×

SCB CIO จับตาทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีการค้าทั่วโลก เขย่าตลาดหุ้นโลก แล้วจะยังไปต่อได้อีกแค่ไหน

18.07.2025
ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับนโยบายการค้าสหรัฐฯ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศเตรียมเดินหน้าเก็บภาษี Reciprocal Tariff กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก จนมีผลกระทบตลาดหุ้นโลกยังคงเผชิญความผันผวน คำถามคือ ตลาดหุ้นไปต่อได้แค่ไหน

 

เกษรี อายุตตะกะ, CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ให้มุมมองว่าปัจจัยหลักที่นักลงทุนควรจับตาในช่วงครึ่งปีหลัง จะมี 3 ปัจจัยสำคัญคือ

 

  1. นโยบายการค้าของสหรัฐฯ

 

  1. นโยบายการคลังของสหรัฐฯ

 

  1. นโยบายการเงินของธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่

 

โดยประเมินว่าทั้ง 3 ปัจจัยนี้จะยังคงส่งอิทธิพลต่อทิศทางการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

 

นโยบายการค้า สงครามภาษีที่ยังไม่จบ

 

ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ รวมถึงไทย โดยมีอัตราภาษี Proricical Tariff ที่ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 20-50% และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้

 

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอขึ้นภาษีเฉพาะสินค้าบางประเภท เช่น ทองแดง 50% และผลิตภัณฑ์ยา 200% โดยให้ระยะเวลาปรับตัว 1-2 ปี และจะเริ่มต้นด้วยอัตราที่ต่ำก่อน

 

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดอย่างมากคือการเตรียมขึ้นภาษีสินค้าเซมิคอนดักเตอร์

 

แม้จะมีการประกาศขู่ขึ้นภาษีที่ดูรุนแรง แต่ SCB CIO มองว่าการที่ทรัมป์ยืดเส้นตายออกไปถึงวันที่ 1 สิงหาคม แสดงให้เห็นว่าเป็นการเปิดทางเพื่อเร่งการเจรจา และคาดการณ์ว่าอัตราภาษีนำเข้าสุดท้ายที่ถูกเก็บจริง (Effective Tariff Rate) น่าจะต่ำกว่าที่เคยประกาศไว้ในช่วง Liberation Day เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา โดยในปลายเดือนมิถุนายน อัตราภาษีเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15% และแม้การประกาศขึ้นภาษีเฉพาะบางสินค้าอาจทำให้อัตราภาษีโดยรวมปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็น่าจะผ่านจุดสูงสุดที่เคยเสนอไว้แล้ว

 

สำหรับเหตุผลที่ SCB CIO ประเมินออกมาดังกล่าว แม้ทรัมป์จะประกาศนโยบาย ‘Make America Great Again’ จะสนับสนุนให้บริษัทกลับมาผลิตในสหรัฐฯ แต่ข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานทำให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ในระยะสั้น หากขึ้นภาษีสูงเกินไปจะกระทบต่อเศรษฐกิจและทำให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 เมษายน ดังนั้น ทรัมป์น่าจะเรียนรู้จากบทเรียนดังกล่าวและพยายามเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดี (Good Deal) มากกว่าการเร่งขึ้นภาษีให้สูง

 

ยุโรปและญี่ปุ่น สองภูมิภาคที่ต้องจับตา

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเสนอเก็บภาษีนำเข้าจากยุโรป 20% ก่อนจะลดเหลือ 10% และล่าสุดได้ส่งจดหมายเสนอเก็บภาษีสูงสุดถึง 50% เพื่อเร่งการเจรจา และล่าสุดคือ 30% ยังไม่รวมภาษีเฉพาะกลุ่มรถยนต์และเหล็ก ยุโรปมีแผนตอบโต้ แต่กำลังพยายามเจรจาก่อน โดย SCB CIO เชื่อว่ายุโรปจะสามารถเจรจาได้ทันเส้นตาย 1 สิงหาคม

 

เนื่องจากผลกระทบจากการไม่เจรจาจะรุนแรงกว่าสำหรับยุโรปมาก เพราะยุโรปส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ คิดเป็น 3% ของ GDP และเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 148,000 ล้านดอลลาร์ สินค้าที่น่าจะได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยา, อุปกรณ์ทางการแพทย์, รถยนต์ และเหล็ก

 

ขณะที่ ญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญภาษีนำเข้า 25% หากเจรจาไม่ได้ ซึ่งจะกระทบต่อภาคยานยนต์และชิ้นส่วน อย่างไรก็ตาม การเจรจาของญี่ปุ่นอาจมีความซับซ้อนขึ้นเนื่องจากมีการเลือกตั้งสภาสูงในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ ซึ่งผลการเลือกตั้งอาจส่งผลต่อความไม่แน่นอนของรัฐบาลญี่ปุ่น และอาจทำให้สหรัฐฯ ลดความสำคัญของการเจรจาครั้งนี้ หากญี่ปุ่นต้องเผชิญภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อขาลง ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยต่ำและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

 

ห่วงปัญหาหนี้สาธารณะโจทย์ใหญ่ที่รอการแก้ไข

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ระยะยาว 10 ปีของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่ง SCB CIO แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของทั้งสามประเทศนี้ สหรัฐฯ เพิ่งผ่านร่างงบประมาณ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เพดานหนี้เพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นจาก 100% ในปัจจุบันเป็น 130% ในปี 2034

