×

นิกรดักคอ สว. ในกรรมาธิการร่วม พ.ร.บ.ประชามติ อย่าแอบโหวตโดยไม่แจ้ง ด้านพริษฐ์หวังได้ข้อสรุป ไม่ลากยาว

โดย THE STANDARD TEAM
06.11.2024
พ.ร.บ.ประชามติ

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่มี พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ในช่วงต้นของการประชุม นิกร จำนง เลขานุการคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า ในความเห็นต่างของร่าง พ.ร.บ.ประชามติ มีเพียงมาตราเดียวที่เป็นนัยสำคัญ คิดว่าจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ และคิดว่าทันทีที่เปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 12 ธันวาคม จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมทันทีเพราะเป็นเรื่องด่วน

 

นิกรยังกล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมนี้ หากมีการลงมติเราจะแจ้งไปในหนังสือเชิญ พร้อมแจ้งเพิ่มเติมในแอปพลิเคชัน LINE ด้วย ก่อนย้ำว่า “ไม่ใช่ว่าพวกผมไม่อยู่แล้วแอบโหวต”

 

จากนั้น ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมควรควบคุมเงื่อนไขระยะเวลาให้ไม่ยาวนานไปกว่านี้ และเห็นด้วยในหลักการว่าเมื่อถึงเวลาลงมติก็จำเป็นที่จะต้องขอให้แจ้งล่วงหน้า หากทราบล่วงหน้าแล้วและมีภารกิจอื่นที่ไม่ได้เข้ามาก็ต้องเคารพเสียงของผู้ที่เข้าประชุมเป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเรื่องนี้โดยเร็วและเริ่มจากวันนี้ คาดว่าจะเหลือวันที่สามารถประชุมได้ประมาณ 3-4 ครั้งเป็นอย่างมาก และกฎหมายจะถูกส่งกลับไปแต่ละสภาได้ตั้งแต่เริ่มเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป และไม่อยากให้ระยะเวลายืดออกไปเรื่อยๆ โดยไม่มีกรอบที่ชัดเจนว่าธงในการจัดทำรายงานของเราล่าช้าเกินไปกว่าวันเปิดสมัยประชุม

 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ฝั่ง สว. ที่มี พล.ต.ต. ฉัตรวรรษ เป็นประธาน ในการประชุมนัดสุดท้ายได้ทบทวนมติในมาตรา 7 ซึ่งเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เสียงข้างมากเพื่อหาข้อยุติในการทำประชามติ ซึ่งในวันนั้นคณะกรรมาธิการที่เห็นชอบกับการแก้ไขของ สส. ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ทำให้ผลการลงมติเห็นชอบกับหลักเกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น 14 ต่อ 1 เสียง นำมาสู่ความเห็นต่างระหว่าง 2 สภาดังกล่าว

 

เสนอทำประชามติ 2 ครั้ง ไม่กระทบกรอบเวลารัฐธรรมนูญใหม่

 

ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ เปิดเผยต่อสื่อมวลชนก่อนเข้าประชุมโดยย้ำความเห็นของตัวเองว่า หากรัฐบาลยังยึดแผนเดิมที่จะให้ทำประชามติ 3 ครั้ง และผูกเงื่อนไขไว้ว่าจะไม่ทำประชามติครั้งแรกจนกว่าจะแก้ พ.ร.บ.ประชามติ เสร็จนั้น เกรงว่าจะมีความเป็นไปได้น้อยมากที่เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งจัดทำโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ให้บังคับใช้ได้ทันก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป

 

“เนื่องจากความประสงค์ของรัฐบาลคืออยากให้เกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งท้องถิ่นช่วงต้นปี 2568 แต่ในเมื่อวันนี้ที่ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ยังไม่ได้ข้อสรุป จึงทำให้กรอบเวลาดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเป็นจริงได้ ซึ่งหนทางเดียวที่จะเป็นไปได้นั้นก็คือลดจำนวนการทำประชามติจาก 3 ครั้งเหลือ 2 ครั้ง ตามที่พรรคประชาชนยืนยันมาตลอดว่า 2 ครั้งเพียงพอแล้ว” พริษฐ์กล่าว

 

ส่วนหากคณะกรรมาธิการร่วมได้ข้อสรุปว่ามีความเห็นต่างเรื่องหลักเสียงข้างมาก 2 ชั้น ตามข้อบังคับ สส. ยังสามารถยืนยันการแก้ไขตามร่างเดิมได้ เพียงแต่กฎหมายจะถูกยับยั้งไปอีก 6 เดือน แต่หากเรากลับไปใช้กระบวนการทำประชามติจาก 3 ครั้งให้เหลือ 2 ครั้ง ก็จะไม่กระทบกับกรอบเวลาการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

สำหรับกรณีเสียงโหวตของคณะกรรมาธิการร่วมฝ่าย สส. ที่ขาดไปในการประชุมนัดแรก พริษฐ์ชี้แจงว่า การลงมติโหวตประธานคณะกรรมาธิการร่วมในการประชุมครั้งที่แล้วเป็นแบบลับ แต่หากดูผลการลงมติก็พอจะคำนวณได้ว่าคะแนนที่โหวตให้ฝ่าย สว. ได้เป็นประธานมีจำนวนมากกว่า สว. ที่เข้าประชุมในวันนั้น หมายความว่าคงมีคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของ สส. ไปลงมติให้ แต่เราไม่สามารถรู้ได้ว่ามีใครบ้าง

 

นอกจากนี้ สำหรับคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของ สส. พรรคภูมิใจไทย ที่มีจุดยืนสอดคล้องกับฝั่ง สว. ที่สนับสนุนหลักเกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น พริษฐ์ระบุว่า ยังไม่ได้คุยกันในรายละเอียด แต่หากวิเคราะห์จากการลงมติในที่ประชุมสภาจะเห็นว่าทุกพรรคยืนยันตามร่างของ สส. มีเพียงพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวที่งดออกเสียงในวันนั้น

 

“จึงอาจอนุมานได้ว่าหากจะมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งที่ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับการลงมติเสียงส่วนใหญ่ของ สว. ก็อาจเป็นพรรคภูมิใจไทย แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ก็ต้องรอการพูดคุยในชั้นคณะกรรมาธิการร่วม” พริษฐ์กล่าว


READ MORE




Latest Stories

Close Advertising