ทำอย่างไรให้งานวิจัยบนหิ้งสร้าง Real-World Impact ได้จริง?
คำตอบอยู่บนเวทีเสวนาพิเศษ ‘ZERO HEALTH GAP: Driving Research and Deep Tech for Real-World Impact’ ในงานแถลงข่าวประกาศผลรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์ ประจำปี 2569 ที่ชวนสองนักวิจัยผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ และ ดร.สุพรรณ ยอดยิ่งยง มาเล่าวิธีคิดและบทเรียนจากการทำงาน ตั้งแต่การเข้าใจคนในพื้นที่ การทำงานร่วมกับภาคเอกชน และบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนให้คนทำวิจัยเพื่อสังคม
การเสวนาดำเนินรายการโดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวงชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล และ ณัฏฐา โกมลวาทิน News Director จาก THE STANDARD
สองนักวิจัยผู้คว้ารางวัล
ผู้คว้ารางวัล ‘นักวิจัยดีเด่น’ ในปีนี้คือ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ ประธานหลักสูตรระบาดวิทยานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากผลงาน ‘กว่าสี่ทศวรรษของความต่อเนื่องหลากหลายของงานวิจัยทางระบาดวิทยา: จากกลุ่มโรคแห่งความยากจนชายแดนใต้ สู่กระบวนการสันติภาพ จนถึงการควบคุมการระบาดของโควิด-19’ งานวิจัยที่ใช้ระบาดวิทยาและข้อมูลเชิงประจักษ์ทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริง เริ่มจากโรคที่สัมพันธ์กับความยากจนและประชากรกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชายแดนใต้ ก่อนขยายไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพกับมิติทางสังคม กระบวนการสันติภาพ และการรับมือวิกฤตโควิด-19

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์
ประธานหลักสูตรระบาดวิทยานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ขณะที่รางวัล ‘นักวิจัยรุ่นใหม่’ เป็นของ ดร.สุพรรณ ยอดยิ่งยง จากสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล จากผลงาน ‘การพัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีซิลิกาแอโรเจลต้นทุนต่ำสู่อุตสาหกรรม’ ซึ่งนำ ‘ขี้เถ้าแกลบ’ มาเป็นวัตถุดิบในการพัฒนาวัสดุขั้นสูงให้มีต้นทุนต่ำลง พร้อมต่อยอดองค์ความรู้จากห้องทดลองสู่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะการใช้เป็นวัสดุฉนวนความร้อนและการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมกีฬา ทำให้สามารถสร้างโอกาสเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ดร.สุพรรณ ยอดยิ่งยง
จากสถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล
‘เข้าใจคนในพื้นที่’ หัวใจที่ทำให้งานวิจัยใช้ได้จริง
ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ เปิดเผยถึงวิธีทำงานว่า การทำวิจัยในพื้นที่ให้ได้ผลเริ่มจากการเข้าใจคน ไม่ใช่เพียงเข้าไปเก็บข้อมูลแล้วนำกลับมาวิเคราะห์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประเด็นละเอียดอ่อน นักวิจัยจำเป็นต้องเข้าไปเรียนรู้วัฒนธรรม วิธีคิด และเงื่อนไขชีวิตของผู้คนด้วยตัวเอง
อาจารย์เรียกจุดเริ่มต้นนี้ว่า “ฝึกใจ” ซึ่งหมายความว่า นักวิจัยต้องฝึกให้ตัวเองยอมรับบริบทของคนในพื้นที่ และลองมองปัญหาจากสายตาของพวกเขาจริงๆ เมื่อเข้าใจว่าผู้คนกำลังเผชิญอะไร จึงจะตั้งคำถามวิจัยและหาทางแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับชีวิตจริงได้
เรียงลำดับ ‘อุดมการณ์-งาน-เงิน’ ให้ถูกต้อง
ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ ยังแชร์วิธีตั้งโจทย์วิจัยว่าให้เรียงลำดับจาก “อุดมการณ์-งาน-เงิน” เหมือนเป็นการตั้งเข็มทิศของงานวิจัยที่ต้องการสร้างประโยชน์แก่ผู้คน โดยเริ่มจากปัญหาสังคมที่อยากแก้ แล้วจึงลงมือทำความเข้าใจพื้นที่และผู้คน ส่วนเงินทุนควรเป็นสิ่งที่เข้ามาสนับสนุนให้งานเดินหน้าต่อ หากตั้งต้นจากเงินทุน นักวิจัยอาจเลือกทำโจทย์ตามแหล่งทุนมากกว่าปัญหาที่ผู้คนกำลังเผชิญ

