×

ประธานาธิบดีสิงคโปร์เผย AI ทำให้ใบปริญญาเสื่อมค่า ส่วนต่างค่าจ้างลดอย่างมีนัยสำคัญ แนะปรับระบบการศึกษา เน้นประยุกต์ใช้มากขึ้น

12.10.2026
  • LOADING...

ระหว่างงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม ปี 2026 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้

 

 
 

วันนี้ (12 ตุลาคม) Tharman Shanmugaratnam ประธานาธิบดีของสิงคโปร์ กล่าวว่า โลกเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนว่าใบปริญญากำลังมีค่าน้อยลงในยุค AI และระบบการศึกษาต้องเปลี่ยนจากการเน้นวิชาการ ไปสู่การเรียนที่ลงมือทำงานจริงมากขึ้น บนเวที Small AI: More and Better Jobs

 

AI ทำให้ใบปริญญาเสื่อมค่า?

 

Shanmugaratnam ยกข้อมูลในสหรัฐฯ ที่เริ่มเห็นชัดแล้วว่า การเรียนจบปริญญาไม่ได้พาไปสู่อาชีพที่ดีเหมือนเคย

 

“ความเชื่อมโยงระหว่างวุฒิการศึกษากับโอกาสในอาชีพกำลังอ่อนแอลงในสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษ ความต้องการบัณฑิตลดลง และส่วนต่างค่าจ้าง (Wage Premium) ที่คนจบปริญญาเคยได้รับก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ” Shanmugaratnam กล่าว

 

Shanmugaratnam มองว่านี่คือสัญญาณแรกของยุคใหม่ และชี้ว่ามหาวิทยาลัยทั่วโลกยังเน้นวิชาการมากเกินไป ทางออกคือปรับไปสู่การศึกษาเชิงประยุกต์ มีการฝึกงานและทำงานจริงเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรมากขึ้น รวมถึงการศึกษาแบบระบบคู่ขนาน (Dual Model) ที่นักศึกษาใช้เวลาทำงานในบริษัทอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ยังต้องสร้างสายการศึกษาเชิงประยุกต์

 

อย่างไรก็ตาม Shanmugaratnam เตือนว่าไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอีก 5 ปีตลาดแรงงานจะต้องการอะไร บางงานต้องการความเชี่ยวชาญเชิงลึก บางงานต้องการความรู้กว้างหลายสาขาเพื่อใช้ AI ข้ามฟังก์ชัน

 

“ไม่มีโมเดลเดียว อย่ายึดติดกับโมเดลเดียว ต้องมีความถ่อมตัว และยอมรับว่าอนาคตยังพร่ามัว ความคล่องตัวคือทางที่ต้องไป ไม่ใช่แค่สำหรับบริษัทและอุตสาหกรรม แต่รวมถึงระบบการศึกษาด้วย” Shanmugaratnam กล่าว

 

Shanmugaratnam มองว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานทีละส่วน ไม่ใช่ทั้งตำแหน่งในคราวเดียว คนทำงานจึงยังมีเวลาเรียนรู้ทักษะใหม่ระหว่างทำงาน แต่ปัญหาเร่งด่วนคือ ความต้องการงานแรกหลังเรียนจบกำลังลดลง เห็นชัดที่สุดในภาคเทคโนโลยี และเริ่มลามไปทุกอุตสาหกรรม รัฐต้องจูงใจให้เอกชนรับบัณฑิตจบใหม่เข้าทำงาน เพราะหากคนรุ่นนี้หลุดจากบันไดขั้นแรก ความเสียหายจะมากกว่าเวลาที่เสียไป

 

เศรษฐกิจโตอย่างเดียวอาจไม่พอ

 

Shanmugaratnam กล่าวต่อว่า สิ่งแรกที่เราต้องตระหนักคือ นี่ยังเป็นช่วงเริ่มต้น นี่ไม่ใช่ภาวะช็อก ไม่ใช่โรคระบาด แต่เป็นยุคใหม่ทั้งยุค และเราควรเริ่มจากการยอมรับข้อนี้ทั้งในภาครัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างงานที่ดี แต่การเติบโตเพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอ ซึ่งเราเห็นได้จากประเทศอย่างจีน อินเดีย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศเหล่านี้เติบโตได้ค่อนข้างดี แต่การสร้างงานอ่อนแอ จึงมีความแตกต่างระหว่างการเติบโตกับการสร้างงานเกิดขึ้นแล้ว และ AI จะยิ่งถ่างช่องว่างนั้นให้กว้างขึ้นถ้าเราเพิกเฉยมากเกินไป เราจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อใช้ AI สร้างงานที่ดี และสร้างงานที่มนุษย์ทำได้ดี ซึ่งช่วยให้พวกเขาเติบโตต่อไปได้ในสายอาชีพ แม้จะมี AI

 

เรื่องที่สองที่เราต้องกังวลอย่างมากคือ เศรษฐกิจและตลาดแรงงานแบบ K-Shaped เพราะระบบอัตโนมัติคลื่นแรกกระทบงานระดับล่างในโรงงาน แต่ AI รอบนี้กระทบกลุ่มกลางที่เป็นคนส่วนใหญ่ของตลาดแรงงาน และบางส่วนย้ายไปภาคบริการ ไปสู่ Gig Economy และอื่นๆ แต่รอบนี้กลุ่มคนทำงานระดับกลางคือกลุ่มที่เราต้องกังวล นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใหญ่สองประการ

 

สุดท้าย อีกหนึ่งประเด็นคือ AI จะทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเป็นลูกจ้างกับการเป็นผู้ประกอบการไม่ได้แบ่งชัดอีกต่อไป การเติบโตของสิ่งที่เรียกว่า One-Person Company หรือบริษัทที่เริ่มจากคนคนเดียวแล้วค่อยมีคนเพิ่มเข้ามา คือปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นแล้วในหลายส่วนของโลกกำลังพัฒนาและโลกที่พัฒนาแล้ว และคุณต้องส่งเสริมมัน เพราะนั่นก็เป็นการจ้างงานรูปแบบใหม่ แต่แตกต่างออกไป คุณมีอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเอง

 

ผู้เล่นรายเล็กที่ใช้ AI สามารถเข้าถึงตลาดและเทคโนโลยีได้ง่ายกว่ามาก มีประสิทธิภาพกว่ามาก และต้นทุนต่ำกว่าเมื่อก่อนมาก แล้วเราทำอะไรได้บ้าง ถ้าดูมณฑลเจ้อเจียงในจีน ตอนนี้พวกเขามีพันธมิตรบริการสำหรับบริษัทคนเดียว ให้บริการร่วมหลากหลาย ทั้งโมเดล AI แหล่งพลังงาน และบริการวิชาชีพบางอย่าง นั่นจึงเป็นภาคการเติบโตใหม่ในตลาดแรงงานด้วยตัวมันเอง และเราต้องส่งเสริมมัน

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories