×

เจาะลึกสัญญาณเตือน 61% รับมือ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ภัยแล้งครั้งใหญ่ที่ไทยอาจต้องเผชิญในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

โดย THE STANDARD TEAM
17.04.2026
  • LOADING...
ภาพแผนที่โลกแสดงผลกระทบจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญและความแห้งแล้งที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย

ในขณะที่โลกเพิ่งเริ่มหายใจคล่องคอจากสภาวะลานีญาที่ยาวนาน ข้อมูลล่าสุดจากทั่วโลกกลับชี้ไปที่ทิศทางเดียวกันว่า ปี 2569 จะไม่ใช่แค่ปีที่ร้อนธรรมดา แต่มันคือการเผชิญหน้ากับ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)’ ที่อาจรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

 

พอล ราวน์ดี (Paul Roundy) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศจากมหาวิทยาลัยออลบานี ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME ไว้อย่างน่าสนใจว่า เอลนีโญเกิดขึ้นเมื่อมวลน้ำอุ่นที่สะสมอยู่ทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกไหลเคลื่อนมายังฝั่งตะวันออก และเข้าไปแทนที่น้ำเย็นตามปกติด้วยน้ำที่อุ่นกว่า

ส่วน ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ คือภาวะที่น้ำอุ่นดังกล่าวรุนแรงจนแทบลบล้างแนวน้ำเย็นตามธรรมชาติไปทั้งหมด ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลพุ่งสูงกว่าปกติเกิน 2.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ขับเคลื่อนความปรวนแปรของสภาพอากาศโลกอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบ 140 ปี

 

🌏 ทำความรู้จักสภาพอากาศ ENSO

 

เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ปรากฏการณ์ที่เรากำลังพูดถึงคือส่วนหนึ่งของ ENSO (El Niño-Southern Oscillation) หรือความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ซึ่งประกอบด้วย 3 สถานะหลัก

 

1. ลานีญา (La Niña): ระยะเย็น น้ำทะเลเย็นผิดปกติ ไทยมักเจอน้ำท่วมและฝนชุก

 

2. สภาวะปกติ (Neutral): ช่วงเปลี่ยนผ่านที่อุณหภูมิน้ำทะเลใกล้เคียงค่าเฉลี่ย

 

3. เอลนีโญ (El Niño): ระยะอุ่น น้ำทะเลร้อนผิดปกติ กระแสลมค้า (Trade Winds) อ่อนกำลังลง ทำให้น้ำอุ่นไหลย้อนกลับมาทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำพาความแห้งแล้งมา โดยปกติเอลนีโญจะเกิดขึ้นทุกๆ 2-7 ปี และสามารถคงอยู่ได้นานตั้งแต่ 12-18 เดือน

 

TIME ระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง มีเพียง 5 ครั้งเท่านั้นนับตั้งแต่ปี 1950 ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงปี 2015-2016 นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจว่าเอลนีโญจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในปีนี้หรือไม่ แต่ความเป็นไปได้กำลังเพิ่มสูงขึ้น

 

🌏 สัญญาณเตือน 61% ที่ไทยจะเข้าสู่เตาอบยักษ์

 

รายงานจาก National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ฉบับเดือนเมษายน 2569 ยืนยันว่าระบบเตือนภัยเอนโซได้ปรับสู่สถานะ ‘เฝ้าระวังเอลนีโญ’ โดยคาดการณ์ว่า

 

  • ช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 มีโอกาสเกิดเอลนีโญ 61%
  • ช่วงปลายปี (ตุลาคม-ธันวาคม) โอกาสพุ่งสูงถึง 93%

 

สอดคล้องกับ รายงานการเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญ/ลานีญาในเดือนมีนาคม 2569 ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ด้วยความน่าจะเป็น 62% และจะต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2569

 

ไม่เพียงแต่รายงานเหล่านี้และอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรที่สูงขึ้นเป็นจุดสังเกตสำคัญ แต่อุณหภูมิในฤดูร้อนและต้นฤดูฝนที่สูงปกติ จากดัชนีความร้อนเข้าเกณฑ์อันตราย อุณหภูมิในกทม. และหลายพื้นที่สูงกว่า 40-42 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนในปี 2569 ที่คาดว่าจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าปีนี้จะมีฝนเพียง 1,479 มิลลิเมตร (เทียบกับปี 2568 ที่สูงถึง 1,816 มิลลิเมตร)