 

ขณะที่ ยุโรปก็มีแผนออกพันธบัตรเพิ่มเติมเพื่อใช้จ่ายด้านกลาโหมและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงอาจมีมาตรการลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้บอนด์ยีลด์ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะเยอรมนีสูงขึ้น สำหรับญี่ปุ่น หากพรรคฝ่ายค้านมีคะแนนนำในการเลือกตั้ง อาจนำไปสู่การใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาษี ซึ่งจะทำให้การขาดดุลสูงขึ้นไปอีก จากเดิมที่มีหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงที่สุดอยู่ที่ 250%

 

ส่วนการดำเนินนโยบายการเงิน คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ไปอยู่ที่ 4-4 25% แม้แรงกดดันจากเงินเฟ้อยังไม่ส่งผลกระทบมากนักจากประเด็นภาษี แต่หลังจากการเจรจาและปรับขึ้นภาษี อาจเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้น

 

ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) เชื่อว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม แต่หากการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ไม่สำเร็จ อาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยได้ โดยคาดว่าการลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปของ ECB จะเป็นช่วงเดือนกันยายนนี้

 

ส่วนธนาคารญี่ปุ่น (BOJ) ประเมินว่าหากพรรคฝ่ายค้านมีคะแนนนำ มีโอกาสน้อยลงที่ BOJ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยยังคงต้องติดตามพัฒนาการเจรจาการค้าและผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่น

 

ผลประกอบการ บจ.สหรัฐฯ ต่ำกว่าคาดหรือเซอร์ไพรส์เชิงบวก

 

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้ประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีต่อผลประกอบการไตรมาส 2/2025 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไว้ค่อนข้างแย่ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม SCB CIO มองว่ามีโอกาสที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2025 ที่ออกมาจริงจะออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ (Positive Earning Surprise)

 

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของ S&P 500 ในไตรมาส 2 จะเติบโตเพียง 3% ซึ่งลดลงอย่างมากจากไตรมาส 3 และ 4 ของปีที่แล้ว อยู่ 12% และ 15% ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากการปรับลดประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ตั้งแต่เดือนเมษายน และผลกระทบจากภาษีที่เริ่มมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในไตรมาส 2 จะช่วยสนับสนุนกำไรของบริษัทได้ โดยรวมแล้วคาดว่ากลุ่ม IT, Infotech และ Communication Services จะยังคงมีผลประกอบการที่ดี

 

ส่วนตลาดหุ้นยุโรป นักลงทุนมองว่ากำไรของบริษัทในยุโรปปีนี้จะไม่เติบโต และอาจติดลบด้วยซ้ำ เนื่องจากกังวลเรื่องภาษีและค่าเงินยูโรที่แข็งค่า แต่ SCB CIO มองว่าตลาดอาจประเมินแย่เกินไป โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และเหล็ก-อะลูมิเนียมที่ส่งออกน่าจะออกมาดีกว่าคาด

 

ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่น นักลงทุนปรับลดคาดการณ์กำไรก่อนการประกาศผลประกอบการจริง โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ ลดลง 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเหล็ก ลดลง 40% YoY ทำให้คาดการณ์กำไรในไตรมาส 2 นี้ จะเติบโตเพียง 0.2% อย่างไรก็ตาม SCB CIO มองว่ามีโอกาสที่ผลประกอบการจริงจะติดลบน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เช่นกัน

 

แนะนำจัดพอร์ตการลงทุนรับมือความไม่แน่นอน

 

SCB CIO ยังคงเน้นการลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่าตลาดพันธบัตร โดยแบ่งเป็นพอร์ตหลัก (Core Portfolio) สำหรับการลงทุนระยะยาวมากกว่า 1 ปี ยังคงแนะนำให้ลงทุนในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น โดยให้น้ำหนักส่วนใหญ่ในการลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ

 

เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ Valuation จะปรับขึ้นมามาก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่ SCB CIO มองว่ากำไรต่อหุ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมยังมีโอกาสเติบโตได้ทั้งปีนี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ

 

  1. ความเสี่ยงขาลงของ GDP ลดลง ซึ่งหลังจากการเจรจาการค้าเริ่มส่งผลดีขึ้น และคาดว่าอัตราภาษีสุดท้ายจะต่ำกว่าที่เคยประกาศไว้ ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

  1. งบประมาณการคลัง (OBBA) โดยร่างงบประมาณใหม่ของสหรัฐฯ น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก จากการขยายการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างถาวร การเพิ่มค่าลดหย่อน และการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ โดย consensus คาดการณ์ว่ากำไรของ S&P 500 จะขยายตัว 7% ในปีนี้ และ 14% ในปีหน้า

 

สำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังให้น้ำหนักกับการปฏิรูปธรรมาภิบาลของตลาดทุน เช่น การซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) และการจ่ายเงินปันผล ซึ่งน่าจะช่วยสนับสนุนตลาดได้ แต่ในระยะสั้นยังคงมีความผันผวนจากความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าและสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้

 

ภาพ: mark reinstein / Shutterstock


READ MORE




Latest Stories