×

สำรวจหลุมหลบภัยให้เงินลงทุน ยามความเสี่ยง ‘เศรษฐกิจถดถอย’ สูง

27.04.2023
เศรษฐกิจถดถอย

นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 ที่เกิดปัญหาในภาคสถาบันการเงินสหรัฐฯ และยุโรป เช่น ธนาคาร Silvergate Bank, Silicon Valley Bank, และ Signature Bank ของสหรัฐฯ ต้องปิดกิจการ ขณะที่ Credit Suisse ในยุโรป ต้องขายกิจการให้กับ UBS ผลที่ตามมาคือสถาบันการเงินในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป น่าจะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากที่เข้มงวดอยู่แล้วเป็นเข้มงวดมากยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ เมื่อผนวกกับอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมากังวลกันมากขึ้น ว่าเราจะเจอสถานการณ์เศรษฐกิจถดถอย (โดยเฉพาะในสหรัฐฯ) กันหรือไม่ และถดถอยมากน้อยแค่ไหน

 

โดยหน้าตาของ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ น่าจะมี 2 แบบ คือ 1. เศรษฐกิจถดถอยแบบเบาๆ (Mild Recession) โดยอาจเป็นในลักษณะที่เศรษฐกิจเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในบางภาคธุรกิจหดตัว (เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ และการก่อสร้าง) หรือ 2. เศรษฐกิจถดถอยแบบรุนแรง (Severe Recession) ซึ่งหมายถึงการหดตัวของเศรษฐกิจในหลายภาคธุรกิจ และ/หรือกินเวลานานมากกว่าแค่ 2 ไตรมาส จนทำให้เกิดการว่างงานเพิ่มมากขึ้น การบริโภคภาคเอกชนลดลง รวมถึงรายได้ครัวเรือนลดลงอย่างมีนัย 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


เศรษฐกิจถดถอยทั้งสองแบบ มักส่งผลให้ตลาดการเงินและการลงทุนผันผวนมากขึ้น (เศรษฐกิจถดถอยแบบรุนแรงย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดมากกว่า) และยากในการวางกลยุทธ์ลงทุนที่จะปกป้องพอร์ตโดยรวมให้ยังสร้างผลตอบแทนเป็นบวก ไม่ติดลบไปตามภาวะเศรษฐกิจ แต่หากหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยไม่ได้ นักลงทุนอย่างเราก็ควรเตรียมพร้อมตั้งรับให้ดี 

 

หากเรากำลังจะเจอกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยจริงๆ ควรจะคัดเลือกสินทรัพย์แบบใดเข้าพอร์ตลงทุน? 

 

ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความเสี่ยงถดถอยสูงจะมีสัญญาณที่บ่งชี้ที่สำคัญคือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่เป็นตัวบ่งชี้สภาวะทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตและบริการปรับลดลงมาต่ำกว่า 50 ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจปัจจุบันมีแนวโน้มหดตัวเมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว และดัชนี PMI หดตัวลงต่อเนื่องก็หมายถึงเศรษฐกิจกำลังหดตัวหนักลงเรื่อยๆ โดยสินทรัพย์ที่มักจะถูกนำมาใช้ในการป้องกันความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย ประกอบด้วย พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury) หุ้นกู้คุณภาพสูง (Investment Grade Bonds) ของสหรัฐฯ และทองคำ  

 

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เพราะในช่วงที่ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยสูงขึ้น นักลงทุนจะเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่มองว่าเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) คือสามารถรักษามูลค่าเงินได้ ซึ่งอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี ถูกจัดให้เป็นอัตราผลตอบแทนที่มีความเสี่ยงต่ำ (โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง หรือ Liquidity Risk) เนื่องจากมีตลาดรองที่มีสภาพคล่องสูงมาก 

 

อย่างไรก็ตาม พันธบัตรรัฐบาลก็ยังมีความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) เช่น ในช่วงปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อที่สูงก็ทำให้ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยแบบเร็วและแรง และกระทบกับราคาพันธบัตรรัฐบาลอยู่พอสมควร หรือแม้กระทั่งในมุมความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) เอง รัฐบาลก็มีประเด็นความเสี่ยงเช่นกัน เช่น กรณีของรัฐบาลสหรัฐฯ มีประเด็นการยกเพดานหนี้ และ government shutdown 

 

ดังนั้นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน นักลงทุนจึงเลือกที่จะถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เอาไว้ โดยกรณีที่ซื้อพันธบัตรมาในช่วงดอกเบี้ยสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูง (ราคาพันธบัตรต่ำ) แล้วไปขายในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรต่ำ (ราคาพันธบัตรสูง) เนื่องจากพันธบัตรเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น เพราะนักลงทุนมองภาพลักษณ์ของพันธบัตรรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และความผันผวนของราคาสินทรัพย์ก็มักจะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น

 

ขณะที่หุ้นกู้คุณภาพสูง (Investment Grade Bonds: Rating > BBB-) ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ได้รับความสนใจใช้ป้องกันความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้คุณภาพสูง มีความเสี่ยงด้าน Credit Risk ที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจอาจจะกระทบกับผู้ออกตราสารทำให้มีความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น (แต่ถ้าเมื่อเทียบกับหุ้นกู้ในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงหรือ High Yield แล้ว กลุ่ม Investment Grade ก็ถือว่ามีความเสี่ยงด้าน Credit Risk ที่ต่ำกว่า)

 

ส่วนทองคำก็ได้รับความนิยม เนื่องจากถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าเงินได้ในยามที่ความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีต้นทุนการเก็บรักษา และยังมีเรื่องความต้องการตลาด ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม และเครื่องประดับ มาเกี่ยวข้องด้วย นอกเหนือจากความต้องการลงทุน ฉะนั้น ราคาทองคำจึงยังมีความผันผวนได้สูง

 

ทั้งนี้ จากการศึกษาของ SCB CIO โดยใช้ข้อมูลในอดีตนับตั้งแต่ปี 2510 จนถึงปัจจุบัน พบว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยจัดการความเสี่ยงจากเศรษฐกิจถดถอยในช่วงที่เงินเฟ้อในระดับสูงได้ดีที่สุด หากพิจารณาจากผลตอบแทนต่อความผันผวนของการลงทุน (Risks-Adjusted Return) เพราะจากข้อมูลในอดีตสามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือนต่อความผันผวนได้ดีที่สุด ดังนั้น หากนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็จะเป็นทางเลือกที่ช่วยให้พอร์ตลงทุนโดยรวมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดีขึ้น

 

กราฟ: ผลตอบแทนต่อความผันผวน (ยิ่งสูงยิ่งดี)

 

 

โดยรวมแล้ว หลังเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณถดถอย เราควรจะเพิ่มน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาอยู่ในพอร์ตลงทุน เพื่อให้พอร์ตโดยรวมมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ต้านทานเศรษฐกิจถดถอยได้ดีขึ้น เพราะหากในพอร์ตลงทุนมีสินทรัพย์เสี่ยงมากเกินไปก็อาจจะทำให้ผลตอบแทนจากพอร์ตลงทุนโดยรวมมีความผันผวนได้สูง 

 

และสุดท้ายไม่ว่าจะปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไร นักลงทุนต้องไม่ลืมพิจารณาเรื่องการแบ่งเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และลงทุนให้สอดคล้องกับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของตัวเองด้วย เพื่อให้การลงทุนไปถึงเป้าหมายแบบสบายใจ พอร์ตลงทุนไม่เสี่ยงมากเกินไป หรือผันผวนหนักเกินจะรับไหว 


READ MORE






Latest Stories