วันนี้ (21 เมษายน) สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงและโต้แย้งกรณีคลิปเสียงที่ถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีติดสินบนทองคำมูลค่า 246 ล้านบาท
โดยก่อนเริ่มการแถลงข่าวได้เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย เมื่อ พันตำรวจเอก ภาคภูมิ พิศมัย อดีตนายตำรวจลูกน้องคนสนิทของ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ ได้พยายามขอเข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวด้วยตนเอง ทำให้สื่อมวลชนต้องขอความร่วมมือให้ พันตำรวจเอก ภาคภูมิ ไปติดตามรับฟังผ่านช่องทางออนไลน์แทน เพื่อป้องกันความชุลมุนวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่
หลังจากเหตุการณ์สงบลง ทนายความได้เริ่มการแถลงข่าวซึ่งกินเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยเริ่มต้นจากการชี้แจงข้อกฎหมายว่า การดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือระบบกล่าวหาสำหรับคดีทั่วไป และระบบไต่สวนสำหรับคดีพิเศษ ซึ่งในกรณีที่มีการกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกตินั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 236 และ 237 ได้บัญญัติขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ไว้เป็นการเฉพาะ
โดยต้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือประชาชนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน เข้าชื่อเสนอเรื่องต่อประธานรัฐสภา เพื่อส่งเรื่องให้ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ขึ้นมาดำเนินการ ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45
รวมถึงบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2560 และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ยืนยันตรงกันว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ดำเนินการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้ จึงถือเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จากข้อเท็จจริงทางกฎหมายดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ จึงได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต เพื่อคัดค้านสำนวนคดีที่พนักงานสอบสวนส่งมอบให้อัยการพิจารณา พร้อมกันนี้ ทนายความยังได้กล่าวโต้แย้งถึงการแถลงข่าวของโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 18 เมษายน ว่าอาจเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการให้ข่าว ซึ่งกระทบต่อรูปคดีและละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
โดยระบุว่าหากคลิปเสียงดังกล่าวได้มาจากการดักฟัง ย่อมมีความผิดตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 21 และไม่สามารถนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ พร้อมย้ำหลักสิทธิมนุษยชนว่าผู้ต้องหายังคงเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และมีสิทธิที่จะไม่ถูกประจานผ่านสื่อมวลชน
สำหรับประเด็นคลิปเสียงที่เป็นข้อพิพาท สัญญาภัชระ ยืนยันจากการพูดคุยกับลูกความว่า เสียงในคลิปไม่ใช่เสียงของ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ อย่างแน่นอน โดยตั้งข้อสังเกตว่าในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถลอกเลียนแบบและดัดแปลงเสียงได้อย่างแนบเนียน พร้อมมองว่าจังหวะการพูดที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ รวมถึงเสียงสะอื้นร้องไห้ในคลิป เป็นความพยายามจัดฉากเพื่อเรียกร้องความสนใจและชี้นำสังคม
แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะระบุว่าคลิปดังกล่าวผ่านการตรวจสอบจากกองพิสูจน์หลักฐานแล้วว่าเป็นของจริง ตนก็ยังคงยืนยันที่จะทำหน้าที่ทนายความเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อไป ส่วนกรณีความสัมพันธ์กับ สามารถ หรือ เอ็ดเวิร์ด
ทนายความยอมรับว่า พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ และ สามารถ มีความสนิทสนมกันจริง โดยในอดีตเคยให้คำปรึกษาและแนะนำทนายความให้ แต่ยืนยันว่าลูกความไม่ได้มีส่วนกดดันให้สามารถหลบหนีออกนอกประเทศ เนื่องจากสามารถเดินทางไปพักรักษาตัวที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดคดีความนี้ขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับสาเหตุที่ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ ไม่ได้เดินทางมาแถลงข่าวด้วยตนเอง ทนายความชี้แจงว่าลูกความไม่ได้หลบหนี สื่อมวลชนยังสามารถติดต่อได้ตามปกติ แต่เนื่องจากได้แต่งตั้งให้ตนเป็นทนายความรับผิดชอบคดีนี้แล้ว จึงมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว


