×

Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา EP.5 Search for Paradise

29.11.2019
  • LOADING...

กำกับพอดแคสต์โดย คำขวัญ ดวงมณี, สุภพงส์ พงษ์พานิช

สร้างจากเรื่องจริงของ ทิชากร ภูเขาทอง, เอมอนันต์ อนันตลาโภชัย

 

ครั้งแรกของพอดแคสต์ที่คนฟังจะได้ร่วมสนุกในรูปแบบของเกมโชว์ที่จำลองชีวิตของ โจ้ แทรชเชอร์ และ คิลิน เอมอนันต์ มาให้ร่วมทายกันว่า ทั้งสองคนจะเลือกทางเดินไหนให้กับชีวิต เพราะบางครั้งเหตุผลอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็นในการตัดสินใจ แต่การรู้จักความต้องการของตัวเองในช่วงเวลานั้นๆ ต่างหาก ที่จะพาเราให้พบคำตอบของชีวิต

 


 

สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับผู้ฟังทุกท่าน ทั้งทางบ้านและในห้องส่ง เข้าสู่รายการ THE STANDARD Podcast Somewhere I Belong Search For Paradise และนี่คือพอดแคสต์แรกที่ผู้ฟังจะได้รู้จักและตอบคำถามร่วมสนุกกับทางรายการ โดยดิฉัน ปอนด์ ภริษา ยาคอปเซ่น รับหน้าที่เป็นพิธีกรในวันนี้ค่ะ ในค่ำคืนนี้นะคะ แขกรับเชิญของเราเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคอมมูนิตี้ผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย และตอนนี้เราก็อยู่กับ คุณโจ้-ทิชากร ภูเขาทอง ผู้ก่อตั้งปาร์ตี้ Trasher ที่ผันตัวมาเป็นผู้กำกับไฟแรง มีผลงานออกมาให้พวกเราเห็นอยู่บ่อยๆ นะคะ และ คุณคิลิน-เอมอนันต์ อนันตลาโภชัย นักเขียนนิยายยูริอันดับต้นๆ ของประเทศไทย และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง The Kloset Cafe และ Book Club ที่เป็นพื้นที่ของชาวยูริ ที่พูดถึงความรักระหว่างผู้หญิงและผู้หญิงนั่นเองค่ะ เชิญพบกับแขกรับเชิญของเราทั้งสองได้เลยค่ะ

 

ทิชากร: สวัสดีครับ ผมโจโจ้-ทิชากร ภูเขาทอง อายุ 34 ปี

เอมอนันต์: คิลินค่ะ เป็นผู้ก่อตั้ง The Kloset เป็น Community Club ของชาวยูริ แล้วก็ส่วนตัวเป็นนักเขียนหนังสือยูริค่ะ

 

กติกาของรายการเราก็คือ เราจะให้แขกรับเชิญเปิดประสบการณ์ตามโจทย์ของรายการนะคะ และเมื่อถึงจุดพลิกผันของชีวิตของเขา คุณจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเลือกชอยส์ เพื่อคาดเดาการตัดสินใจหรือว่าเหตุการณ์ของแขกรับเชิญที่จะเกิดขึ้นต่อไปค่ะ 

 

และช่วงแรกของวันนี้ก็คือ ‘อดีตเคยแรง’ แหม ตัวตนจัดจ้านกันขนาดนี้ ผู้ชมหลายท่านคงสงสัยว่า ทั้งคู่จะมีวัยเด็กจัดจ้านกันขนาดไหน ที่นี่จะเป็นที่แรกที่ทั้งคู่จะมาเปิดอก นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลา ให้พวกเราได้รู้จักกับพวกเขากันมากขึ้น เชิญคุณโจ้เริ่มเลยค่ะ

 

ทิชากร: พ่อเราเป็นข้าราชการครู แม่เราก็จะเป็นแม่บ้าน ชอบเล่นไพ่ จริงๆ บ้านเราค่อนข้างจะอยู่ในฐานะปานกลาง ครอบครัวส่วนใหญ่เราอยู่ในบริเวณแบบมีป่า เราก็จะโตอยู่กับเด็กแถวนั้น เราเป็นเหมือนคนที่อยู่ต่างอำเภอ จันทร์ถึงศุกร์เราเข้ามาเรียนในเมือง แล้วตัวเองก็จะเหมือนเอาความเจริญจากในเมืองไปให้เด็กชนบท เสาร์-อาทิตย์ก็จะฟอร์มเด็กรอบๆ บ้าน แล้วก็มาตั้งเป็นคลับ เต้นในคอกหมูที่เขายังสร้างไม่เสร็จ เรามีความเพ้อเจ้อ จินตนาการมาตั้งแต่เด็ก บ้านเราเป็นบ้านแรกที่มีเครื่องวิดีโอเกม ทุกคนก็จะมารวมกันอยู่ที่บ้านเรา จริงๆ คุยกันแบบนี้ก็เริ่มจะคิดได้ว่า นี่ฉันก็เริ่มการทำ Trasher มาตั้งแต่สมัยนั้นเลยนะเนี่ย คือรู้สึกว่าในชีวิตเรา เราสู้ เราขับเคลื่อนตัวเองด้วยแพสชันมาตลอดชีวิต มีช่วงเวลาน้อยมากที่เราจะยอมทำเพื่อเอาใจใคร หรือจุดบางจุดที่เงินก็ไม่ได้ แต่จะทำ ทำเพราะอันนี้มีความสุข ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้นนะ แต่ก็พยายามที่จะบาลานซ์มันให้อยู่ตรงกลางที่สุด พอเราอยู่ด้วยตัวเองมาตั้งแต่ ป.2 ถูกย้าย เราก็จะอยู่กับเพื่อน เพราะฉะนั้นตั้งแต่ ป.2 เราคือ เพื่อน คนรอบข้าง จะมีอิทธิพลมากกับชีวิต

 

ถ้าถามถึงความรักครั้งแรกๆ ของโจ้ เป็นอย่างไรบ้างคะ

 

ทิชากร: ถ้าตอนเด็กกว่านี้ ชีวิตความรักนี่คือ เอาตั้งแต่มัธยมถึงมหาลัยเลยก็…ตุ๊ดตัวเล็กตัวน้อยคนหนึ่งที่หลงรักชายแท้ ความรักแบบรักเพื่อนสนิทที่ทำทุกอย่างให้เขา พอรักเขาก็จะช่วยเขาจีบผู้หญิง เรารู้สึกว่า เราจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เขา จัดการทุกอย่างให้เขา ช่วยเขาจีบผู้หญิงคนนี้ด้วยการอัดเทป เพื่อให้เขาเอาไปให้ผู้หญิงทุกอาทิตย์เลย เป็นอยู่ระยะเวลาประมาณปีหนึ่ง นึกออกหรือเปล่า ปีหนึ่งที่มีมิกซ์เทปไปให้ แย่ที่สุดนะ ที่เรารู้สึกว่าแย่ที่สุดที่มันเป็นตราบาป ทุกวันนี้ก็คือ…

 

เอาล่ะค่ะ ก็ถึงช่วงที่เราจะให้ผู้ฟังตัดสินใจใน 10 วินาทีต่อไปนี้นะคะ คุณคิดว่า จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ระหว่าง 1. สวมรอยเป็นเพื่อนที่แสนดีคนนั้น เพื่อหวังจะแย่งเขากลับมาทีหลัง หรือ 2. ไปตบรุ่นน้องคนหนึ่งที่เข้ามาขัดขวางปฏิบัติการกามเทพของคุณโจ้ เลือกค่ะ ลองทายดูนะคะ คิดว่า ข้อ 1 หรือข้อ 2 และคำตอบได้แก่

 

ทิชากร: เคยไปตบรุ่นน้องมัธยมเพียงเพราะว่ารุ่นน้องไปขัดขวางความรักของผู้ชายกับผู้หญิงที่เราต้องการให้เขาเป็นคู่กัน ไปตบเขาโดยที่น้องเขาก็ไม่ผิดอะไรเลย ไปทำแบบละคร ด้วยความที่ดูละครเยอะไป ตบหน้าเสร็จแล้วก็บอกว่า “ถ้าแกไปฟ้องครูนะ ฉันจะเอาแกแรงกว่านี้แน่” ดูละครเยอะ เป็นอะไรโจ้ เธอเป็นอะไร แล้วสุดท้ายผู้ชายก็ทุ่นเราด้วย ผู้ชายก็ไม่คุยกับเรา ส่งข้อความมาบอกว่า อย่ามายุ่งกับกูอีก ตอนนั้นคือพังไปเลย เมื่อก่อนตอน ม.1 ม.2 ม.3 ม.4 ยังเป็นเด็กเรียนเก่ง ม.5 ช่วงที่รักผู้ชายคนนี้ อยู่อันดับสุดท้าย ติด ร. ติด มผ. จนไม่มีใครเอา ในความรู้สึกของตัวเองคือ น้อยเนื้อต่ำใจว่า ฉันเป็นตุ๊ด ตัวเล็ก ดำ ผอม คงไม่มีใครเอา เพราะฉะนั้นพอรักใครมันเลยทุ่มเต็มที่ มันเลยให้ทุกอย่าง ตอนนั้นจำได้ว่า เปรียบเทียบกับเพื่อนตุ๊ดอีกคนหนึ่งที่ขาว จีน ดูหมวยๆ ซึ่งเพื่อนผู้ชายคนนี้ที่เราชอบมาก ซึ่งเป็นชายแท้ มันปฏิเสธความรักจากเรา แต่อยู่ดีๆ มันไปได้กับเพื่อนตุ๊ดที่ขาว มันยิ่งทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่า ด้วยรูปลักษณ์อย่างนี้ ฉันคงไม่เจอความรักที่แท้จริง ตอนนั้นก็คิดอย่างนั้นจริงๆ จนรู้สึกว่าตัวเองกู้ความเชื่อในตัวเองกลับขึ้นมาได้ตอน ม.6 ด้วยมายาคติแบบนางเอก นางร้าย หรืออะไรก็แล้วแต่ คอยดู ฉันจะทำให้แกเสียใจ ฉันจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ไม่มีฉัน ชีวิตแกพัง ชีวิตเราขับเคลื่อนด้วยความอิจฉา ด้วยการพิสูจน์ตัวเองมาตลอด ม.6 ชีวิตก็เหมือนดีขึ้นมาเรื่อยๆ

 

เราเคยคิดเสมอเลยว่า เพื่อนเราที่อยู่รอบๆ เรา จากที่ต่างอำเภอบ้านเรา ขอเรียกว่า บางสวรรค์ คือบ้านเรา ที่บางสวรรค์บางคนมีฐานะดีกว่าเราอีกนะ แต่เราเคยงงเสมอเลยว่า ทุกคนเขามีเงิน เขามีฐานะ เขามีการศึกษาดีกว่าเรา เข้ามากรุงเทพฯ เขาเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน แต่สุดท้ายทำไมทุกคนถึงไม่มีความทะเยอทะยานแบบเรา ที่อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่ อยากทำโน่น อยากทำนี่ ทุกคนกลับมาบ้าน มีลูก มีผัว แต่งงาน สเตปชีวิตทุกคนเป็นเหมือนกัน มีเราที่รู้สึกว่า เราไม่อยากกลับไปบ้านเกิด ชีวิตเราตอนนี้ กรุงเทพฯ คือบ้าน เราเข้าใจแหละว่า พ่อแม่เราอยู่ที่โน่นอะไรต่างๆ แต่เราสร้างทุกอย่างที่นี่ด้วยตัวเอง มันก็เลยกลายเป็นบ้านของเรา แม้แต่ที่ตัวเมือง สุราษฎร์ธานีนั่นก็ไม่ใช่บ้านเรา แต่กรุงเทพฯ มันคือบ้านของเรา จริงๆ ตอนที่อยู่สุราษฎร์ธานีเราก็ย้ายออกมาอยู่กับรุ่นพี่ ย้ายออกมาอยู่บ้านเช่าตั้งแต่เด็กๆ เลย เพราะว่าจริงๆ บ้านเราอยู่ในต่างอำเภอ เราถูกส่งมาเรียนในเมือง และก็อยู่ในบ้านเช่ากับรุ่นพี่ผู้หญิง 6-7 คน ตั้งแต่ ป.2 ป.3 ป.4 ป.5 ป.6 เพราะพ่อเราต้องการให้มีการศึกษาที่ดี เลยส่งมาในเมือง ซึ่งก็ยอมรับว่า การศึกษาไทยในต่างจังหวัดมันก็ตอบโจทย์ไม่ได้ เราเลยรู้สึกว่า ตัวเองโตมากับวัฒนธรรมบ้านเช่าตั้งแต่ ป.2 เปลี่ยนมาตลอด บ้านเช่าหลังแรกที่เราย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วเราก็อยู่กับเพื่อนชื่อโต้ยกับคามิน เป็นเพื่อนสมัยมัธยมที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันในห้องเช่าหลังแรกแถวราม 2 เป็นห้องใต้หลังคาที่อยู่กันเล็กๆ แต่นอนกัน 3 คน ตอนนี้ทั้งโต้ยและคามินเสียชีวิตหมดแล้ว เด็กต่างจังหวัด 3 คน ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งมาตามหาความฝัน แต่สุดท้ายมันเหลือเราคนเดียว มันเจ็บปวดมาก สองคนนี้มันเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และเรารู้สึกคิดถึงเพื่อนสองคนนี้

 

เราเคยนั่งอ่านหนังสือเอนทรานซ์ด้วยกัน ไปซื้อชีตรามด้วยกัน และพวกมันสองคนเห็นพัฒนาการความฝันของเรามาตลอดว่า เราอยากเป็นอะไร เราอยากทำอะไร นั่งรถไปเช่าวิดีโอด้วยกัน เห็นเราเริ่มเขียนบท เริ่มเขียนไดอะรีต่างๆ แล้วสองคนนี้เราอยากให้มันเห็นว่า ตอนนี้เรามาถึงจุดที่ฝันที่เราอยากทำทุกอย่าง อยากเป็นผู้กำกับ อยากทำโน่นทำนี่ อยากออกทีวีสมัยก่อน เราเป็นได้ทุกอย่างแล้วนะ มันเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยสุราษฎร์ธานีที่เวลาเราอกหัก เรามีโปรเจกต์ เรามีความฝันอะไร มันจะขับรถมอเตอร์ไซค์มารับเรา แล้วไปนั่งคุยกันริมน้ำ เพื่อนสองคนนี้เป็นเพื่อนที่มีความสำคัญกับชีวิตมากๆ อย่างที่บอก พอเสียชีวิตไปแล้ว เราอยากให้มันเห็นว่า มึงก็มีส่วนที่ทำให้กูมาถึงจุดนี้ได้ จำได้เลยว่า ก่อนมันตาย มันเคยส่งข้อความมาในเฟซบุ๊กว่ามันภูมิใจในตัวเรามากนะ ไม่คิดเลยว่าเราจะมาถึงจุดนี้ได้

 

คราวนี้เริ่มอยากขยับขยาย อยากมีบ้านของตัวเอง เริ่มหาบ้านเช่าที่เป็นทาวน์เฮาส์ เช่ามาเรื่อยๆ เปลี่ยนสถานที่มาเรื่อยๆ เปลี่ยนเฮาส์เมตมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่มีที่ไหนที่เรารู้สึกว่า พอเป็นบ้านเช่าอย่างนั้น ยิ่งพออยู่กับคนอื่น เราไม่สามารถที่จะเป็นเราได้ 100% แล้วอีกอย่างส่วนใหญ่ที่เราไปเจอ หลายคนที่เขาก็ไม่ได้อยากจะทำสถานที่ตรงกลางให้มันดีขึ้น ให้ความรู้สึกเป็นบ้านไง บ้านที่อารีย์นี้ก็เกิดจากการอยากขยาย อยากจริงจังกับการทำ Trasher แล้ว ก็เลยหาออฟฟิศที่ทุกคนสามารถมารวมตัว มาประชุมอะไรกันได้ แล้วก็เกิดจากความดัดจริตของตัวเอง อย่างไรเราก็อยากมีบ้าน อยากมีออฟฟิศสวยๆ ยอมแม้จะมีรายจ่ายที่ไม่เพียงพอต่อการจ่าย แต่ขอเอาสบายไว้ก่อน ก็ได้บ้านหลังนั้น ก็เป็นสไตล์ยุค 70 มีบันไดวน พื้นไม้ปาร์เกต์ คือทุกอย่างอย่างที่เราต้องการเลย ก็มาอยู่ ทำเป็นออฟฟิศ ตอนนั้นอยู่กัน 4 คน มีเรา มีเจนนี่ มีออม มีเจสัน จริงๆ อีกคนหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามีความสำคัญที่สุดในชีวิตเราก็คือ เจนนี่ ปาหนัน เป็นคนหนึ่งที่เรารู้สึกว่า เป็นน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่ากัน เป็นเพื่อน เป็นน้อง ที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้เหมือนกัน เพราะถ้าไม่ใช่เจนนี่ เราก็ไม่สามารถที่จะสร้างชื่อเสียง สร้างผลงานได้จนคนยอมรับมาถึงจุดนี้ เพราะเจนนี่ให้เราเต็มร้อย ให้เราในการดึงศักยภาพที่จะสร้างมิวสิกวิดีโอ ทำซีรีส์ หรืองานอะไรต่างๆ นานา งานไวรัลอะไรต่างๆ จนคนรู้จัก แล้วสุดท้ายได้มาอยู่บ้านเดียวกัน มันมีพื้นที่บางอย่างที่ในขณะที่ต่างคนต่างทำงาน เจนนี่ก็จะไว้ใจเรา บางทีเจนนี่ก็จะนั่งใส่ผ้าขนหนูผืนเดียวอยู่ห้องตรงกลาง เล่าว่า วันนี้ไปทำอะไรมาบ้าง มุกอะไรต่างๆ “พี่โจ้ว่าทำอย่างนี้ดีไหม” “หนูรับละครเรื่องนี้ดีไหม” คือในฐานะที่เราทำงานกับเจนนี่มา จนเรารู้ว่าทักษะหรือศักยภาพตรงไหนของเจนนี่ที่จะทำให้คนรักมัน ทำให้คนหัวเราะได้ เราก็จะสามารถให้คำแนะนำเจนนี่ได้ เจนนี่มันจะไว้ใจเราในการที่จะเลือกงานให้มัน หรือถ้าเราอยากจะทำงานอะไรสักอย่าง แล้วเราอยากได้เจนนี่ เจนนี่ก็เคลียร์คิวให้ หาเวลามาทำให้ เพราะเจนนี่รู้ว่า ถ้าทำกับเรา มันไว้ใจได้ งานมันจะดึงศักยภาพของมันออกมาได้เต็มร้อย อย่างการได้มาอยู่พื้นที่เดียวกัน บ้านเดียวกัน จริงๆ ก็สนิทกันมากขึ้น เมื่อก่อนแค่ทำงาน เจอกัน ก็ได้แชร์ ได้เห็นความเป็นเจนนี่ 

 

