว่า ‘ประเทศไทยปลอดภัย’ แต่ควรนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัย การดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด การช่วยเหลือผู้เสียหาย และช่องทางที่นักท่องเที่ยวสามารถตรวจสอบและขอความช่วยเหลือได้จริง
7. หารือกับสถานเอกอัครราชทูตจีนและหน่วยงานของจีนอย่างเป็นทางการเพื่อรับฟังข้อกังวลและข้อมูลของฝ่ายจีนโดยตรง รวมถึงพิจารณากำหนดแนวทางความร่วมมือและการสื่อสารร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางมายังประเทศไทย
8. จัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนด้านตลาดจีน โดยเปิดโอกาสให้องค์กรภาคเอกชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับตลาดจีนโดยตรง อาทิ สมาคม ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน (TCTA) ตลอดจนสมาคมและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลจากตลาด ประเมินผลกระทบ และร่วมสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังเครือข่ายในประเทศจีน
สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเห็นว่า การฟื้นฟูความเชื่อมั่นไม่สามารถดำเนินการด้วยการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากมาตรการด้านความปลอดภัยที่ประชาชนสามารถมองเห็นตรวจสอบ และเข้าถึงได้จริง
หากประเทศไทยสามารถดำเนินการอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และประสานความร่วมมือกับฝ่ายจีนอย่างใกล้ชิด สภาฯ เชื่อว่าจะสามารถลดผลกระทบต่อความเชื่อมั่น รักษาความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวไทย-จีน และสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อตลาดต่างประเทศทั้งหมดในระยะยาว
ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมประสานเครือข่ายสมาคมและผู้ประกอบการ ภาคเอกชนทั่วประเทศ รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับตลาดจีน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล และร่วม สื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องไปยังนักท่องเที่ยวและพันธมิตรในต่างประเทศ
อ้างอิง:

