ความสำเร็จของ Silicon Craft หรือ SICT บริษัท Fabless ที่ออกแบบไมโครชิพและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเองไปทั่วโลก ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์ของกลุ่มผู้ก่อตั้งที่ไม่ได้มอง ‘ไมโครชิพ’ เป็นเพียงสินค้าเทคโนโลยีตัวหนึ่ง แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
ย้อนกลับไปในปี 2545 กลุ่มนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีประสบการณ์ทำงานด้านการออกแบบวงจรรวม Silicon Valley ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทออกแบบไมโครชิฟสัญชาติไทยภายใต้ชื่อ บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด ด้วยความเชื่อและความมุ่งมั่นที่ต้องการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบวงจรรวมในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่สูงมากให้กับประเทศได้ในอนาคต
แม้จะเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์ แต่ความซับซ้อนและความท้าทายในการพัฒนา Core Technology และผลิตภัณฑ์ ทำให้ใช้เวลาหลายปีจึงสำเร็จ “กว่า 4 ปีถึงจะขายสินค้าตัวแรกได้” ดร.นัยวุฒิ วงษ์โคเมท ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ซิลิคอน คราฟท์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความสำเร็จในครั้งนั้นต้องอาศัยทั้งความเชื่อมั่น ความกล้า ความพยายาม และการไม่ยอมแพ้ของกลุ่มผู้ก่อตั้งและพนักงานรุ่นแรก
เจาะเบื้องหลังขุมพลัง R&D และ Core Technology
Silicon Craft เป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวในประเทศไทยที่สามารถพัฒนาไมโครชิพ RFID สำหรับระบบลงทะเบียนสัตว์ (RFID Animal Identification) ได้สำเร็จ และยังเป็นสินค้าสำคัญที่ทำให้บริษัทเจาะตลาดโลกได้ โดยเริ่มบุกตลาดปศุสัตว์ในประเทศออสเตรเลียเป็นกลุ่มแรก จนปัจจุบันเป็นผู้เล่น 3 ลำดับแรกของตลาดไมโครชิพ Animal ID ของโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาดโลกกว่าร้อยละ 20
![]()
Silicon Craft มีผลิตภัณฑ์ไมโครชิพ RFID (Radio Frequency Identification) 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ระบบลงทะเบียนสัตว์ (Animal ID) ระบบกุญแจสำรองยานยนต์ (Immobilizer) ระบบ IoT ในภาคอุตสาหกรรม (Industrial IoT) และกลุ่ม Advanced NFC (Near-field communication)
“Analog Mixed Signal คือเทคโนโลยีที่เราถนัด โดยที่สัญญาณ Analog ก็คือสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ คือสิ่งที่เราสัมผัส รู้สึก เห็น ได้ยิน รวมถึงสัญญาณในธรรมชาติเช่นคลื่นวิทยุ แต่ปัจจุบันระบบเกือบทุกอย่างจะต้องมีการประมวลผลเชิง Digital เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงเป็นที่มาของ Analog Mixed Signal ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี Analog และ Digital นอกจากนี้เรามีความเชี่ยวชาญเฉพาะซึ่งเป็นหัวใจของไมโครชิพ RFID ก็คือการสื่อสารและการเก็บเกี่ยวพลังงานด้วยคลื่นวิทยุระยะสั้น”
“ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของเราถูกส่งออกกว่า 99% โดยมีตลาดที่ใหญ่ที่สุดคือยุโรป รองลงมาคือจีน และกระจายไปอีกกว่า 40 ประเทศทั่วโลก บริษัทมีสินค้าประมาณ 30 รุ่น และในปีที่ผ่านมามียอดขายชิพกว่า 160 ล้านชิ้น สร้างรายได้เกือบ 700 ล้านบาท หรือราว 19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ”
ดร.นัยวุฒิ กล่าวว่า “การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้เวลา ทักษะขั้นสูง และการลงทุนมหาศาล เราลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่เปิดบริษัทไปแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท อาจจะไม่มีบริษัทในเมืองไทยขนาดใกล้เคียงกันที่ลงทุนมากขนาดนี้”
“ด้วยความที่ผู้ก่อตั้งบริษัทส่วนใหญ่ทำงานหรือเรียนอยู่ในละแวก Silicon Valley ประเทศสหรัฐอเมริกาทำให้เราเชื่อว่า งานวิจัยที่เข้มข้นสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้ ตัวอย่างเช่นสมัยที่ผมเรียนปริญญาเอกที่ UC Berkeley แทบจะเรียกได้ว่างานวิจัยวิทยานิพนธ์ทุกชิ้นมีบริษัทเป็นเจ้าของหรือรอนำไปใช้งาน นั่นเป็นเหตุที่ว่าทำไมเราจึงให้ความสำคัญกับงานวิจัย จนทำให้เราเป็นองค์กรไทยในอุตสาหกรรมออกแบบเซมิคอนดักเตอร์เพียงรายเดียวที่แข่งขันระดับโลกได้”
![]()
พลังของ ‘คน’ และ ‘Growth Mindset’
ฟันเฟื่องที่สำคัญที่สุดของ Silicon Craft คือ ‘บุคลากร’ ดร.นัยวุฒิ เชื่อว่าพนักงานที่มีความทักษะ ความพยายาม และความเชื่อที่จะเติบโตไปด้วยกัน คือขุมพลังที่ส่งให้บริษัทเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
“การจะลงแข่งในระดับโลกได้ บริษัทจำเป็นต้องมี Core Technology ของตัวเอง และบริษัทต้องมองหา niche ของตัวเองแล้วพัฒนาให้สินค้ามีคุณภาพเทียบเท่ารายใหญ่ของโลกให้ได้ และจะต้องไม่แข่งขันด้วยราคาที่ถูกหรือคุณภาพที่ต่ำกว่า ดังนั้นนวัตกรรมและความชาญฉลาดจึงเป็นหัวใจหลักที่สำคัญยิ่ง ซึ่งทำให้ Silicon Craft เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้ ยิ่งกว่านั้นพนักงานที่ทุ่มเทคือปัจจัยที่มีความสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีเขาเหล่านี้ Silicon Craft จะไม่มีทางสำเร็จได้เลย”
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหนที่ประเทศไทยจะมีบริษัทแบบเดียวกับ Silicon Craft ดร.นัยวุฒิ เชื่อว่ามีความเป็นไปได้เพราะไทยกำลังมีสัญญาณที่ดีหลังจากที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดตั้งหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ นำร่องเปิดสอนหลักสูตร “วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 ใน 6 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และมหาวิทยาลัยขอนแก่น
“ถ้าอยากให้ประเทศไทยมีบริษัท IC Design ของคนไทยเกิดขึ้นได้จริง นอกจากหลักสูตรการเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ยังต้องพัฒนาคนอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มทักษะขั้นสูงหรือทักษะที่จำเป็นในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะสร้างบริษัท IC Design ที่ประสบความสำเร็จได้”
ดร.นัยวุฒิ ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ อว. หรือหน่วยงานของรัฐต้องสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้คือ ‘Incubation Center’ หรือ ‘ศูนย์บ่มเพาะ’ เพื่อทำหน้าที่เพิ่มทักษะให้กับนักศึกษาในลักษณะ Post graduate, วิศวกรของบริษัท และรวมไปถึงอาจารย์ผู้สอนหรือที่เรียกว่า Train the Trainer
“ประเทศไทยมีอาจารย์ที่อยู่ในสาขาการออกแบบไมโครชิพพอสมควร แต่การจะไปให้ถึงระดับที่สามารถสร้างบริษัท IC Design เรายังจำเป็นต้อง ‘Upskill’ ผู้สอน สิ่งต่อมาคือ เพิ่มฝีมือบัณฑิตปริญญาโท เอก เนื่องจากมีทักษะหลายอย่างที่ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน และสิ่งสำคัญสุดท้ายคือ Incubation Center จะต้องช่วยบ่มเพาะเพื่อให้เกิดบริษัท startup ด้วย”
ดร.นัยวุฒิ ยังให้ความเห็นด้วยว่า ฟันเฟื่องสำคัญที่จะทำให้บริษัทไมโครชิพไทยเกิดขึ้นได้คือ รัฐบาลจะต้องมีนโยบายในเรื่องของการสนับสนุนการซื้อหรือเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมในเชิง Knowledge Base ไม่ใช่แค่ Made in Thailand แต่ต้องเป็น Design in Thailand หากรัฐสนับสนุนการซื้อไมโครชิพของคนไทยหรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไมโครชิพของคนไทย ก็จะเปิดโอกาสให้บริษัทไทยเกิดได้ง่ายขึ้นและสามารถถีบตัวเองขึ้นไปแข่งขันในระดับโลกได้
“ถ้าเรามีทุกองค์ประกอบครบตามที่กล่าวไป โอกาสที่จะเห็นบริษัท IC Design คนไทยจะมากขึ้น เพราะการที่ Silicon Craft เป็นบริษัท IC Design ไทยที่เกิดมากว่า 20 ปี และแทบยังไม่มีบริษัทใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเลย แปลว่า Ecosystem ของอุตสาหกรรมฯ ในปัจจุบันน่าจะมีอะไรที่ตกหล่นหายไป”
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้าสู่อุตสาหกรรม IC Design ดร.นัยวุฒิ เน้น 2 ทักษะสำคัญ คือ Technical Knowledge และ Growth Mindset
“ความรู้ทางเทคนิคถือเป็นพื้นฐานสำคัญ โดยบริษัทต้องการบุคลากรหลากหลายด้าน ทั้งความเชี่ยวชาญด้านวงจร Analog วงจร Digital ระบบ Embedded System รวมถึงความรู้ด้านการผลิตและทดสอบวงจร โดยสิ่งที่สำคัญสุดในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก คือความรู้ทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง”
“สิ่งต่อมาคือ Growth Mindset ซึ่งก็คือความอยากที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะความรู้ในสายงานนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้จะเป็นสิ่งที่วัดได้ยากแต่ Silicon Craft มองหาคนที่มีลักษณะนี้เสมอ เพราะถ้าไม่มี Growth Mindset ก็จะก้าวหน้าต่อได้ลำบาก และจะทำงานกับคนอื่นยากด้วย”
ปัจจุบัน Silicon Craft เปิดรับบุคลากรในตำแหน่งงานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Analog IC Design Engineer, Digital IC Design Engineer, Layout Engineer, Embedded System Engineer, Test Engineer ฯลฯ
“เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของบุคลากร มีการฝึกอบรมหลายรูปแบบ เพราะความรู้จากมหาวิทยาลัยไม่เพียงพอและความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด พนักงานใหม่จะมีพี่เลี้ยงคอยดูแล เรามีโครงการ Knowledge Sharing มีการทำ Knowledge Management เพื่อให้พนักงานบันทึกและแบ่งปันความรู้ นอกจากนี้ยังมีการส่งอบรมภายนอก และเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศมาสอนเพิ่มเติมอีก”
“ในช่วงปลายปีนี้และต้นปีหน้าเรากำลังจัดอบรมเพื่อ upskill พนักงาน มีการเชิญ Professor ระดับโลกมาสอนรายละ 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นโครงการที่เราได้รับทุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.)”
“ที่ผ่านมาเราทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในหลากหลายรูปแบบ หลักสูตรเซมิคอนดักเตอร์ที่ใช้สอนกันอยู่ในปัจจุบัน เราก็มีส่วนร่วมในการพัฒนา บางครั้งก็ไปช่วยสอนในบางวิชา หรือรับนักศึกษาฝึกงานและให้ทุนหรือให้นักศึกษาที่มาฝึกงานทำโครงการร่วมกับมหาวิทยาลัย”
![]()
บทบาทของ THSIA กับอนาคตเซมิคอนดักเตอร์ไทยบนเวทีโลก
ในฐานะที่ ดร.นัยวุฒิ เป็นอุปนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (THSIA) ได้กล่าวถึงบทบาทของสมาคมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือในระบบนิเวศ (Ecosystem) สนับสนุนนโยบายระดับประเทศ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก
“ทางสมาคมฯ มีความตั้งใจที่จะมีส่วนร่วมผลักดันแผนเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ และนโยบายสนับสนุนการใช้ไมโครชิพของคนไทยทั้งในภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม โดยการทำงานของสมาคมฯ จะแบ่งอุตสาหกรรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็น 4 ส่วน ได้แก่ การออกแบบไมโครชิพ การผลิตเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบ รวมถึงระบบโฟโตนิกส์
“ทางสมาคมฯ กำลังเร่งสนับสนุนเรื่องการผลิตกำลังคนอย่างมาก มีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัย โดยมุ่งไปที่ความต้องการของตลาดงานเป็นตัวตั้งต้น แล้วจึงพัฒนาหลักสูตร ช่วยสอน เปิดแล็บ หรือเป็นลักษณะให้นักศึกษามาฝึกงานหรือให้ทุน เป็นไปไม่ได้ที่มหาวิทยาลัยจะสร้างหลักสูตรที่ดี โดยไม่มีร่วมมือจากภาคเอกชน และภาคเอกชนก็อยู่ไม่ได้ หากมหาวิทยาลัยไม่ผลิตคนที่ดีมีคุณภาพออกมา”
“นอกจากนี้การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างบริษัทในไทย บริษัทต่างชาติ และการสนับสนุนเรื่องการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงแสดงศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมฯในไทยให้โลกได้เห็น ก็เป็นหน้าที่สมาคมเช่นเดียวกัน”
ล่าสุดสมาคมการค้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (THSIA) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงเซมิคอนดักเตอร์ครั้งสำคัญ 5 ประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือประวัติศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ในอาเซียน แบ่งปันความรู้ การแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ดีเพื่อผลประโยชน์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาค โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มาเลเซีย (MSIA) สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สิงคโปร์ (SSIA) มูลนิธิอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์แห่งฟิลิปปินส์ (SEIPI) สมาคมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เวียดนาม (VEIA) และ สมาคมการค้าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (THSIA)
หากสัญญาณความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นไปได้ด้วยดี อนาคตเซมิคอนดักเตอร์ไทยจะไปอยู่จุดใดบนแผนที่โลก
ดร.นัยวุฒิ กล่าวว่า “อยากชวนมองสองกรณี กรณีแรก หากรัฐไม่มีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน กลุ่มธุรกิจประกอบและทดสอบไมโครชิพ (Assembly Test Packaging) น่าจะไปต่อได้ เพราะกลุ่มนี้ไทยมีอยู่พอสมควร แต่ก็อาจจะค่อยๆ แพ้ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีรัฐบาลให้การสนับสนุน แต่ด้านการออกแบบไมโครชิพจะมีความท้าทายค่อนข้างมาก ในขณะที่โรงงาน Wafer Fab จะไม่เกิดแน่นอน เพราะต้องใช้เงินสนับสนุนจากรัฐบาล แม้จะทำสเกลเล็กๆ ก็ต้องใช้เงินระดับหมื่นล้านบาท”
“กลับกันในกรณีที่รัฐสนับสนุนชัดเจน ทั้งบริษัทออกแบบไมโครชิพและโรงงาน wafer fab สามารถเกิดได้ง่ายขึ้น โดยนอกเหนือจากการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพแล้ว รัฐยังต้องสนับสนุนเรื่องของ ‘Local Purchase’ ด้วย เพราะการที่บริษัทใหม่จะเริ่มก่อตั้งแล้วสามารถขายไปทั่วโลกแบบ Silicon Craft นั้นทำได้ยากมาก”
“จริงๆ แล้วเราสามารถทำให้การเชื่อมโยงอุตสาหกรรมภายในประเทศให้เกิดได้อีกมาก ในปัจจุบันอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ชิพของคนไทยเลย ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ แต่หากรัฐบาลสนับสนุนในเรื่องของการใช้ชิ้นส่วนที่ออกแบบในประเทศไทยก็จะทำให้เกิด Ecosystem ของการใช้ชิ้นส่วนในเมืองไทย สิ่งที่เราผลิตก็จะมีมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น”
ดร.นัยวุฒิ เน้นย้ำว่า สิ่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมฯเติบโตได้จริงๆ คือ แผนของรัฐบาลต้องชัดเจนและต้องมี Commitment ในเรื่องเงินลงทุน การผลักดันการซื้อของไทย และการสร้าง Supply Chain ที่แข็งแรงเพื่อที่จะไปเติบโตต่อได้ในระดับโลก
![]()
‘Wafer Fab’ หัวใจของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
แล้วประเทศไทยควรมี Wafer Fab หรือไม่? ดร.นัยวุฒิ ตอบชัดเจนว่า ‘ควรมี’ แม้จะรู้ว่ายากและลงทุนสูง
“โรงงาน Wafer Fab เปรียบเหมือนหัวใจของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศนั้นมีความพร้อม การทำ IC Design หรือ Packaging โดยไม่มี Wafer Fab ก็เหมือนเราผลิตรถยนต์แต่ไม่ได้ทำเครื่องยนต์เอง อาจจะถูกมองได้ว่าไม่ใช่ผู้ผลิตรถยนต์ตัวจริง Wafer Fab จะเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดผู้ประกอบการอื่นๆ ทั้งด้านออกแบบ ประกอบ ทดสอบ ให้ตามมา ถึงเราจะไม่ได้เป็นผู้เล่นรายใหญ่ของโลก แต่เรามี wafer fab พื่อที่จะดึงดูดการลงทุนอื่นๆ และทำให้ Ecosystem ทั้งหมดแข็งแกร่งขึ้น”
แต่ไม่ว่านโยบายภาครัฐจะออกมาในทิศทางไหน หรือ Wafer Fab จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ สำหรับ Silicon Craft นั้นก็ได้ตั้งเป้าหมายและวางแผนเพื่อไปเติบโตและขยายตลาดต่อในต่างแดนด้วยเป้าหมายรายได้แตะพันล้านในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
“ตอนนี้รายได้เราเกือบ 700 ล้านบาทแล้ว มีการตั้งเป้าให้ถึง 1,000 ล้านบาทในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า มีแผนวิจัยพัฒนาและออกสินค้าใหม่กว่า 10 ตัว และอย่างที่กล่าวไป เราเปิดรับคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพและความมุ่งมั่นเข้ามาเสริมทีมอีกมาก”
“สิ่งที่คนภายนอกอาจไม่เห็น และถ้าไม่ลองมาทำเองก็ไม่มีวันรู้ คือชีวิตของการเป็นนักวิจัยที่คิดค้นสินค้าหรืองานวิจัยระดับโลกมันเป็นความสนุก เพราะทุกวันที่คุณมาทำงาน มันเต็มไปด้วยความท้าทาย และภูมิใจที่ได้เห็นว่าผลงานของเราถูกเอาไปใช้ทั่วโลก”