ท่านผู้ฟังคะ เส้นทางชีวิตของคุณโจ้ก็ค่อนข้างจะครบรสเหมือนแกงปักษ์ใต้เหมือนกันนะ เอาล่ะค่ะ ดิฉันว่าเรื่องเล่าของคุณคิลินก็คงจะหรอยแรงไม่แพ้กันแน่นอนนะคะ จากภาพลักษณ์ที่ดูมั่นใจของเธอ วัยเด็กของเธอนี่จะเป็นอย่างไร ติดตามฟังกันต่อเลยค่ะ

 

เอมอนันต์: เอาจริงๆ คิดว่าตัวเอง Born to be อุแว้ออกมาก็เป็นเลสเบี้ยน โดยการสังเกตตัวเองว่า เราชอบสัมผัสของผู้หญิง หอมกว่า นุ่มกว่า แล้วก็ซอฟต์กว่า เพราะว่าที่บ้านเป็นร้านโชห่วย เราจะโตมากับการนั่งนับกระสอบสาคูและลังกระทิงแดง แล้วมันจะมีผู้ชายที่เขาเรียกว่าจับกัง ที่จะมาดแมน เหงื่อไคล เรารู้สึกว่า อันนี้เราไม่ชอบ แต่เราไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร เราก็เลยพยศไปทางชอบรุ่นพี่จัง ชอบรุ่นพี่จังตอนนั้น มันก็มีแค่ ไม่ทอมก็คือผู้หญิง ถ้าคุณอยู่ในลุคทอม แปลว่าคุณเป็นผู้หญิงรักผู้หญิง ไม่มีเพศอื่น ถูกไหมคะ ณ ตอนนั้น จะมองว่าใครชอบผู้หญิงคือเป็นทอม และถ้าใครที่เดินกับทอม คือดี้ ก็จะมีความบอย เราก็ทำความรู้จักตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ เป็นเด็กที่กบฏในกฎที่ไม่เข้าท่าตั้งแต่ตอนนั้นเลย เป็นต้นว่า ห้ามซอยผม คุณจะลงโทษเราอย่างไรก็ได้ แต่เราจะซอยผม

 

โอ้โห แสดงว่าวีรกรรมเยอะแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ

 

เอมอนันต์: เยอะมาก ตอนเด็กๆ ขึ้นห้องปกครองถี่ค่ะ อาทิตย์หนึ่งอย่างน้อย 3 ครั้ง แต่พอโตมา เรามองลงไปแล้วมันเป็นชีวิตที่สนุกมาก สนุกมากกับการที่จีบรุ่นพี่ หรือว่า แอบชอบใคร แล้วก็รู้จักอะไรมากขึ้นในตอนที่เรารู้สึกว่าควรไม่ควร เป็นต้นว่ามีอาจารย์มาจีบ เป็นอาจารย์ผู้หญิง แต่งงานแล้ว มีลูก แต่ตอนนั้นพอพ่อแม่เขาทราบแล้วว่ามันไม่ค่อยโอเค เขาก็จัดการไป แต่เราก็เอ๊ะ อันนี้คิดแต่เด็กเลยนะว่า มันผิดที่เขาเป็นอาจารย์ หรือมันผิดที่เขาเป็นผู้หญิง

 

คุณคิลินค่อนข้างถือว่ามีอุดมการณ์ของตัวเองตั้งแต่เด็กเลยนะคะ หลังจากนั้นเป็นอย่างไรบ้างคะ

 

เอมอนันต์: ไปเมืองนอก เป็น AFS นะคะ เราไปเจอเมืองที่ถ้าสมัยก่อนคนไม่เคยไปเมืองนอกจะมองว่า อเมริกาจะเป็นที่ที่เจริญ พี่ไปอยู่ Wisconsin แล้วมันแบบ ยกมือทาบอก ถนนไม่มีเส้นว่ะ ถนนไม่มีเส้นแปลว่าโคตรบ้านนอก เสาไฟเป็นไม้ ประชากรมีแต่แกะ เป็ด วัว เป็นเมืองที่ปลูกโสม ภูเขา ประชากรที่เยอะที่สุดคือกวาง และมีฤดูล่ากวาง หนาวที่สุดคือ -40 องศาฯ บางสัปดาห์ปิดโรงเรียนทั้งสัปดาห์เลย เพราะว่าถนนสไลด์เกินกว่าจะขับรถหรือเดินได้ ไม่ต้องพูดเลย ประชากรเขาจะมีความคิดเกี่ยวกับเกย์อย่างไร ทั้งโรงเรียนประมาณ 250 คน ยิ่งกว่าหนองโคกเนินยายมี และทุกคนจะต้องไปล็อกเกอร์ ทั้งโรงเรียนมีเกย์คนเดียว จำได้เลยชื่อ แอนโทนี เป็นเกย์หล่อเหลา แอนโทนีมันก็มีความบราซิล น่ารักมาก ชอบศิลปะ เจาะ สัก และก็โดนบูลลี่ โดนเผาตู้ล็อกเกอร์ ที่โน่นเขาจะขับรถไปเองใช่ไหมคะ แอนโทนีจะโดนล็อกรถตลอด ไม่ให้ออก และแอนโทนีก็ยืนหยัดกับความเป็นเกย์ของกู แต่เราก็ไม่กล้าพูดนะว่าเราเป็น เราไม่กล้าพูดเลย และก็เอาอีกแล้ว มันจะมีคนที่ชอบพูดว่า ชอบผู้หญิงมันเป็นแฟชั่น เป็นวัยเด็ก พอโตขึ้นมาคุณจะชอบผู้ชาย ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้สึกอย่างนั้น แล้วยิ่งตอนนั้นเป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย มันมีพลัง เราก็ยิ่งรู้สึกว่า ไม่ เราไม่เกิดเคมีกับผู้ชาย เราเกิดเคมีกับผู้หญิงที่เรารู้สึกด้วย แต่ไม่ใช่ทุกคนนะคะ มันเหมือนที่กะเทยชอบพูดว่า นี่ ฉันไม่ได้ชอบผู้ชายทุกคนนะ เหมือนกัน พอฉันชอบผู้หญิงแล้วเพื่อนเริ่ม เฮ้ย เดี๋ยว ดูหน้าด้วย ฉันอาจจะไม่ได้ชอบเธอ

 

