ขณะนี้คลื่นความร้อนกำลังแผ่ปกคลุมหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบยุโรปและเอเชีย ซึ่งในปีนี้คลื่นความร้อนมาเร็วและรุนแรงกว่าปกติมาก ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สภาพอากาศที่รุนแรงส่งผลให้ประเทศสเปนมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนถึง 101 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดสำหรับเดือนพฤษภาคมนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติมา นอกจากนี้ในฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนต่างพยายามลงน้ำในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยเพื่อคลายร้อน
ข้อมูลสถิติระบุว่า เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถูกบันทึกว่าเป็นเดือนพฤษภาคมที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 15.81 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1991-2020 ถึง 0.55 องศาเซลเซียส
ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศของสหภาพยุโรปชี้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวที่คลื่นความร้อนจะเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และมาเร็วขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สภาพอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ (The New Normal) ของโลก
นอกจากนี้ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนยังสูงขึ้นผิดปกติ เป็น ‘สัญญาณเตือน’ ของการเข้าสู่ช่วง ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งจะยิ่งทำให้สภาพอากาศทั่วโลกทวีความรุนแรงและสุดขั้วมากยิ่งขึ้น





อ้างอิง:
- https://www.chinadaily.com.cn/a/202606/11/WS6a2a1862a310d6866eb4daa4.html
- https://www.theguardian.com/environment/2026/apr/13/el-nino-explainer
- https://www.bbc.com/news/articles/c75ylx7g00xo


