วันนี้ (6 พฤษภาคม) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 13 กรุงเทพมหานคร ร่วมกับรพ.พระมงคลเทพมุนี รพ.ราชพิพัฒน์ (สำนักการแพทย์) และ รพ.กล้วยน้ำไท 3 จัดประชุมเตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการดูแลประชาชน ผู้มีสิทธิ และเตรียมประสานส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง กรณีมีการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่เขตบางนา และเขตภาษีเจริญ ผ่านระบบออนไลน์
ภายหลังโรงพยาบาลมิตรประชา และโรงพยาบาลบางนา 1 ยกเลิกสถานะการเป็นหน่วยบริการประจำและหน่วยบริการปฐมภูมิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) แต่ยังคงเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อ โดยการเปลี่ยนแปลงสิทธิ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
สปสช. ได้ร่วมวางแผนกับทุกหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนยังคงเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างต่อเนื่อง ไร้รอยต่อ และไม่เกิดผลกระทบต่อการรักษาของผู้ป่วย
น.ท.หญิงจุไรพร นรินทร์สรศักดิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มขับเคลื่อนระบบบริการ สปสช. เขต 13 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมร่วมกับหน่วยบริการที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองทุกคน มีหน่วยบริการรองรับการดูแลสุขภาพ และได้รับบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา ผู้ป่วยที่มีนัดตรวจติดตาม หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง จัดให้มีระบบการประสานส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยบริการ เพิ่มประสิทธิภาพและความสะดวกในการเข้ารับบริการของประชาชน
สำหรับผู้มีสิทธิที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลมิตรประชา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 18,831 คน สปสช. จะดำเนินการโอนย้ายสิทธิไปยังโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี โดยมีโรงพยาบาลราชพิพัฒน์เป็นหน่วยบริการรับส่งต่อ
ส่วนผู้มีสิทธิที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลบางนา 1 จำนวน 22,365 คน ซึ่งอยู่ในพื้นที่แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร สปสช. จะโอนย้ายสิทธิไปยังโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 3 ซึ่งเป็นหน่วยบริการในพื้นที่ใกล้เคียง และมีความพร้อมทั้งในฐานะหน่วยบริการประจำ หน่วยบริการปฐมภูมิ และหน่วยบริการรับส่งต่อ
น.ท.หญิงจุไรพร กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน สปสช. ขอความร่วมมือจาก รพ.มิตรประชา และรพ.บางนา 1 ในการส่งต่อผู้ป่วยที่มีนัดตรวจติดตาม ในช่วงวันที่ 1-15 มิถุนายน 2569 ไปยังโรงพยาบาลตามที่ระบุในใบนัด ทั้งนี้ ขอให้ผู้ป่วยขอประวัติการรักษาจาก รพ.เดิมของท่าน และไปติดต่อที่หน่วยบริการแห่งใหม่ตามสิทธิ เพื่อวางแผนการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ ประชาชนยังไม่จำเป็นต้องรีบดำเนินการย้ายสิทธิด้วยตนเอง เนื่องจาก สปสช. จะดำเนินการจัดเครือข่ายหน่วยบริการรองรับ เพื่อให้ประชาชนยังสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างต่อเนื่อง และจะมีการส่ง sms แจ้งข่าวและช่องทางการติดต่อให้กับประชาชนผู้มีสิทธิ ที่มีข้อมูลเบอร์โทรศัพท์มือถือในระบบของ สปสช.
อย่างไรก็ตาม ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้จากโรงพยาบาล หรือ สปสช. โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีนัดรักษา หรือ ใช้ยาต่อเนื่อง เพื่อรับคำแนะนำในการเข้ารับบริการในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ โรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง ยังคงให้บริการประชาชนผู้มีสิทธิตามปกติจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569