พอมันเป็นชีวิตทำงาน เรารู้สึกว่า อิสระมันมาแล้ว ถ้าเราไม่ได้พึ่งพ่อแม่แล้ว และเราสามารถเลี้ยงดูท่านได้บ้าง เรามีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม ขอบอกก่อนเลยว่า ก่อนหน้านั้นมีแฟนตั้งแต่อายุ 14 ปี ก็พาเข้าบ้านหมด เพื่อให้เขาเห็นว่า เราไม่ได้ไปไหน และคนที่พาเข้าไป ถ้าคนไหนไม่โอเค เราดูปฏิกิริยาพ่อแม่ ไม่ฝืน พ่อแม่รักเรา ถ้าคนนี้พ่อแม่ไม่โอเค เดี๋ยวสักพักมันจะมีวิธีห่างไปเอง พี่มีแฟนตอนนั้น ไม่รวม Puppy Love แบบเด็กๆ นะคะ น่าจะคนที่ 8 และเป็นคนที่เรารู้สึกว่า เขาเป็นวัยทำงานแล้วซีเรียส อันนี้จะเป็นจุดแตกหักเลยนะ เคยไหมที่เราไม่รู้เลยว่า สิ่งที่เผชิญอยู่คือความฝันหรือความจริง พอเราเอารักเป็นตัวตั้งนะ กับชีวิตทำงานที่เราพุ่งไปสุด และเราทำทุกอย่างเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี แล้วมันออกมาแย่ มันออกมาแย่ด้วยความไม่เข้าใจ ด้วยจังหวะชีวิต ด้วยอายุที่ห่าง ด้วยความต่างทั้งหมด แต่เราเอารักเป็นตัวตั้งไว้ก่อน ถ้าฉันมีความรัก ต้องผ่านไปได้ทุกสิ่ง เราไม่รู้เลยว่า ฝันหรือจริง เวลาสุขสุขจัง เวลาทุกข์ทุกข์มาก และมันมีการทำร้ายร่างกาย 

 

คุณคิดว่า คุณคิลินจะเลือกจัดการกับช่วงเวลายากลำบากกับความสัมพันธ์นี้อย่างไร ระหว่าง 1. ห่างกันสักพัก ห่างกันสักพัก มันคงจะดีเสียกว่า หรือว่า 2. เก็บของ แพ็กหนี เพราะถึงเวลาแล้วสินะ ที่ฉันต้องโยกย้าย

 

เอมอนันต์: ไม่เคยเลยนะคะที่บอกเลิกแล้วจบด้วยดี จุดตัดคือหักดิบ และขนของออกมาเสมอ ไม่ได้เลือกความรัก เลือกตัวเอง และไม่เคยทิ้งงานเลย ขนของออกมา สิ่งที่ทำ เช่าโรงแรมที่ใกล้กับที่ทำงานที่สุด และเช่ารถเพื่อทำงานต่อไป อย่างไรก็ได้ คุณค่าคือผลงานและการใช้ชีวิต พังมากเหมือนกันนะคะ ย้ายออกยากนะ ยากพอๆ กับไล่ใครสักคนออกไปจากชีวิตเลย

 

ตอนนั้นอยู่ด้วยกันนานไหมคะ

 

เอมอนันต์: 2 ปีกว่า นานนะ แล้วมันเผชิญเรื่องมาด้วยกันเยอะ เช่น รถชน หรือว่าเรื่องที่มันสะเทือนไปถึงสถานะของสังคม ที่ต่างคนต่างอยู่ และเปลี่ยนแปลงแบบนั้น แต่ที่แย่ที่สุดคือ น่าจะเป็นเรื่องการทำร้ายร่างกาย มันจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่า ชีวิตเราจะ Fast & Furious กับคนรักได้ขนาดนี้ เช่น ขับรถบนซูเปอร์ไฮเวย์ความเร็วประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เขาขับนะคะ แล้วดึงเบรกมือขนาดนั้น เข้าใจความหมุนตอนนั้นนะคะ เข้าใจอาชีพสตันท์แมน เป็นอาชีพที่เราควรจะให้ความคารวะเขาเยอะๆ คนที่ชอบอะไรแบบนี้ สาเหตุที่เขาทำ ก็น่าจะเป็นอารมณ์ล้วนๆ นะคะ ใช้คำว่า เข้าใจมากขึ้น และถ้ารัก แปลว่ารักเราและเขาเท่ากัน รักเรามันมาด้วยครอบครัว หน้าที่ และความเป็นเรา ความสุขของเรา รักเขาเท่าที่รักเราเลย แต่เขาจะรักตัวเองแค่ไหนไม่รู้ แต่ต้องรักเราเท่าที่เรารักเรา เทียบกับวัยนั้นที่คิดถึงแต่เรามองว่าเรารัก และเขาไม่เข้าใจ มันคือการเรียกร้องกันและกัน เขาก็เรียกร้องและเขาก็ไม่รู้ ตอนนี้เขาแต่งงานไปแล้ว มีลูกไปแล้วนะคะ เข้าใจว่าเราเองก็อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เขาหรอก แต่เพราะเราต่างซื่อสัตย์กับคำว่ารักกัน เราก็เลยพยายามจะเบียดตัวเองในภาชนะที่เราไม่ได้พร้อม มันก็เถือไง และเจ็บปวด 

 

โอ้โห ทั้งสองนี่ก็ผ่านชีวิตรักที่โชกโชนมาเหมือนกันนะคะเนี่ย ท่านผู้ชมอาจจะสังเกตได้ว่า การที่เราเลือกทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่สิ่งที่ผิดนะคะ แต่สิ่งสำคัญคือ การบาลานซ์ความสุขของตัวเรา โดยไม่ลืมที่จะรักตัวเองค่ะ 

 

และก็มาถึงช่วงสุดท้ายในรายการของเรา ซึ่งเราจะพูดถึงสเปซของแขกรับเชิญของเรา โดยทั้งคู่ก็ได้มีเรื่องราวมากมาย ก่อนตัดสินใจที่จะสร้างพื้นที่ของตัวเอง ในช่วงสุดท้ายนี้ เราจะไปฟังกันว่า ทั้งคู่ผ่านอะไรกันมาบ้าง ในช่วง Search for Paradise ตั้งแต่คุณคิลินเปิด The Kloset Book Club แห่งนี้ ก็ได้เป็นที่พักพิงของชาวยูริหลายๆ คนที่อยากจะพักจากความวุ่นวายของชีวิต เรามาฟังนิทานจากคุณคิลินกันดีกว่าค่ะทุกคน 

 

