วันนี้ (13 เมษายน) รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ และกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยกับวาทะของแม่ทัพภาคที่ 4 หลังถูกผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์กรณีเหตุลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวใช่หรือไม่ โดยแม่ทัพภาค 4 ปิดไมค์พร้อมตอบคำถามดังกล่าวว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”
รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า นี่ถือเป็นการแถลงข่าวครั้งแรกของแม่ทัพภาคที่ 4 หรืออีกหมวกหนึ่งคือ ผอ.รมน. ภาค 4 สน. ที่เปิดเผยต่อสื่อมวลชน กรณีเหตุการณ์ลอบยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จากพรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา
รอมฎอนกล่าวว่า โดยปรากฏข้อเท็จจริงของคดีว่ามีส่วนเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน. และกองทัพหลายคน รวมไปถึงยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นรถยนต์ของ กอ.รมน. แต่ในระหว่างที่ไล่เรียงเนื้อหาในการแถลงนั้น ท่านขอตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบปิดไมค์ ซึ่งกลายเป็นหัวใจของการแถลงข่าวครั้งนี้ไป โดยท่านพูดว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”
ฟังด้วยใจเป็นธรรม รูปประโยคนั้นเหมือนจะเป็นการปฏิเสธว่ากองทัพเข้าไปมีส่วนในเหตุสังหาร ซึ่งถ้าพูดตรง ๆ ก็พอจะเข้าใจได้
ประโยคนี้ทำให้สาระสำคัญของการแถลงข่าวทั้งหมดแทบจะไม่มีความหมายอะไร ที่จริงแล้วมีความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีลอบยิง สส. กมลศักดิ์ อยู่พอสมควร แต่ต้องบอกว่าคนอยากจะฟังและเห็นการเปิดปากครั้งแรกของผู้นำหน่วย กอ.รมน. มากกว่า ด้วยเหตุนี้ น้ำเสียง ท่วงทำนอง และภาษากายจึงสำคัญมาก การจงใจปิดไมค์เพื่อพูดประโยคสำคัญนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะอาจสะท้อนจุดยืนและความคิดของผู้นำได้ดีกว่าถ้อยแถลงที่เป็นทางการตอนเปิดไมค์
รอมฎอนกล่าวว่า คำพูดที่สะท้อนวิธีคิดเช่นนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า การใช้กำลังที่ไม่ปล่อยให้รอดนั้นใช่วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมในการแก้ไข “ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือไม่ แนวทางเช่นนี้ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาของท่านหรือไม่ ท่าน ผบ.ทบ. ซึ่งเลือกท่านข้ามภาคจากแนวปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา มานั่งคุมทัพภาคใต้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบในวิธีคิดและวิธีการเช่นนี้ด้วยหรือไม่ และท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน รับรู้และเห็นชอบกับแนวทางเช่นนี้ด้วยหรือไม่
ในคำแถลงความคืบหน้ากรณีลอบสังหารผู้แทนราษฎรแล้วมีคำพูดแบบนี้ออกมานั้น สะท้อนความไม่เข้าใจต่อสถานการณ์และความรู้สึกนึกคิดของประชาชนอย่างถึงราก ตนอยากเห็นนายกรัฐมนตรี และ ผบ.ทบ. ในฐานะ ผอ.รมน. และรอง ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง ได้พิจารณาทบทวนการทำหน้าที่และบทบาทของแม่ทัพนรธิปโดยด่วน เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าคำพูดปิดไมค์ในวันนี้ คือคำถามที่ตามมาว่า ตกลงแล้ว กอ.รมน. ภาค 4 สน. ภายใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพ มีปฏิบัติการที่ “ไม่ปล่อยให้รอด” ไปแล้วด้วยหรือไม่ มีไปแล้วกี่กรณี และในอนาคต แนวทางที่เป็นส่วนตัวเช่นนี้ จะกลายเป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้วยหรือไม่
ขณะที่ กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด” คือถ้อยคำที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ เมื่อออกมาจากเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในพื้นที่
โดยนัยของการสื่อสาร พล.ท. นรธิป อาจต้องการสื่อว่า กอ.รมน. ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารดังกล่าว เพราะหาก กอ.รมน. เป็นผู้สั่งการ สส. กมลศักดิ์ จะไม่รอดจากเหตุการณ์
การพูดในท่วงทำนองนี้ ไม่เพียงไม่ช่วยให้ กอ.รมน. พ้นจากการถูกตั้งคำถามจากสังคมได้ เพราะไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานข่าวและการเปิดเผยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น ทั้งในเรื่องรถที่ใช้ก่อเหตุและตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน. แต่ยังทำให้สังคมมีความกังขาต่อทั้งตัว พล.ท. นรธิป และ กอ.รมน. มากขึ้น เนื่องจากคำพูดดังกล่าวอาจถูกตีความว่าไม่สอดคล้องกับหลักการเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หรืออาจถูกตีความไปได้ว่า กอ.รมน. สามารถทำสิ่งใดก็ได้ ไม่ว่าถูกหรือผิดกฎหมาย ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง
ซึ่งโดยหลักการแล้ว กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ การปฏิบัติการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ (rule of law) และตรวจสอบได้ (accountability) อย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence) และการผูกพันของเจ้าหน้าที่รัฐต่อกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ดังนั้น การสื่อสารของผู้บังคับบัญชาระดับสูงจึงต้องไม่เปิดช่องให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐสามารถใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมายได้
เฉพาะเหตุการณ์การลอบสังหารผู้แทนราษฎร ซึ่งตอกย้ำความรู้สึกไม่ปลอดภัย และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อมีคำพูดเช่นนี้จากผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่ ยิ่งทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่สังคมคาดหวังจาก กอ.รมน. ในตอนนี้คือ การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความยุติธรรม เพื่อเร่งรัดหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่สนใจว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีตำแหน่งใน กอ.รมน. หรือมีความสัมพันธ์อย่างไร เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และเพื่อลดทอนข้อกังวลของสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาการลอยนวลพ้นผิด
หากจะตั้งคำถามไปให้ไกลกว่าคดีที่เกิดขึ้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ทัศนคติในลักษณะนี้มีส่วนต่อการที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี หรือไม่ แม้จะมีการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างต่อเนื่องและมหาศาล และทัศนคติดังกล่าวก็ห่างไกลจากหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่ กอ.รมน. มักอ้างว่าใช้เป็นหลักการสำคัญในการทำงาน
สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะกรณี แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดของแนวทางการแก้ไขปัญหาในภาพรวม การทบทวนในเชิงโครงสร้างจึงมีความจำเป็น ทั้งในด้านการเสริมกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระจากสายการบังคับบัญชาทางทหาร เช่น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีตัวแทนจากภาคพลเรือน การรายงานความคืบหน้าคดีต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการปรับกระบวนการทำงานให้เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความไว้วางใจของประชาชนอย่างแท้จริง