ทำงานร่วมกับเอกชน พา Deep Tech จากหิ้งสู่ห้าง
ในมุมของการพัฒนาเทคโนโลยี ดร.สุพรรณ ชี้ว่า ปัญหาที่นักวิจัยพบบ่อยคือการทำผลงานจนเสร็จ แล้วจึงค่อยนำไปหาคนใช้ วิธีนี้มีความเสี่ยง เพราะสิ่งที่พัฒนาขึ้นอาจไม่ตรงกับความต้องการของตลาดหรือข้อจำกัดในการใช้งานจริง
ดร.สุพรรณ จึงเสนอให้ดึงภาคเอกชนและผู้ใช้งานเข้ามาร่วมตั้งโจทย์ตั้งแต่วันแรก เพื่อให้นักวิจัยรู้ว่าเทคโนโลยีต้องแก้ปัญหาอะไร และต้องปรับอย่างไรจึงจะนำไปใช้ได้ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้ครอบคลุม เพราะงานวิจัยทำคนเดียวไม่ได้ ตัวอย่างเช่น การพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุที่ต้องอาศัยทั้งทีมสังเคราะห์วัสดุ ทีมแปรรูป ทีมทำสี และทีมประกอบชิ้นส่วน

ขณะเดียวกัน การสื่อสารเพื่อให้คนทั่วไปได้รู้จักและเข้าใจผลงานก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้งานมีโอกาสได้นำไปใช้จริง โดย ดร.สุพรรณ เลือกใช้วิธีเข้าร่วมเวทีประกวดต่าง ๆ ทำให้มีพื้นที่ในการเล่าเรื่องงานวิจัยมากขึ้น และอาจช่วยให้พบผู้ใช้จริง พันธมิตร หรือผู้ร่วมทุนที่จะพัฒนาโครงการต่อ
รัฐต้องหนุนต่อเนื่อง มีนักวิจัยรุ่นพี่เป็น Mentor
เมื่อการพัฒนา Deep Tech ต้องใช้เวลา ดร.สุพรรณ เสนอให้รัฐสนับสนุนทุนวิจัยแบบหลายปี เพื่อให้นักวิจัยทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องกลับมาเขียนโครงการขอทุนใหม่ทุกปี โดยเฉพาะงานที่ต้องผ่านหลายขั้นตอนก่อนนำไปใช้เชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมวัสดุหรือการพัฒนายา เพราะหากการสนับสนุนขาดช่วง งานที่มีศักยภาพอาจไปไม่ถึงขั้นที่พร้อมใช้งาน โดนยกตัวอย่างสิงคโปร์และจีน ซึ่งมีภาครัฐสนับสนุนการใช้นวัตกรรมและเชื่อมความร่วมมือระหว่างเอกชนกับมหาวิทยาลัยเพื่อสร้าง Ecosystem ที่ช่วยปูทางงานวิจัยสู่การปรับใช้เชิงพาณิชย์

สุดท้ายศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ ย้ำถึงบทบาทสำคัญของนักวิจัยรุ่นพี่ว่า
“นักวิจัยรุ่นใหญ่สามารถปรับบทบาทมาเป็น Mentor ให้คนรุ่นใหม่ ทั้งช่วยกำหนดมาตรฐาน ชี้ทิศทาง ประเมินโอกาสนำผลงานไปใช้จริง และถ่ายทอดข้อมูลกับองค์ความรู้ เพื่อให้งานวิจัยรุ่นต่อไปตอบโจทย์สังคมและสร้าง Real-World Impact ได้จริง”