เอมอนันต์: มันเป็นอย่างนี้ก่อนนะคะ ในตอนที่เราไม่รู้จักเลยว่า มันมีนิยายหญิงรักหญิง มันก็เหมือนไม่มีสื่อที่มันตอบโจทย์ชีวิต พอเราดูซีรีส์อย่าง The L Word มันเป็นซีรีส์หญิงรักหญิงของอเมริกา ซึ่งนานมากแล้ว มันแฮปปี้ ไปอ่านนิยายหญิงชายมันก็ไม่อิน พอมาเจอคำว่ายูริ แล้วเขียนเอง และมีฐานแฟนคลับ เราเริ่มรู้สึกว่ามันมีความต้องการเนอะ พอเราจัดมีตติ้ง มีตติ้งเนี่ยเขามองเราผ่านไปเหมือนสุญญากาศ คือเขามาเพราะเรา แต่พอจบแล้วมันเป็นอาฟเตอร์ปาร์ตี้ เขาคุยกันเหมือนไม่มีอะไรขวางกั้น ดังที่สุด ไมค์เอาไม่อยู่ คุยกันทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน และแปลว่า เอ้า คนพวกนี้หาเพื่อน หาคนคุย และแชตมันไม่เหมือนมาเจอกันแล้วเมาท์อย่างนี้ ก็เลยหนแรกไปแล้ว ทีนี้มีหนสอง คนเยอะขึ้น คุยกันข้ามคืน เราก็เลยรู้สึกว่า เอ๊ะ ตัวที่เด็ดๆ ทั้งหลาย คาแรกเตอร์ของบุคคลที่เราสนุกเวลาอยู่ด้วย คนอื่นเขาสนุกเวลาอยู่ด้วยเหมือนกัน เรามานัดเจอกันบ่อยขึ้น ไม่พอ มันเหมือนเพื่อนสาวและอัปเดตชีวิตกัน เฮ้ย เดี๋ยวไปกินข้าวกัน แต่บังเอิญมันไม่ใช่เพื่อนสาว มันเป็นเพื่อนสาวรักสาว และมันไม่เหมือนการไปคุยกับเพื่อนที่เป็นเพศอื่นๆ เพราะเราจะไม่สามารถกริ๊งกรั๊งกัน เฮ้ย 11 องศาฯ ก็ไม่ได้ พอมันมีตรงนี้ปั๊บ เราก็เลยมองว่า เรามาทำรังของเรากันเถอะ แล้วเผื่อคนอื่นอย่างไรดี ในเมื่อเรายังต้องการ ถ้าเรามี Budget รวมกันมาเท่านี้แล้ว ทำไมเราไม่ทำอะไรที่มันตอบโจทย์ที่มากกว่านี้ ทุกคนชอบเล่นเกม ทุกคนชอบเล่นกีตาร์ ทุกคนชอบเล่นเกมกระดาน ทุกคนชอบอ่านหนังสือ ทำรัง ว่างเมื่อไรก็แวะมา ทีนี้พอว่างเมื่อไรก็แวะมา มันไม่ใช่แค่เพื่อนเราแล้ว มันมาทั้งคอมมูนิตี้ยูริเลย ก่อนจะทำลองเสิร์ชในกูเกิลคำว่า หญิงรักหญิง หรือว่าเลสเบี้ยน เราเจอแต่ผับ บาร์ หรือไม่ก็เป็นของฝรั่งที่เป็นอีเวนต์ หรืออาจจะเป็นสมาคมหญิงรักหญิงที่เขาจัดปาร์ตี้แบบกลางคืน แต่เรามองหน้ากัน และรู้สึกว่า ถ้าเราจะเที่ยว เราไม่ได้อยากเจอใครๆ เราจะเที่ยวด้วยกันเอง เพราะฉะนั้นอันนั้นไม่ตอบโจทย์เรา เราไม่ได้อยากเที่ยวกลางคืน เราอยากเมาท์กลางวัน นอนกลางวัน ทำงานกลางวัน เราก็เลยมาทำ The Kloset พอเขามา ทีนี้เราก็ เอ๊ะ ทำอย่างไรให้มันเกิดการ Ice Breaking ก็ทำกิจกรรมขึ้นมา ก็พยายามจัดปาร์ตี้ ปาร์ตี้ในที่นี้คือแบบอีเวนต์ มาเจอกัน มีเกมมาเล่น มาจับของขวัญ มีกิจกรรม Music Day ก็มีน้องหอบแซ็กโซโฟนมาเล่นด้วย มีน้องเอาไวโอลินมาเล่นด้วย มีน้องมานั่งเขียนนิยายที่นี่ มีคุณหมอแอบเวรมาหลับที่นี่ แวะมาซื้อกาแฟ มีแม่ของเด็กๆ ที่บอกว่าอยากมา พาน้องๆ มานอนเล่นเกมแบตแมนแล้วกลับ มีแม่ที่บอกว่า มาทำอะไรกันทุกเย็น แล้วมาชะเง้อดู เห็นเด็กติวกันอยู่ หรือบางทีน้องเขาไม่รู้มีเรื่องอะไรกับที่บ้านมา แล้วเขาพาคุณแม่มา แล้วเขาก็ง้อกันด้วยวิธีแบบ คุณแม่เขาเล่นกีตาร์พร้อมพวกเรา เล่นเพลง I Started A Joke ให้ลูกฟัง วันนั้นน้ำตาไหลนะ เรารู้สึกว่า จะมีแม่สักกี่คนที่รักในสิ่งที่ลูกรัก มันเป็นอะไรที่พี่ว่า บางทีเราแก้กันเองไม่ได้ที่บ้าน เราเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม แล้วมันปลอดภัย โลกข้างนอกเขาอาจจะไม่ได้มีพื้นที่ให้เรายืน เพราะคนเราต่างกัน จะโทษ ข้างนอกก็ไม่ได้  ก็หาที่ยืนให้ถูก สร้างรังให้ตัวเองให้ถูก เท่านั้นเองค่ะ

 

แล้วคุณคิลินคิดอยากจะมีครอบครัวบ้างไหมคะ 1. อยากมี 2. ไม่อยากมี หรือว่า 3. ถูกทุกข้อ แล้วคุณคิดว่าเป็นข้อไหน

 