 

🌏 เอลนีโญส่งผลกระทบต่อโลกของเราอย่างไร

 

National Geographic วิเคราะห์ผลกระทบของเอลนีโญไว้ว่า สามารถแผ่กว้างออกไปได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ซึ่งจะส่งผลต่อรูปแบบพายุ ภัยแล้ง ประชากรสัตว์ป่า และแม้แต่ความเร็วในการหมุนของโลก

 

น้ำที่อุ่นขึ้นในส่วนตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรอาจหมายถึงพายุที่รุนแรงขึ้น เพราะเอลนีโญผลักดันกระแสลมกรดให้ลงไปทางใต้มากขึ้น ขณะที่พื้นที่อื่นๆ รวมถึงแอฟริกาตอนใต้เผชิญความร้อนและภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น ซึ่งทำลายพืชผลอาหารและนำไปสู่ความหิวโหย ปริมาณฝนที่น้อยลง และอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นในอินโดนีเซียและออสเตรเลียยังหมายถึงไฟป่าที่มากขึ้นด้วย

 

หลังจากเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงสองครั้งในทศวรรษที่ 80 และ 90 ส่งผลกระทบต่อประชากรสัตว์ป่า ประชากรเพนกวินบนเกาะกาลาปากอสลดลงอย่างรุนแรง อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังกระทบระบบนิเวศทางทะเล ปะการังแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำจะเกิดการฟอกขาว อินโดนีเซียเกิดไฟป่ารุนแรง ส่งผลให้หมอกควันไฟปกคลุมบางบริเวณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ประเทศไทย บางส่วนของเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ได้รับความแห้งแล้ง

ในอีกด้านหนึ่งของโลก ปรากฏการณ์เอลนีโญส่งผลให้พายุในมหาสมุทรแอตแลนติกมีจำนวนลดลง แต่กลับเอื้อให้พายุในแปซิฟิกตะวันออกรุนแรงขึ้น และทำให้พายุในแปซิฟิกตะวันตกเปลี่ยนทิศทางจนเกิดภัยแล้งในหลายพื้นที่

 

ในภาคเกษตรกรรมก็เช่นกัน ABC News รายงานบทเรียนจากซูเปอร์เอลนีโญในอดีต (ปี 1982 และ 1997) ว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิดภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในออสเตรเลีย นำไปสู่การขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ และราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น

 

🌏 ขีดจำกัดที่ร่างกายมนุษย์ทนได้

 

เมื่อเอลนีโญมาพบกับสภาวะ ‘โลกเดือด’ ผลลัพธ์คือคลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติ The Guardian รายงานความกังวลของนักวิทยาศาสตร์ว่า ปี 2570 อาจเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ช่วงเดือนเมษายน บางพื้นที่อาจมีดัชนีความร้อน (อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริง) สูงถึง 60 องศาเซลเซียส

 

อย่างไรก็ตาม พบว่าอุณหภูมิที่สูงเกินไป (ประมาณ 35 องศาเซลเซียสขึ้นไป) จะส่งผลต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิด มนุษย์มีขีดจำกัดการทนทานความร้อนอยู่ที่ 35 องศาเซลเซียสกระเปาะเปียก ขณะที่หมีน้ำจอมอึดในสภาวะปกติ ทนความร้อนได้ 37.1 องศาเซลเซียส (เป็นเวลา 24 ชั่วโมง) แต่เมื่ออยู่ในภาวะจำศีลจะสามารถทนความร้อนได้ถึง 63 องศาเซลเซียส (เป็นเวลา 24 ชั่วโมง)

 

อุณหภูมิกระเปาะเปียก คืออะไร

 

สิ่งนี้คือการคำนวณความร้อนบวกกับความชื้น ไม่ใช่ตัวเลขอุณหภูมิตามพยากรณ์อากาศ เช่น กรุงเทพฯ มีอุณหภูมิอยู่ที่ 46 องศาเซลเซียส มีความชื้นในอากาศราว 30% (น้อย) อุณหภูมิกระเปาะเปียกจะอยู่ที่ 30.5 องศาเซลเซียส