เอมอนันต์: พี่เชื่อในความรัก แต่พี่ไม่เชื่อในการครองคู่ของเพศเดียวกันที่เป็นหญิงรักหญิงในประเทศไทย ต้องเต็มประโยคนะ ถ้าเมืองนอก เช่น ถ้าพี่อยู่ที่อัมสเตอร์ดัม ไม่แน่ ถ้าพี่อยู่ในอเมริกา ในแอลเอ หรือว่าซานดิเอโก ไม่แน่ พี่ว่าโครงสร้างทางสังคมมันไม่ได้อำนวย มันต้องใช้พลังเยอะมากในการดำรง โครงสร้างทางสังคมถ้าสังเกต คนไทยเราจะเซนซิทีฟกับการที่พ่อแม่แก่และกำลังจะตาย จุดยึดต่อไปคืออะไร ถ้าคุณไม่มีครอบครัว ลูก สามี หรือภรรยา ถ้าพ่อแม่แก่ไปแล้วตาย เรายังมีครอบครัวอยู่นะ บางคนมีคู่เพราะกลัวเหงา กลัวไม่มีคนดูแล แต่เพศนี้มันไม่ได้มีอะไรยึด ไม่ว่าจะเป็นกรอบทางสังคมหรือกรอบทางความผูกพัน ในเชิงความรับผิดชอบต่อครอบครัว เช่น มีลูกกัน และหาเงินเพื่อส่งลูก ให้ตายเหอะ มันเลิกกันไม่ได้ เพราะเราต้องทำสิ่งนี้ให้มันสำเร็จ แบบนี้ก็ยาก ต่อให้จะมีคนมาบอกว่า ต่อให้เป็นผู้หญิงผู้ชายมันก็เลิกได้นะ แต่การขึ้นศาลและค่าสมรสเลี้ยงดู มันบังคับนะว่าเราจะอยู่ได้อย่างไร แล้วผู้หญิงกับผู้หญิงเอาอะไรมาบังคับ มันอยู่รอดยาก ความจริงคือความจริง ต่อให้คุณจะฝันว่า มันสวยแค่ไหน ความจริงคือ พอถึงจุดที่มันเป็นปัญหา จะมีสักกี่คนอยากแก้ จะมีสักกี่คนที่พร้อมเปลี่ยนและปรับ มันน้อยมาก

 

อึดอัดบ้างไหมคะกับสังคมทุกวันนี้

 

เอมอนันต์: ไม่นะ ถ้าเราเข้าใจความจริง เราจะอยู่ได้กับทุกอย่าง แต่ถ้าเราเรียกร้องแต่สิทธิ์ แต่ไม่มองความเป็นจริงก็อยู่ยาก เจ็บปวด เพราะความจริงคือความจริง ไม่ว่าสังคมจะเป็นอย่างไร มันก็อยู่ที่เราจะอยู่อย่างไร วางใจอย่างไร จะเอาความเข้าใจไปฝากไปกับคนอื่น หรือเราจะแฮปปี้กับตัวเอง ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องฝากความรักและตัวตนของเราไว้ที่ใคร

 

สำหรับคุณคิลินแล้ว เธออาจจะไม่ได้ต้องการมีพื้นที่เพื่อตอบสนองคนรัก หรือว่าสร้างครอบครัว แต่กลับมีพื้นที่ให้แก่คนที่ต้องการที่พักพิง และก็สามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยปราศจากความกังวลจากการถูกตัดสินโดยคนรอบข้าง เช่นเดียวกับการที่ใครบางคนได้กลับมาบ้าน และก็อยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของเขา แต่บางครั้ง ในทางกลับกัน พื้นที่อยู่อาศัยของบางคน อาจจะไม่ใช่ที่ที่แสดงความเป็นตัวเองได้อย่างที่เราควรจะเป็น เรามาฟังประสบการณ์ตรงจากคุณโจ้กันค่ะ

 

ก่อนหน้านี้โจ้อยู่ที่ออฟฟิศกับ Trasher เปรียบเทียบกับบ้านเช่าที่เราย้ายมาล่าสุดกับที่นี่ มันมีอะไรคล้ายกันหรือว่าต่างกันอย่างไรบ้างคะ 

 

ทิชากร: จริงๆ อยู่กันเยอะๆ ก็อย่างที่บอกว่า ความต้องการของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน คนนี้ทำงานอยู่ที่บ้าน อีกคนหนึ่ง เจนนี่บางทีก็ต้องตื่นเช้านอนเร็ว เจสันก็ต้องทำครัวกลางคืน ความสำคัญมันไม่บาลานซ์ตลอด บางทีตัวเราเองจะทำงานต้องรอกลางคืน เพื่อที่จะให้สงบเงียบที่สุด จนสุดท้ายตอนช่วงที่พยายามที่จะตัดสินใจแล้วว่า เรามั่นใจในความสัมพันธ์ว่าเราอยากอยู่ด้วยกัน แล้วทอมก็ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านที่อารีย์ ซึ่งห้องเราตอนนั้นมันก็ห้องแคบๆ ก็มีห้องน้ำส่วนตัว มีพื้นที่ตรงกลาง มันกว้างอยู่ แต่สุดท้ายพื้นที่ตรงกลาง มันก็เป็นพื้นที่ที่ต้องแชร์ เพราะฉะนั้นตัวเราไม่มีปัญหาหรอก อย่างตัวทอมเองเขาทำงานที่บ้าน เขาก็จะรู้สึกว่า เขาอยากมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ตอนนั้นทะเลาะกันเพราะเขารู้สึกว่าไม่มีส่วนไหนในบ้านที่มันเป็นของเขา เขาย้ายเข้ามาอยู่กับเรา เพราะฉะนั้นเขารู้สึกไม่ Belong กับที่นั่น เขารู้สึกว่า นี่ไม่ใช่ชีวิตคู่อย่างที่เขาต้องการ เราอยากย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพราะว่าเราอยากมีชีวิตกัน 2 คน แต่ปัญหาจุกจิกเราก็ทะเลาะกันได้ กางเกงในหาย นอนอยู่ตอนเช้าเพื่อนเราต้องใช้ห้องน้ำ หรืออะไรเล็กๆ น้อยๆ มันไปจุดประกาย เรารู้สึกว่า สภาพจิตใจมันแย่มาก ตอนนั้นกลัวมากว่า เราจะอยู่รอดกันหรือเปล่าเนี่ย เราจะเลิกกันหรือเปล่าเนี่ย

 

เอาล่ะค่ะ ทำอย่างไรดีล่ะทีนี้ เพื่อนเราก็อยากอยู่ด้วย แฟนเราก็ต้องตามใจ ประคับประคองความสัมพันธ์กันอีก แบบนี้คุณโจ้จะเลือกอะไร ระหว่าง 1. เพื่อนต้องมาก่อน ผู้ไว้ทีหลัง มันเคลียร์กันได้ค่ะ หรือว่า 2. ผู้ต้องมาก่อน เพื่อนนี่พักไปได้เลยค่ะ

 

ทิชากร: ตอนนั้นรู้สึกว่า มันเป็นช่วงที่รู้สึกว่าความสัมพันธ์ตึงเครียด เรารู้สึกว่า ถ้าไม่ย้ายออก ถ้าไม่หาบ้านใหม่ มีสิทธิ์เลิกกันแน่ๆ เพราะมันมีปัญหาหยุมหยิมเล็กๆ น้อยๆ จากการอยู่ด้วยกันหลายๆ คน และมันเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกว่า เราต้องจริงจังแล้ว เราต้องพิสูจน์ว่า เราอยู่ด้วยกัน 2 คน ได้จริงๆ แล้วนะ ก็เลยเริ่มหาบ้านกัน เริ่มหาจากอินเทอร์เน็ต จนไปเจอบ้านในซอยสวนพลูนี่แหละ แต่พอดูแล้วรู้สึกเป็นบ้านที่ยังไม่ใช่ ก็เลยเดินดูมาเรื่อยๆ จนมาเจออพาร์ตเมนต์หลังนี้ ก็ขึ้นมาดูและรู้สึกว่ามันใช่มาก มันตอบโจทย์เรามาก สเปซดี ห้องที่ปลอดโปร่ง ย่านที่ทอมชอบ เพราะว่าทอมมีเพื่อนอยู่แถวนี้ด้วย และเขาก็แฮงเอาต์กันอยู่แถวนี้ มีคาเฟ่ อยู่ใจกลางเมือง แล้วก็รู้สึกว่า ทำให้เราจะได้ใช้ชีวิตด้วยกันมากขึ้น เห็นห้องครัวแล้วก็รู้สึก เฮ้ย เดี๋ยวเราจะได้ทำอาหารด้วยกัน มีกิจกรรม มีพื้นที่ให้เรามากมาย ก็เลยตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ และพอตั้งแต่มาอยู่ มันเปลี่ยนแปลงเรามาก สำหรับเรา เราสนุก นี่มันเป็นครั้งแรกที่เราสนุกกับการแต่งบ้าน เราหมดเงินไปกับการแต่งบ้านเยอะมาก โดยที่เราไม่สนใจเลย เมื่อก่อนเดือนหนึ่งเราหมดไปกับการซื้อเสื้อผ้าเป็นหมื่น ตอนนี้เราไม่ซื้อเสื้อผ้ามา 4-5 เดือนแล้ว ไม่คิดไปเดินสยาม แต่เราหมดไปกับการไปร้านเฟอร์นิเจอร์ ต้นไม้ ไม่เคยคิดที่จะสนใจมาก่อน นึกออกหรือเปล่า มีความสุขกับการตื่นมาตอนเช้า เปิดเพลงแจ๊สฟัง รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น รู้สึกว่า ตัวเองมีพื้นที่ ความสัมพันธ์เราก็ดีขึ้น เราทะเลาะกันน้อยมากในบ้านหลังนี้ เรารู้สึกว่า พอเราได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เราไม่มีความกดดันที่จะต้อง Pleaseใคร ในเวลาที่เราต้องการพื้นที่ส่วนตัว เราก็มีพื้นที่ส่วนตัวให้กันและกัน ไม่ต้องคุย มันมีโมเมนต์พอมีสเปซ บ้านที่มันใหญ่พอ เธอไปอยู่ในห้อง ฉันมาอยู่ตรงนี้ ต่างคนต่างอยู่กันก็ได้ พอเราอยากเจอกัน เราก็มานั่งดูหนังตรงกลางบ้าน รู้สึกว่า ความสัมพันธ์เรามันนิ่งขึ้นเยอะเลยตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ และก็มองเห็นอนาคตของเรามากขึ้นว่า วันหนึ่งถ้าเราจะมีบ้านของเราเอง ก็อาจจะมีบ้านลักษณะนี้ ยังคุยกับทอมเลยว่า นี่คือไลฟ์สไตล์ที่เราต้องการมาตั้งนานแล้ว แต่อะไรต่างๆ อุปสรรคในชีวิตที่ทำให้เราไม่ได้อย่างที่ต้องการ แต่ตอนนี้นี่คือบ้านในฝัน นี่คือชีวิตในฝันประมาณหนึ่ง ณ อายุเท่านี้ ตอนนี้ แต่ข้างหน้าไม่รู้มันจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ตอนนี้รู้สึกว่า เราทำงานหนักเพื่อสิ่งนี้

 

และก็จบกันไปแล้วนะคะ ทั้งคุณโจ้แล้วก็คุณคิลิน ทั้งสองท่านนี่ก็มีจุดตัดสินใจในชีวิตที่ทั้งคู่ได้เลือกที่จะออกมาสร้างพื้นที่ที่ทั้งคู่ต้องการจริงๆ เพื่อเติมเต็มความสุข แล้วก็สร้างความสัมพันธ์ให้ยั่งยืน อย่างที่คุณคิลินได้มอบพื้นที่ The Kloset ให้กับชาวยูริ แล้วก็อย่างที่คุณโจ้ได้เลือกบ้านสวนพลู เพื่อเป็นพื้นที่ให้คุณโจ้ได้พัฒนาความสัมพันธ์ด้วยความเข้าใจกับคู่รักของเขานะคะ 

 

สำหรับรายการของเราวันนี้ ขอขอบคุณแขกรับเชิญทั้งสองท่านของเรานะคะ และที่ขาดไม่ได้เลยค่ะ ก็คือผู้ฟังที่น่ารักของเราทุกคนนะคะ ต้องขอขอบคุณ จาก THE STANDARD Podcast Somewhere I Belong Search For Paradise ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

 


 

Credits

 

Director & Script Writer คำขวัญ ดวงมณี

สุภพงส์ พงษ์พานิช

 

Subject เอมอนันต์ อนันตลาโภชัย

ทิชากร ภูเขาทอง

Editor จิรวัฒน์ วิรวังโส

Sound Recording ฐิติวัสส์ เพ็ชรวารี

วรงค์ ราชปรีชา

Final Mixing ธาดา ไมตรีเวช

Show Creator ภูมิชาย บุญสินสุข

Show Producer อธิษฐาน กาญจนะพงศ์

Coordinator & Admin อภิสิทธิ์​ หรรษาภิรมย์โชค

Art Director อนงค์นาฏ วิวัฒนานนท์

Graphic Designer เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

Proofreader ภาวิกา ขันติศรีสกุล

Webmaster จินตนา ประชุมพันธ์

FYI
  • Somewhere I Belong ที่นี่ที่ของเรา สนับสนุนโดย บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์และนวัตกรรมการอยู่อาศัย เพราะเอพีเข้าใจความสุขในทุกรูปแบบของชีวิต
  • LOADING...

READ MORE

MOST POPULAR