 

หากเกิน 35 องศาเซลเซียสกระเปาะเปียก กลไกการขับเหงื่อจะใช้ไม่ได้ผล ร่างกายจะไม่สามารถระบายความร้อนออกสู่ภายนอกได้ ส่งผลให้เกิดภาวะ Hyperthermia เลือดจะเริ่มหนืด หัวใจเต้นรัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงผิวหนัง และหากอุณหภูมิแกนกลางร่างกายพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส อวัยวะภายในจะเริ่มล้มเหลวและนำไปสู่การเสียชีวิตจาก ฮีทสโตรก (Heatstroke) ได้ในเวลาไม่กี่นาที

 

🌏 ไทยพร้อมแค่ไหน

 

แม้ที่ผ่านมาปรากฏการณ์เอลนีโญในอดีตจะส่งผลต่อประเทศไทยทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น หรือฝนน้อยกว่าปกติ แต่ซูเปอร์เอลนีโญจะส่งผลกระทบที่ยิ่งกว่า ฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง ความเสี่ยงโรคฮีทสโตรกในกลุ่มเปราะบางที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

 

เมื่อหันกลับมามองปริมาณน้ำใช้การได้ทั่วประเทศ พบว่า เหลือเพียง 46% โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออกที่น่ากังวล เนื่องจากมีน้ำสำรองต่ำกว่า 40% ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์วิกฤตหนักเหลือแหล่งน้ำเพียง 28% ของความจุ หากฝนทิ้งช่วงยาวนานย่อมส่งผลต่อปริมาณน้ำสะสมสำหรับปี 2570 โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและการเกษตรของไทย

 

แม้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กำลังใช้ดาวเทียม THEOS-2 ในการทำแผนที่เสี่ยงภัยแบบ Real-time เพื่อตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) และวิเคราะห์สุขภาพพืชผ่านดัชนีความเขียวให้รัฐตัดสินใจเชิงนโยบายได้แม่นยำขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือการเตรียมภูมิคุ้มกัน

 

🌏 คู่มือเอาตัวรอดในยุคซูเปอร์เอลนีโญ

 

1. ตระหนักแต่ไม่ตระหนก: แม้การพยากรณ์ระยะยาวจะมีความคลาดเคลื่อน แต่การเตรียมพร้อมคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

 

2. น้ำคือทองคำ: กักเก็บน้ำในระดับครัวเรือนและไร่นา ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเป็นชนิดที่ใช้น้ำน้อย

 

3. ดูแลกลุ่มเปราะบาง: เด็กและผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อฮีทสโตรกสูงที่สุด ต้องจัดหาที่พักอาศัยที่ระบายอากาศได้ดีและหมั่นเช็ดตัวระบายความร้อน

 

4. เฝ้าระวังพายุแทรก: ในปีที่แล้งจัด หากมีพายุหลงมาเพียงลูกเดียว (เหมือนไต้ฝุ่นซินลากู) อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ทันที เนื่องจากดินแห้งแข็งไม่สามารถดูดซับน้ำได้ทัน

 

ซูเปอร์เอลนีโญ 2569 อาจเป็นอีกหนึ่งบททดสอบที่โหดร้าย แต่หากเราเตรียมพร้อมด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และการบริหารจัดการด้วยความไม่ประมาท เชื่อว่าไทยจะผ่านสมรภูมิความร้อนนี้ไปได้

 

อ้างอิง:

  • NOAA Climate Prediction Center (รายงาน 13 เมษายน 2026)
  • World Meteorological Organization (WMO) – El Niño/La Niña Update February 2026
  • Met Office (UK) – Ocean Warming Signals Report
  • TIME Magazine: “Is a Super El Niño Coming in 2026?”
  • The Guardian: “Climate crisis: Are we heading for a Super El Niño?”
  • ABC News: “What Super El Niño means for global weather”
  • National Geographic: What a ‘super’ El Niño means for the planet
  • กรมอุตุนิยมวิทยา และ GISTDA
  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising